“ข้าจักพูดอีกครา หาก้าร่วมวง ก็จงนั่งลงและปิดปากให้เงียบ”
ได้ยินคำกล่าวอันไร้เยื้อใยซาเนียจึงเผลอเร่งพลังงาน์พร้อมขยับมือออกไปด้านข้าง ทว่าก็เป็เพียงความคิดชั่วครู่ต้องเข้าใจว่านางกับชิลเพิ่งพบหน้ากันได้ไม่กี่นาทีและดูเหมือนเป็ฝ่ายนางเองมากกว่าที่คิดร้องขอให้แบ่งปันมื้ออาหาร
ไม่นานมือขาวเนียนก็ถูกลดลงก่อนกวาดสายตาไปทางสัตว์อสูรย่างที่กำลังถูกรนไฟ นี่ทำให้ใบหน้าอันงดงามเกิดความประหลาดใจอีกครา
“หมูป่าเขาเดียวสัตว์อสูริญญาเทา!!”
นางอุทานเสียงดัง งุนงงกับสิ่งที่เห็น
สัตว์อสูริญญาเทา แม้แต่ผู้รับใช้์ระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายยังรับมือได้ยากแล้วเหตุใดมันถึงกำลังถูกย่างไฟโดยเด็กหนุ่มท่าทางอ่อนแอผู้หนึ่ง
“อย่าคิดจะทำสิ่งที่เ้าปรารถนา...”
ชิลพูดด้วยท่าทางเฉยเมย
แม้จักไม่รู้แน่ชัดว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มั์ตาองุ่นกล่าวหมายถึงเื่ที่นางเร่งพลังงาน์เมื่อครู่หรือไม่ทว่าเื่หมูป่าเขาเดียว ก็ทำให้นางคิดหนักมากขึ้นหาก้าลงมือทำอะไร
ไม่นานเด็กสาวในชุดผ้าบางสีขาวก็ตัดสินใจส่งััจิติญญาเข้าตรวจสอบ
‘ระดับผสานกายขั้นแรก?’
ั์ตาสีฟ้าน้ำทะเลหรี่ลงอย่างไม่มั่นใจสักพักราวกับคาดเื่ราวบางอย่างได้ จึงผ่อนคลายท่าทาง เดินตรงไปหยุดยืนอยู่ด้านข้างชิลเงียบๆ
“พวกเ้าใช้วิธีใดจัดการมัน..ไม่สิ”
ซาเนียเอ่ยเลื่อนสายตาจับจ้องไปยังสัตว์อสูรย่าง ก่อนลอบมองชิลอีกครา เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้พูดอะไรจึงกล่าวต่อ
“พรรคพวกเ้าอยู่ไหนเ้าอยู่เพียงระดับผสานกายเป็ไปไม่ได้ที่จะจัดการมันบางทีอาจารย์เ้าอาจอยู่แถวนี้”
นั่งฟังนางกล่าวครู่หนึ่งชิลก็ค่อยๆหันมองซาเนีย นิ่งค้างจ้องใบหน้าอันงดงามที่เต็มไปด้วยคำถามอยู่หลายนาที
“เฮ้อ...”
เขาถอนหายใจออกมายาวเหยียดไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรถึงรู้สึกว่า การที่ตนได้รับสืบทอดคลังความรู้ามาส่งผลให้นิสัยคล้ายไม่เหมือนเดิม
ต้องรู้ว่าเมื่อกาลก่อนตัวชิลนั้นเป็เพียงสามัญชน คนธรรมดา อยู่อย่างพอเพียง ไม่เคยมักใหญ่ใฝ่สูงและไม่เคยคิดดูถูกผู้ยากไร้ ทว่าปัจจุบัน ความคิดดูถูก อันหยิ่งยโสกลับเกิดขึ้นในจิตใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
‘บางทีตัวข้าอาจไม่เหมือนเดิม’
ชิลคิดพร้อมใช้ใบหน้าอันเหนื่อยหน่ายจ้องมอง สตรีผู้แสนงดงามแต่กลับเป็ตัวน่ารำคาญยากพานพบผู้นี้
“หืม...”
ซาเนียหลุบตามองชิลด้วยเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าบางทีอาจเป็เพราะตัวนางอาศัยอยู่ในวังเมฆาสูญสิ้นนานเกินไป อยู่สูงจนเกินไปโดดเดี่ยวจนเกินไป จึงมิค่อยได้คุยกับบุรุษรุ่นราวคราวเดียวมากมายนัก
ทำให้นางใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจท่าทางอากัปกิริยาที่ชิลแสดงออกตอนนี้
“เ้า!!”
เมื่อธิดา์คิดพิโรธเพราะความหยาบคายของเด็กหนุ่มอย่างไรราวกับ์ไม่้าให้เป็เช่นนั้น จู่ๆก็มีชายหนุ่มสองคนพุ่งออกมาจากพุ่มไม้พร้อมร้องะโเสียงดัง
“ท่านหญิงซาเนีย!”
ครานกับเฟอรินโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ด้วยท่าทางเหนื่อยหอบพวกเขาไม่สามารถตามความเร็วของซาเนียทัน จึงะเิพลังงาน์พุ่งตามมาอย่างไม่คิดชีวิตแต่แม้จะทำเช่นนั้น สุดท้ายก็จำต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะตามมาถึง
ทว่าเมื่อภาพด้านหน้าปรากฏสู่สายตา ก็ทำให้ครานรู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
ซาเนียผู้เป็ดั่งเทพธิดากำลังยืนอยู่ข้างเด็กหนุ่มที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอย่างใกล้ชิดทั้งที่ในความเป็จริงระยะห่างระหว่างชิลและซาเนียมีอยู่มาก แต่ภายในสายตาคราน พวกเขาทั้งสองแทบจะยืนติดกัน
“น้องชายเ้าเป็ใครงั้นรึเหตุใดถึงมาอยู่กลางป่าพันิญญาเพียงผู้เดียว”
ครานสาวเท้าเข้ามาอย่างเร่งรีบพยายามปิดบังท่าทางเหนื่อยหอบใกล้หมดแรง ก่อนฝืนฉีกยิ้มแฉ่งอย่างไร้ความจริงใจ
‘ป่าพันิญญา!?’
ชิลใเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยินมั่นใจว่าป่าแห่งนี้มีชื่อว่าป่านอกเชลยพ่าย
‘ผ่านมาได้สองหมื่นปีแล้วบางทีชื่อป่าอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลาของมัน’
เขาคิดเผยท่าทางรำลึกคะนึงถึง
“ข้าถามเ้าอยู่ไม่ได้ยินรึไง!”
น้ำเสียงครานเริ่มเจือปนความแข็งกร้าวในโลกนี้นอกจากบุพการี อาจารย์ ก็มีเพียงซาเนียที่สามารถไม่ตอบคำถามมันได้หากผู้ใดนอกจากนางกล้าทำเช่นนั้น ก็นับได้ว่าคนผู้นั้น้าสิ้นชีวิต
ั์ตาสีดำสนิทจ้องอย่างคมกริบไปยังชิล เมื่อเห็นว่าเด็กผมน้ำตาลอ่อนยังคงนิ่งเฉยใจเย็นโทสะครานก็ะเิพร้อมเร่งพลังงาน์ ยกมือขึ้น
“ครานท่านคิดจะทำอะไร!!”
เฟอรินก้าวเท้าเข้ามาขวางหน้าครานพลางเคลื่อนพลัง์ไปที่มือ
“หลีกไป!”
“ไม่ อาจารย์เคยบอกว่ารากฐาน์มิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้ช่วยเหลือ”
“ข้าบอกให้เ้าหลีก!”
ครานกล่าวย้ำมองลอดร่างเฟอรินไปยังชิล นี่ทำให้ั์ตาน้ำตาลเข้มหรี่แคบก่อนลอบมองเด็กหนุ่มด้านหลังที่กำลังจ้องหมู่ป่าย่างโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว
อย่างไรเฟอรินก็ตัดสินใจไปแล้วว่าจำต้องปกป้องผู้อ่อนแอหลังจากส่งััจิติญญาตรวจสอบชิลแล้วว่าเขาอยู่เพียงผสานกายขั้นแรก จึงหันกลับมาจ้องครานพลางกล่าว
“ท่านต้องควบคุมอารมณ์”
เขารู้ว่าเหตุใดครานถึงโกรธง่ายเช่นนี้แน่นอนว่าการกระทำของชิลเป็การยั่วยุ ทว่าก็เพียงเล็กน้อยสิ่งอันเป็ปัจจัยหลักเื่นี้ แน่นอนว่าต้องเป็ซาเนีย
มันหึงหวงนางนัก
บอกเลยว่า อาการหึงหวงไม่เข้าท่าของครานกำเริบทุกครั้งเมื่อเห็นซาเนียเข้าไปพัวพันอย่างใกล้ชิดกับชาหนุ่มแปลกหน้าและยิ่งคนเ่าั้เป็พวกชั้นต่ำด้วยแล้ว
“เ้าไม่คิดหลีกจริง?”ครานกล่าว พร้อมเร่งพลังงาน์อย่างรุนแรง
“ข้าเพียงอยากให้ท่านใช้สติไตร่ตรองให้ดีก่อนลงมือ”
เห็นเช่นนั้น เหงื่อเย็นเยียบไหลก็ผ่านจากหน้าผากสู่ปลายคางเฟอรินรู้ว่าหากสู้กันจริง คงมีแต่เขาที่าเ็
‘แม้ข้าไม่อาจหยุดไว้ได้ แต่ก็ต้องลอง’
พริบตาท่วงท่าสองชายหนุ่มจากวังเมฆาสูญสิ้นก็สงบลงทว่ามันคือความสงบก่อนเริ่มการต่อสู้อันรุนแรง
สมาธิทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงไปในััจิติญญาเพื่อใช้มันควบคุมพลังงาน์
ทิ้ง่เพียงห้าวิ เฟอรินก็ยกมือขึ้นวาดบางอย่างไปบนอากาศ เช่นเดียวกันครานย่อตัว ใช้สายตาจับจ้องไปด้านหน้าด้วยความมุ่งมั่น
แต่ก่อนที่ทั้งสองจะเข้าปะทะกันเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้น
“เฮ้อ.. พวกเ้ามันน่ารำคาญยิ่งนัก”
“!!”
ราวกับโดนอาคมผนึก ชายหนุ่มทั้งสองต่างหยุดมือพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“หากพวกเ้าไม่ได้คิดที่จะมาแบ่งปันอาหาร ก็ออกไปให้พ้นสายตา ข้าจะเตือนเพียงครั้งเดียว!”
ชิลที่นั่งนิ่งในคราแรกเริ่มหมดความอดทนเขาเกลียดสถานการณ์ที่เป็อยู่ในปัจจุบัน มันทั้งน่ารำคาญ ไร้สาระ และไร้เหตุผล มันยากนักรึเพียง้ากินเนื้อหมูย่าง หลังจากผ่านมา 2 หมื่นปีเหตุใดคนพวกนี้ถึงต้องมารบกวนเขากัน
“เ้า!!!”
ครานคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวพุ่งผ่านเฟอรินที่กำลังนิ่งอึ้ง ตรงเข้าหาชิลด้วยความเร็ว
“คราน!”
น้ำเสียงอ่อนนุ่มเจือปนไปด้วยความไร้อารมณ์ดังขึ้น
“หยุดมือ ไม่เช่นนั้นข้าจะส่งเ้ากลับเมื่อเราไปถึงหุบเขาจัตุรัสยักษา”
ซาเนียกล่าวโดยไม่หันมองสายตายังคงจับจ้องไปยังหมูป่าเขาเดียวย่างที่ใกล้สุกเต็มที
แน่นอนว่าเมื่อคำกล่าวห้าม ถูกเอ่ยจากปากธิดา์ ครานจึงหยุดชะงัก และตัดสินใจหยุดมือมันค่อยๆลดพลังงาน์ สูดหายใจ ยืนตัวตรงจ้องนิ่งไปยังชิลที่นั่งห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร
“ถือว่าเ้าดวงดี”
มันกล่าว พลางเดินไปยืนอยู่ด้านหลังซาเนียด้วยท่าทางเชื่อฟัง
เฟอรินที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกโล่งอก แม้จะรู้สึกง่ายไปหน่อย ทว่าก็เข้าใจได้ไม่ยาก
หารู้ไม่การหยุดมือของครานมิได้ส่งผลให้ตัวมันโชคดี แต่เป็กลุ่มคนทั้งสามต่างหากที่โชคดี
เื่นี้จึงจบลงด้วยั์ตาสีองุ่นแว็บแสงอันลึกล้ำคราหนึ่ง
.
.
กระแสลมพัดพาใบไม้ร่วงหล่นปลิวตามแรงลมไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน ลมหนาวเริ่มใกล้เข้ามา แม้อากาศ่นี้ไม่ได้เย็นมากทว่าชาวบ้านละแวกใกล้เคียงต่างก็เริ่มออกล่าสัตว์ เพื่อนำมาตุนไว้เป็เสบียงรับฤดูหนาวกันแล้วจึงเป็ธรรมดาที่ผู้คนจำนวนมากรอบชายป่า มิได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับควันไฟกองน้อยกลางป่านัก
“อีกนานไหมกว่ามันจะกินได้”
เฟอรินกล่าวพร้อมจ้องไปยังหมูป่าเขาเดียวย่างอย่างไม่วางตา ถึงผู้ฝึกรากฐาน์ไม่จำเป็ต้องกินสิ่งใดก็สามารถอยู่ได้เป็เดือนแต่หากทำเช่นนั้นร่างกายจักเสื่อมโทรมเร็วกว่าปกติ ฉะนั้นการรับประทานอาหารทุกวัน เป็วิธีคงสภาพร่างกายไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด
“อย่ารีบร้อนนักเนื้อด้านในไม่ได้สุขง่ายๆ”
ชิลกล่าวพลางหยิบเศษไม้อันหนึ่งโยนเข้าสุมในกองไฟด้านล่าง
“มั่นใจเรอะว่ามันจะกินได้ข้าเคยได้ยินว่าหาก้ากินเนื้อสัตว์อสูรจำเป็ต้องผ่านกรรมวิธีบางอย่างเพื่อชะล้างไอิญญาชั่วร้ายออกก่อน”
ครานพูดพร้อมส่งสายตาอันไม่เป็มิตร
เห็นว่าชิลไม่คิดกล่าวตอบใบหน้าครานก็เริ่มเปลี่ยนสี เฟอรินจึงไอกระแอมเสียงดัง พลางหาเื่คุยกับซาเนียเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น แม้เขาจะรู้ว่านางคงไม่ตอบกลับมาสักประโยคก็ตาม
่เวลาอันแสนสงบสุขอันน่าอึดอัดได้ไหลผ่านไปช้าๆ...
ไม่นานชิลก็ลุกขึ้นเดินตรงหายเข้าไปในป่า ทิ้งความงุนงงระคนความสงสัยไว้กับผู้รับใช้์ทั้งสามโดยไม่บอกอะไรล่วงหน้า
“มันไปไหน”
“ไม่รู้สิ”
“หรือมันคิดทิ้งอาหารแล้ว?”
“ไม่น่า...”
“ข้าว่ามันต้องไม่รู้วิธีลบไออสูรเป็แน่ เลยตีเนียนทำเดินหนีไป”
“นี่..”
ครานและเฟอรินโต้เถียงกันได้ไม่กี่ประโยคสักพักชิลก็กลับมาพร้อมใบไม้ขนาดใหญ่สี่อัน นี่ทำให้ทั้งสามมองเขาด้วยสายตางุนงงขึ้นไปอีกระดับ
อย่างไรก่อนมีใครได้กล่าวถามคลายความสงสัยชิลก็วางใบไม้ในมือไว้ด้านข้าง สะบัดข้อมือ เรียกดาบสีฟ้าออกมา
“ศาสตราวุธระดับหายาก!!!”
ความประหลาดใจถูกแต่งแต้มในสายตาของเหล่าผู้ฝึกรากฐาน์ทั้งสามทันที
‘คนผู้นี้เป็ใครกัน?’
เกิดคำถามมากมายขึ้นภายในใจทั้งสามทว่าครานี้กลับไม่มีใครคิดกล่าวถามอะไร
ดาบสีฟ้าถูกวาดออกไปด้านหน้ามันส่องประกายเล็กน้อยท่ามกลางความมืดมิด ชั่ววินาทีเนื้อขนาดพอดีกินก็กระเด็นออกมาจากร่างของหมูป่าเขาเดียวย่างชิลยกใบไม้ขนาดใหญ่ขึ้นรับชิ้นเนื้อที่กำลังตกลงมา พร้อมสะบัดข้อมือเก็บดาบเข้าไปในเชือกสีดำดังเดิม
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นภายในพริบตาความรวดเร็วการฟาดฟันนี้ แม้จะเป็ซาเนียก็ไม่สามารถมองตามได้ทันนี่ทำให้นางรับรู้ทันทีว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องมีเื้ัไม่ธรรมดา
“หากพวกเ้า้ากินมันก็ตัดแบ่งกันเอาเอง”
ชิลกล่าว อ้าปากกัดชิ้นเนื้อกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้าง
เป็เหตุให้คนทั้งสามหันหน้ามองกันครู่หนึ่ง
สักพักดูเหมือนจะเกิดผู้กล้าจอมปลอมในหมู่ชาวบ้านครานแสดงท่าทางหงุดหงิดให้เห็นเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้น วาดมือปัดฝุ่นที่ขากางเกงจัดแจงท่าทางหยิ่งยโส จากนั้นจึงยกเท้าเชื่องช้าเดินตรงไปหยุดด้านหน้าหมูป่าเขาเดียวย่าง
ยืนพิจรณาราวกับผู้รู้แจ้งอยู่หลายหน้าทีก็ดึงมีดสั้นความยาวประมานฟุตครึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
“เหอะของแค่นี้”
มันยิ้มหยามเหยียด พลางสะบัดมือออกไปรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาดทว่าเมื่อปลายมีดกระทบเข้ากับิัหมูป่าเขาเดียวย่าง มันก็สะท้อนกลับมา
เคร้ง!!
เกิดสะเก็ดไฟกระจายออกจากชั้นหนังหมูป่าเขาเดียวเื่นี้ทำให้เฟอรินและซาเนียที่กำลังดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆต่างตกตะลึงกันทั้งคู่
“เหตุใดจึงเป็เช่นนี้?”
ครานจ้องมองไปยังหนังหมูป่าเขาเดียวย่างที่ไร้รอยขีดข่วนจากการฟันก่อนหันหน้าไปทางชิลอย่างขุ่นแค้น กัดกรามจนฟันเสียดสีกันเสียงดัง
“เ้าเล่นตลกอันใดกับข้า!!”
มีดสั้นถูกยกชี้ไปทางชิลด้วยความโกรธคาดว่าตัวมันอาจถูกวางแผนให้อับอายต่อหน้าซาเนีย
อย่างไรแม้ครานจะโวยวายเสียงดังเพียงใดโกรธเกริ้ยวเพียงใด ชิลก็แสดงออกราวกับไม่ได้ยิน ราวกับไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น เขายังคงนั่งใช้ฟันฉีกเนื้อหมูป่าเขาเดียวย่างกินอย่างมีความสุข
“ข้าจะสังหารเ้า!!!”
ครานคำราม
“พอได้แล้ว!”
ซาเนียเอ่ยหยุดการกระทำของครานนางมองไปที่ชิลครานึง ก่อนเดินไปหยิบหนึ่งในใบไม้ทั้งสี่ที่เขานำกลับมาก่อนหน้า ยืนทิ้ง่ครู่หนึ่งจึงเดินตรงไปหยุดด้านหน้าหมูป่าเขาเดียวย่าง
ปรากฏพลังงานสีขาวขึ้นล้อมรอบฝ่ามือขาวเนียนหัวคิ้วเรียวงามขมวดเข้าเล็กน้อย สักพักจึงตวัดมือออกด้วยความรวดเร็ว
เคร้ง!!!
แม้ไม่ใช่พลังทั้งหมดของนางทว่าก็มากเกินครึ่งนี่ทำให้ซาเนีย รวมถึงครานและเฟอรินต่างเบิกตากว้างกันทั่วหน้ากระนั้นราวกับไม่้าให้ตนเสียหน้านานเกินไป นางได้ทำการเร่งพลังงาน์ถึงขีดสุดก่อนฟาดลงไปยังจุดเดิมอีกครา
กึก สวบ~
เสียงเนื้อถูกตัดดังขึ้นแน่นอนว่าการเกิดเสียงเช่นนี้ ย่อมเป็ตัวบ่งบอกว่าไม่สามารถผ่าเนื้อโดยง่ายเพราะหากเทียบกับชิล ที่ฟันออกไปด้วยความแม่นยำ รวดเร็ว และไร้เสียงการฟันนี้ย่อมไม่สามารถเทียบเคียงได้
ในเื่นี้นางเองย่อมรู้ดีทว่าไม่้าคิดอะไรมากความ ซึ่งปัจจุบันสิ่งเดียวในหัวนางก็คือ
กินเนื้อหมูย่าง