เมื่อได้รับวิชาเทพทั้งสามมา ทันย่าก็ยังไม่สามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว ถึงยังไงวิชาเหล่านี้ อสูรกลืนกินดวงดาวทุกตนจะสามารถเปิดใช้งานได้ ต่อให้รูปแบบวิชาจะฝังรากอยู่ในยีนส์พันธุกรรมแล้วก็ตาม ทว่ามันก็เป็เพียงแค่แนวทางในการปลดปล่อยพลัง ไม่มีทางลัดหรืออะไรทั้งสิ้น
พวกเขาจำเป็ต้องฝึกฝนวิชาให้ได้อย่างเชียวชาญ ทำเหมือนกับว่าวิชาเทพทั้งสามเหล่านี้ได้ถูกสลักลึกเข้าไปในห้วงจิตและร่างกาย
ไม่นาน ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ที่เย็นเยียบ ร่างสีดำทมิฬกำลังเคลื่อนไหวไปมาด้วยความรวดเร็ว
ขณะที่ร่างกายกำลังเริ่มจดจำรูปแบบการต่อสู้ของเบฮีมอท กรงเล็บทั้งสองข้าง ศีรษะ กรามขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยว ข้อศอกที่แหลมคม เกล็ดหนังหุ้ม หรือแม้แต่หางที่พริ้วไหว ทั้งหมดกำลังเคลื่อนไหวไปมาฟาดผ่าอากาศ เกิดเสียงหวีวร้องดังก้องออกมาอยู่เป็่ๆ
ลักษณะการเคลื่อนไหวของทันย่าตอนนี้ไร้ซึ่งแบบแผน มันมีอิสระเหนือกว่าการเคลื่อนไหวที่ถูกจำกัดของร่างกายเผ่าพันธุ์มนุษย์
ขณะที่ตะปบกรงเล็บออกไป อยู่ดีๆหางบริเวณด้านหลังก็พุ่งออกมาจากมุ่งอับสายตา เสมือนงูเข้าจู่โจมด้วยความรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด ถ้านักสู้พันธุกรรมโดนการโจมตีพวกนี้เข้าไป แน่นอนว่าพวกมันย่อมไม่อาจต้านทานได้ เผลอๆคงยังไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองนั้นได้ตกตายไปแล้ว
[จดจำการเคลื่อนไหวของรูปแบบสัตว์สี่ขาเอาไว้ซะทันย่า พยายามอย่าคิดฟุ้งซ่าน ให้ใช้สัญชาตญาณของเผ่าพันธุ์ในการเคลื่อนไหว]
[สัตว์อวกาศหรือพวกมอนเตอร์สี่เท้าไม่ได้มีรูปแบบเหมือนเผ่าพันธุ์ที่มีสองขาเฉกเช่นมนุษย์ ร่างกายของเบฮีมอททุกชิ้นส่วนสามารถกลายมาเป็อาวุธที่ร้ายแรงได้ กรงเล็บ แขน ขา ลำตัว หรือแม้แต่ศีรษะ ทุกส่วนประหนึ่งเป็อาวุธที่ร้ายกาจ ไร้เทียมทานเป็อย่างมาก]
ดาวาลคุมการฝึกฝนของเขาประหนึ่งเป็อาจารย์ที่เข้มงวด ทว่าทันย่าก็ไม่ได้โอดครวญอะไรเลยซักนิด ในทางกลับกันเขาเริ่มดูตื่นเต้น
“เข้าใจแล้วท่านอาจารย์! ฉันจะพยายามไม่คิดฟุ้งซ่าน!”
“ใช้สัญชาตญาณควบคู่ไปกับวิชาคริสตัสจิตดาวฤกษ์ รวมรูปแบบการเคลื่อนไหวให้ดีมากยิ่งขึ้น”
ทันย่าทำตามคำพูดของดาวาลอย่างเคร่งครัด ยีนส์พันธุกรรมเริ่มเดือดพล่าน ประหนึ่งมีสัตว์ร้ายโบราณกู่ร้องคำรามก้อง
[ต่อไป จนกว่าที่เ้าจะเชียวชาญวิชาเทพทั้งสามอย่างสมบูรณ์ เราจะไม่ปล่อยให้เ้าออกไปยังด้านนอก]
ในตอนนั้น หุ่นจำลองรูปร่างของมนุษย์นับสิบก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว ทันย่าเห็นแบบนั้นก็หรี่ตาลงด้วยความจริงจัง เสียงครางของสัตว์ร้ายดังก้องขึ้นในลำคอ เพราะเขารู้ดีว่าตอนนี้ถึงเวลาต่อสู้จริงแล้ว พวกมันคือภาพโฮโลแกรมจำลองที่ท่านอาจารย์ได้สำแดงขึ้น
ภายในห้องนี้เต็มไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงของจักรวาล สำหรับดาวาลแล้ว สิ่งพวกนี้ก็ไม่ต่างไปจากของเล่นที่มีเอาไว้ให้ทันย่าใช้ฝึกฝน
[จัดการกับเขาซะ!!]
เมื่อสิ้นคำสั่ง ร่างจำลองนับสิบก็ได้พุ่งกระโจนเข้าใส่ทันย่าด้วยความรวดเร็ว โอบล้อมรอบตัวของเขาทั่วทุกสารทิศ การเคลื่อนไหวของพวกมันนั้นร้ายกาจเป็อย่างมาก อาจเทียบเท่าได้กับนักสู้พันธุกรรมระดับ 3 และมีความเร็วในการเคลื่อนไหวมากกว่า 60 เมตรต่อวินาทีซะอีก
ถ้าเป็สายตาของมนุษย์ปกติทั่วไป พวกมันก็ไม่ต่างไปจากรถยนต์ความเร็วสูง ทว่ามันไม่ใช่กับทันย่าที่กลายร่างเป็เบฮีมอท
“โฮกกกกกกกกกกก!”
ทันใดนั้นทันย่าก็คำรามออกมาเสียงดัง มวลกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกายส่งเสียงดังเปรี๊ยะ เต็มไปด้วยพละกำลังอันมหาศาล ชั่วพริบตาในระดับสายตาที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจมองได้ทัน การเคลื่อนไหวของเขาได้กลายเป็แสงวาบ กรงเล็บอันแหลมคมเข้าบดขยี้ร่างจำลองออกเป็ชิ้นๆ
ร่างของมันสูญสลายกลายเป็ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ จางหายไปในอากาศราวไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
ขณะที่ร่างกายเบฮีมอทก็กลายมาเป็ดั่งอาวุธอันร้ายแรง เมื่อถูกโอบล้อม มีหรือที่เขาจะไม่สามารถต้านทานพวกมันได้
“กรงเล็บปีกสบั้นตัดผ่านดวงดาว!”
แสงสีทองได้วาดผ่านไปรอบตัวเป็รูปแบบของวงกลม ยีนส์พันธุกรรมเดือดพล่าน ก่อตัวเป็ริ้วแสงขึ้นบริเวณหางที่มีความยาวกว่าหนึ่งเมตร กลายเป็ดั่งคมมีดโลหิตที่สามารถทำลายได้ทุกสิ่ง พร้อมตัดร่างหุ่นจำลองนับสิบจนขาดออกเป็สองส่วนได้อย่างง่ายดาย
นี่คือวิชาการโจมตีของเผ่าพันธุ์อสูรกลืนกินดวงดาว เมื่อเปิดใช้งาน ร่างกายทุกชิ้นส่วนของพวกเขาจะกลายเป็อาวุธที่ร้ายกาจอย่างมาก
มีทั้งความแข็งแกร่งและความรวดเร็ว ที่สำคัญการโจมตีนี้จะรุนแรงมากขึ้นตามการวิวัฒนาการของร่างกาย ยกระดับขึ้นอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ตอนนี้เขายังคงอยู่ในระดับตัวอ่อน ยังไม่มีปีกขนาดใหญ่อันเป็อาวุธที่ร้ายกาจมากที่สุด แต่ไม่ว่ายังไง ในอนาคตเขาก็ต้องมีพวกมันอยู่ดี
[ดีมาก แต่มันก็เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นนะทันย่า เ้าต้องใช้สัญชาตญาณที่ถูกสลักอยู่ในยีนส์พันธุกรรมสายเืให้มากยิ่งกว่านี้]
ดาวาลที่เห็นว่าเขาจัดการนักสู้พันธุกรรมระดับ 3 นับสิบคนได้ในพริบตาก็พยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ แต่สำหรับเธอมันก็ยังไม่เพียงพอ
[หลังจากนี้พวกเราจะทำการฝึกฝนการต่อสู้ไปเรื่อยๆ จนกว่าที่เ้าจะสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของเบฮีมอทได้ดั่งใจนึก]
[น่าเสียดายที่ทรัพยากรต่างๆไม่อาจมีอยู่ในห้องทดลองลับแห่งนี้ เพราะเราได้ใช้มันไปกับการหลอมรวมพันธุกรรมทั้งหมดแล้ว]
เมื่อพูดถึงทรัพยากรในการยกระดับ ใบหน้าของเด็กสาวก็เต็มไปด้วยความเสียดาย
ยังไงร่างกายของเบฮีมอทก็จำเป็ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลในการพัฒนา ยังไม่รวมถึงยีนส์พันธุกรรมที่ยกระดับยากยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ
ไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ทันย่าจะต้องใช้พวกมันไปมากเท่าไหร่ ถึงจะสามารถวิวัฒนาการร่างกายของตนเองให้ยกระดับไปเป็ขั้นเติบโตได้
ในอดีตนายท่านของเธออย่างเลโกลัสเต็มไปด้วยความร่ำรวยที่มากมายมหาศาล มีทรัพยากรที่แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังต้องตาร้อนผ่าว
พอคิดจบ เด็กสาวก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างหนัก ราวกับเป็คนแก่ที่กำลังหมดอาลัยตายอยากเลยก็ว่าได้
[งั้นมาเริ่มกันต่อเลยทันย่า ถ้ายังไม่เชียวชาญ เราจะไม่ให้เ้าขึ้นไปยังพื้นผิวของดาวเคราะห์โลกโดยเด็ดขาด]
หลังจากนั้น มหากรรมแห่งการฝึกฝนของทันย่าก็ได้เริ่มต้นขึ้น ร่างเบฮีมอทไม่จำเป็ต้องกลืนกินสารอาหารเหมือนเช่นพวกเหล่ามนุษย์ เพราะยีนส์พันธุกรรมของเขาสามารถกลืนกินพลังงานจากดวงดาวได้อยู่ตลอดเวลา สามารถพัฒนาตนเองขึ้นได้อย่างไม่รู้จบ แม้ในเวลานอนหลับ
ขณะที่อีกด้านนึง ภายในอาณาเขตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ภายในตึกอาคารที่สูงตระหง่าน บริเวณห้องที่ภายในเต็มไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เบื้องหน้าของโต๊ะทำงาน มีชายวัยกลางคนผู้นึงที่สวมใส่ชุดเกราะเหล็กอันแข็งแกร่ง กำลังนั่งเท้าคางด้วยสีหน้าแววตาที่ดูเคร่งเครียด
โดยที่เบื้องหน้าของเขาคือหญิงสาวคนนึง กำลังยืนถือบางสิ่งที่ภายในนั้นก็ส่องแสงไปด้วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มากมาย
“ได้ความว่ายังไงบ้าง? ทำไมอินทรีทองคำขนเพรชถึงได้หลุดเข้ามาในโลกมนุษย์”
ชายวัยกลางคนผู้นี้เป็นักสู้พันธุกรรมระดับตำนาน เขามีชื่อว่าจางเหว่ย ผู้ที่สามารถข้ามผ่านขีดจำกัดแห่งพลัง ยกระดับอยู่เหนือยิ่งกว่านักสู้พันธุกรรมระดับ 9 ขึ้นไปได้อีกขั้น เรียกได้ว่าจางเหว่ยผู้นี้ถือเป็หนึ่งในเสาหลักของเหล่ามนุษย์ชาติเลยก็ว่าได้
“จากการตรวจสอบ ผู้นำของตระกูลโหวที่เป็นักสู้พันธุกรรมระดับ 6 กำลังเดินทางกลับจากเมืองป้อมปราการหมายเลข 12 แต่ในขณะที่กำลังเดินทางอยู่นั้น อยู่ดีๆก็มีมอนเตอร์ระดับ 8 อย่างอินทรีทองคำขนเพรชพุ่งเข้าโจมตี ส่วนเหตุผลจากการกระทำ พวกเราไม่ทราบเลยซักนิดค่ะ”
“ผู้นำตระกูลโหวตกตายพร้อมกับคนรับใช้อีกสี่คน ทว่ามันมีเื่แปลกประหลาด เพราะภายในยานพาหนะที่ะเิไม่ได้มีแค่พวกเขา”