...ภายในห้องนอนใหญ่ชั้นในของเรือนม่านพิรุณ ซึ่งกว้างขวางยิ่งใหญ่เป็ที่สองรองจากเรือนผิงหลันซึ่งใหญ่ที่สุดยังตำหนักไป๋เสวี่ยแห่งนี้ กายซึ่งนั่งอยู่กลางเตียงหลังใหญ่ นั้นพริ้มตาปิดสนิทกายก็นั่งนิ่งสนิทจนนางกำนัล นามรั่วเอ๋อร์ที่เพิ่งถูกส่งมาให้คอยรับใช้ข้างกายของชินหวางเฟยนั้นเลยคิดเอาว่านายใหม่ของตนคงรอจื่อหยางชินหวางนานเกินไปจึงถึงกับอ่อนเพลียเลยหลับไปเสียแล้วกระมัง
หากแต่ความเป็แล้วนั้นหวงอิ่งลั่วหรือยามนี้นางยอมรับกับตนเองได้บ้างแล้วว่านามและร่างกายตนเองก็คือเหออิ่งลั่วเกือบสิบส่วนไปเสียแล้วมิอาจปฏิเสธอีกได้ว่าเป็เื่เข้าใจผิด นางนั้นมิได้หลับ แต่เหออิ่งลั่วกำลังรวบรวมพลังปราณ เพื่อจะทดสอบดูให้แจ้งใจว่าร่างกายนี้นั้นพอจะมีปราณธาตุใกล้เคียงกับร่างเดิมของตนหรือไม่
ด้วยเช่นไรการมาอยู่ยังเมืองหลวงของเทียนจินครั้งนี้นับได้ว่านางนั้นออกมาเผชิญโชคชะตาภายนอกเพียงลำพัง ครั้งแรกเพราะตลอดมานั้นหวงอิ่งลั่วบุตรีคนเล็กแห่งตระกูลหวงผู้นำพรรคเซียนกระบี่จูเซวี่ยหากมิใช่อยู่ยังหุบเขาหวงซานก็มักไปฝึกพลังปราณยังหุบเขาเถ้าัของพรรคจอมดาบเฮยหลงซึ่งทั้งสองที่ก็ตั้งอยู่ยังแคว้นฉินกับแคว้นเว่ยใกล้ชิดกัน
ที่นับได้ว่าครั้งนี้ตนเองออกมาห่างไกลจากแคว้นฉินมาสู่เฉิงอานเมืองหลวงของเทียนจินมาถึงเกือบพันลี้เป็ครั้งแรกแถมยังเป็ครั้งแรกที่มาเพียงลำพังไร้คนติดตามหรือรู้จักอีกด้วย ถ้าเพียงมาเที่ยวเล่นยังมิต้องคิดมากแต่ยามนี้นางนั้นได้ตกแต่งเข้าตำหนักของจื่อหยางชินหวาง ที่ทั้งใต้หล้าล้วนรู้แจ้งถึงความโเี้และมากด้วยเล่ห์กลอุบาย ภายในตำหนักทำทุกสิ่งนางต้องระวังตนเองให้ดีด้วยรอบกายมิอาจวางใจผู้ใดได้เลย
เพราะหากคิดว่ายามอยู่ภายในตำหนักแห่งนี้ต้องระมัดระวังทุกกิริยาและทุกการกระทำแม้แต่การหายใจหากผิดไปชีวิตใหม่น้อยๆ นี้คงสิ้นลง
แต่หากนางต้องก้าวเท้าคู่น้อยออกไปยังด้านนอกตำหนักไป๋เสวี่ยของจื่อหยางชินหวงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีกเป็หลายเท่าตัวเพราะต่อให้จื่อหยางชินหวางผู้เป็สวามีขององค์หญิงเหออิ่งลั่วจะมากมีอำนาจและบารมี ทว่าศัตรูของบุรุษนามหยวนจื่อหยางผู้นั้นเกรงว่าจะมากเสียยิ่งกว่าเม็ดทรายยังชนเผ่าเจี๋ยยังนอกด่านกระมัง
เช่นนี้แล้วหากนางคิดจะมีชีพยืนยาวต่อไปในฐานะของชินหวางเฟย นามเหออิ่งลั่วคงต้องมีสมองรู้คิดให้มาก และยิ่งกว่านั้น พลังปราณธาตุกับวรยุทธ์นั้นจะขาดไปเสียมิได้หาไม่นางคงยากจะอยู่รอดปลอดภัยก่อนได้หวนคืนกลับไปสืบค้นและเอาความเป็จริงให้พี่ชายตนเองได้รู้แจ้งถึงจุดประสงค์ที่สตรีมากมารยาและเล่ห์กลร้ายอย่างหลานหลิงจูที่เข้าหาหวงหนิงเฟิ่งมิใช่จริงใจทว่าสตรีผู้นั้นจะต้องมีจุดมุ่งหมายอื่นเสียเป็แน่ที่นางมุ่งหน้าเข้ามายังพรรคใหญ่
เพราะต่อให้นางในยามนี้เ็ปอย่างยิ่งที่พี่ชายหันคมกระบี่ปลิดชีพตนเพียงเพราะสตรีอื่นที่มิใช่สายเื หากแต่สำนักเซียนกระบี่จูเซวี่ยนั้นสืบต่อมายาวนานหลายชั่วอายุคนของตระกูลหวง นางมิอาจทนเห็นมันสลายลงในกำมือของบุรุษคลั่งรักจนตามืดบอดและขาดสติเช่นหวงหนิงเฟิ่งพี่ชายตนนางทนเห็นมิได้หากตายลงแล้วไปสู่ปรโลกนั่นย่อมมิสนใจอีกได้
แต่นี่มิทราบได้ว่าเป็์หรือขุมนรกกันแน่ที่หยิบยื่นโอกาสให้แก่ตนเองอีกครั้งแต่ในเมื่อได้มาแล้วเหออิ่งลั่วก็จะทำมันให้ดีที่สุดจะมิยินยอมเห็นพรรคจูเซวี่ยทั้งสิบเอ็ดสาขาล่มสลาย และยามนี้นางก็แสนยินดีที่ว่าปราณธาตุในร่างนี้สมบูรณ์และบริสุทธิ์มากกว่ากายเดิมถึงสองเท่า เช่นนี้หนทางฟื้นฟูวรยุทธ์ย่อมพอเห็นหนทางสว่างแล้ว
...แต่มันช่างน่าแปลกยิ่งนักทั้งที่ความทรงจำเดิมของร่างนี้ยังพอมีอยู่ก็คือองค์หญิงผู้นี้นับแต่วัยเด็กนางป่วยไข้ร่างกายอ่อนแออย่างที่สุดในหมู่พี่น้องสายเืเดียวกันทั้งสิบสามคนและตลอดมาจนถึงวัยสิบเจ็ดหนาวทุกวันต้องดื่มยาต่างน้ำเลยด้วยซ้ำแต่ไยจึงมีปราณธาตุแข็งแกร่งถึงสองสายอยู่ในกายเดียวกัน...
หนึ่งนั้นคือภายนอกนั้นเห็นชัดแจ้งยังสายตาผู้อื่นคือปราณธาตุสายอัคคีและสองก็คือปราณสีทองพิสุทธิ์
...ช่างน่าประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง...
หากแต่ยังเริ่มเดินปราณได้เพียงสองส่วนหูของเหออิ่งลั่วก็แว่วเสียงฝีเท้าสม่ำเสมอกำลังตรงมายังเรือนนี้ กายในอาภรณ์สีแดงจึงดึงลมหายใจให้สงบนิ่งพร้อมกับคิดว่าร่างกายนี้ช่างยอดเยี่ยมนักเพราะสามารถจับเสียงการเคลื่อนไหวโดยรอบต่อให้ห่างออกไปเป็ในรัศมีไกลห่างถึงเกือบราวหนึ่งลี้ยามที่นางนั้นรวบรวมสมาธิจนนิ่งสงบ
และยามเมื่อเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเหออิ่งลั่วก็ประมาณได้ถึงพลังปราณธาตุและวรยุทธ์ของอีกฝ่ายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
...วรยุทธ์ขั้นเก้าตอนปลายหรือไม่ก็อาจถึงขั้นเทียบเท่าปรมาจารย์...
ซึ่งแน่นอนย่อมเหนือกว่านางหรือแม้แต่จ้าวเมิ่งห้าวและหวงหนิงเฟยซึ่งทั้งสองอยู่ในขั้นที่แปด
...จื่อหยางชินอ๋องผู้นี้ร้ายกาจสมดังกับคำร่ำลือจริงแท้...
เพราะในแผ่นดินเทียนจินนอกจากบิดาของจ้าวเมิ่งห้าวซึ่งวายชนม์ไปแล้วเหออิ่งลั่วยังมิเคยได้ยินมาก่อนว่ายังมีผู้ใดในเทียนจินและอาณาจักรชิดใกล้มีผู้ใดสำเร็จวรยุทธ์จนถึงขั้นนี้มาก่อนเลยที่สำคัญอายเย็นจัดที่แผ่ขยายเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นตามความใกล้ชิดของกายจื่อหยางชินหวางเข้ามาใกล้ยังห้องนอนที่ตนเองนั่งอยู่
...เป็ปราณธาตุน้ำซึ่งแปลกประหลาดยิ่งนัก...
“หวางเฟยเพคะ”
และเมื่อเสียงฝีเท่านั้นมาหยุดยังหน้าบานประตูห้องหอนางกำนัลผิงรั่วเอ๋อร์ก็เร่งเข้าไปปลุกร่างเล็กให้รู้ตนโดยมิทราบเลยว่าเหออิ่งลั่วนั้นรับรู้การมาเยือนนี้นานแล้ว
แต่นางก็ยินดีแสดงออกไปว่าตนเองเพิ่งตื่นจากการหลับใหลโดยการขยับกายบิดตัวไล่ความปวดเมื่อยจนได้ยินเสียงของกระดูกลั่นชัดเจนจากนั้นก็พบว่าบรรยากาศโดยรอบกายตนเองบัดนี้คงก้าวพ้น่ยามจื่อไปแล้ว ด้วยเทียนมงคลยามนี้มอดไหม้ลงจนหมดเล่มไปแล้ว ที่ยังให้แสงสว่างอยู่เป็เล่มใหม่ที่น่าจะเป็นางกำนัลซึ่งยืนระวังกิริยาอยู่ด้านฝั่งซ้ายมือของตนต่อขึ้นมาใหม่เสียเป็แน่
...เกรงว่าสวามีผู้นั้นคงยินดีต่อการมีกายนี้มาร่วมอาศัยยังตำหนักหนาวเย็นแห่งนี้ในฐานะเป็ชินหวางเฟยเป็อย่างยิ่งกระมัง...
เมื่อคิดตกได้เช่นนั้นนางก็ขยับกายปรับตนเองให้กลับเข้าสู่กิริยาของ ‘สตรีผู้สูงศักดิ์’ ดังเช่นความทรงจำเดิมของเ้าของกายนี้ ก็คือ จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย ขยับจัดผ้าคลุมใบหน้างดงามให้มิดชิดงดงาม มองเห็นได้เพียงปลายเท้าของตนเอง สูดลมหายใจเข้าลึกออกสุดอยู่สามครั้ง ก่อนจะขยับไปนั่ง หน้าอกตั้งแผ่นหลังตรง เก็บมือ และปลายเท้าดังกับภาพในอดีตของเหออิ่งลั่วที่ต้องทุกข์ทนฝึกฝนกิริยาเหล่านี้อย่างเข้มงวดมาถึงร่วมสามเดือนเต็มั้แ่รู้ว่าตนเองจะต้องมี'ภารกิจ'สำคัญยิ่งให้ต้องเดินทางมายังดินแดนจงหงวน* (หมายถึงแผ่นดินในภาคกลางของเทียนจิน) ...
“นี่ยามใดแล้วหรือ”
ด้วยความรู้สึกนั้นััได้ถึงความหนาวเย็นของสายลมยามใกล้รุ่งสางพัดโชยเข้ามาทางด้านบานหน้าต่างด้านข้างซึ่งยังคงเปิดรับลมอยู่ด้วยนางมิชมชอบห้องซึ่งปิดสนิทเพราะในอดีตนางนั้นเคยถูกกลั่นแกล้งโดยการขังเอาไว้ในห้องเก็บฟืนของสำนักดาบเฮยหลงอยู่ถึงสามวันสามคืนกว่าจะถูกหาพบนับแต่นั้นนายน้อยของจูเซวี่ยก็หวาดกลัวห้องที่ปิดตายหน้าต่างมาตราบจนสิ้นชีวิตหนึ่งไปแม้ยามนี้ตื่นขึ้นมาเป็อีกผู้แล้วโดยแท้เ้าความหวาดกลัวนั้นก็หาได้จางหายลงไปแม้แต่น้อยไม่ต่อความทรงจำเดิมที่ยังคงมีแทรกอยู่ซ้อนทับยังกายใหม่นี้
“ทูลหวางเฟยบัดนี้ยามโฉ่ว*แล้วเพคะ”
(*01.00น-02.59.น)
...ช่างดียิ่ง! ...
หากว่าจื่อหยางชินหวางผู้นั้นจะติดพิธีเข้าหอออกไปเสียด้วยนางคงได้ออกไปจุดดอกไม้ไฟฉลองเลยทีเดียว
แต่ช่างน่าเสียดายนักที่เขามิได้คิดล้มเลิกนี่สิ ในหัวน้อยๆ เลยต้องขบคิดหาหนทางเอาตนเองให้รอดจากค่ำคืนสยองนี้ไปให้ได้โดยละมุนละไมด้วยรู้แจ้งว่าตนเองตกเป็รองอีกฝ่ายอยู่แปดส่วนเพราะนี่คือถิ่นของคนแซ่หยวน แถมตนเองก็เพิ่งฟื้นคืนจะหลบหนีก็มิอาจทำได้ด้วยมิรู้ว่าจะไปที่ใดให้กลับหวงซานหรือหุบเขาเถ้าัก็คงยากยิ่ง ด้วยมิอาจรู้ได้ว่าตนเองจะกลับไปในฐานะใดยังสองสำนักใหญ่
...เฮ้อ...
"หวางเฟยมีอันใดต้องกังวลหรือไม่เพคะ"
'ย่อมมีแน่นอนแถมยังมากเสียด้วย'
ทว่าที่นางเอ่ยออกไปก็คือ
"ข้าเพียงรู้สึกหิว"
...จ๊อก...
ดังกับว่าพอเอ่ยถึงความหิวร่างกายก็พลันประท้วงทันที แต่ผิงรั่วเอ๋อร์ยังมิทันขยับกายไปที่ใดบานประตูก็ถูกผลักเข้ามา
“หวางเยี่ย”
นางกำนัลวัยสิบหกหนาวก้มศีรษะลงต่ำสายตานั้นก็มองเพียงปลายเท้าของจื่อหยางชินหวางและแม้แต่ลมหายใจก็เกรงว่ายามพบหน้าเ้านายผู้นี้เด็กสาวก็เผลอกลั้นมันเอาไว้เสียด้วยซ้ำเพราะทั้งกลิ่นอายสังหารเข้มข้นกับไอเย็นราวก้อนหิมะั์ขยับมาใกล้เด็กสาวหรือจะทานทนต่อความน่าหวาดกลัวเหล่านี้ไปได้
“ออกไป”
เช่นนั้นแล้วเพียงสิ้นสุดประโยคแสนสั้นกายเล็กนั้นก็ลนลานออกไปพร้อมปิดประตูให้อย่างรวดเร็ว อย่าว่าแต่สาวน้อยผู้นั้นเลยแม้แต่เหออิ่งลั่วที่พบพานเหล่าผู้มากวรยุทธ์มาเกือบทั้งชีวิตก่อนหน้าเองยังรู้สึกอึดอัดกับความเย็นะเืที่แผ่ออกมาจากกายสูงใหญ่ที่ก้าวเท้าเนิบช้าเข้ามาหาตนเอง
ยามที่หยวนจื่อหยางแลเห็นมือเรียวยาวนั้นกำเอาเนื้อผ้ายังหัวเข่าทั้งสองข้างแน่นจนข้อนิ้วปูดโปนริมฝีปากสีแดงดังผลอิงเถาก็คลี่ออกเล็กน้อย
...คิดว่าจะกล้าหาญกว่านี้เสียอีก...
...หึ...
ความกล้าลงดาบสะบั้นคอลูกลาน้อยหายไปไหนเสียแล้วเล่าอ้ายเฟย
“มือนั้นก็ว่างอยู่เช่นนั้นผ้าเ้าก็เปิดเองเถิดผ้าคลุมหน้านั้นน่ะ”
“ฮ่ะ! ...”
กายเล็กถึงกับเสียหลัก ด้วยมิคาดว่าตนเองจะพบเจอกับบุรุษซึ่งบ้าบอได้เท่านี้ ด้วยจำความได้นางยังมิเคยได้ยินมาก่อนกับการให้เ้าสาวเปิดผ้าคลุมหน้าด้วยตนเอง!
“เปิ่นหวางบอกว่า...มือของอ้ายเฟยนั้นก็ว่างอยู่เช่นนั้นก็เปิดผ้านั่นออกเองเถิดนี่ก็ดึกมากแล้วเปิ่นหวางง่วงยิ่งนักอยากนอนเต็มทีแล้ว”
มิเพียงพูดทว่ากายนั้นกลับทิ้งตัวยังขอบเตียงกว้างอีกด้านแล้วยกมือขึ้นปิดปากหาวดวงตาเรียวรีนั้นก็ดูคล้ายง่วงงุนดังปากเอ่ย
“เร็วสักหน่อยเปิ่นหวางอยากล้างเท้าจะได้เร่งเข้านอนแต่ขอน้ำอุ่นจัดสักหน่อยเปิ่นหวางเกลียดความเย็น”
เหออิ่งลั่วนั้นแทบหลุด “ฮ่ะ” ออกมาอีกคำยังดีที่มีสติอยู่มากจึงกลืนมันลงท้องแทนอาหารมื้อค่ำไปเสียก่อนมือเล็กจะขยับแกะมั่งดึงมั่งเอาผ้าคลุมหน้านั้นออกด้วยตนเองแต่คงเพราะบนศีรษะนี้ถูกประโคมทั้งปักและทั้งเสียบเอาเครื่องหัวมากมายที่นางมิคุ้นชิน เสียง “แคว๊ก” จึงดังชัดเจนใน่เวลาดึกสงัดเช่นนี้ชัดเจนเต็มสองหู
... ช่างดีงามอันใดเช่นนี้...
เพราะทุกสิ่งในข้อห้ามของคืนมงคลจื่อหยางชินหวางผู้นี้กลับทำมันเสียทุกสิ่งแต่นางก็มิคิดใส่ใจเช่นกันด้วยวิวาห์นี้ตนเองก็มิได้ยินดีเช่นนี้แล้วจะมิถูกต้องสักพิธีก็มิเดือดร้อนหากพรุ่งนี้สวามีผู้นี้จะเร่งเขียนหนังสือหย่าปลดตำแหน่งพระชายาเอกของตนเหออิ่งลั่วย่อมยิ่งยินดีอยู่แล้วสุดท้ายผ้าคลุมหน้าซึ่งขาดแบ่งเป็สองชิ้นก็พ้นออกมาจากศีรษะจนได้
“น้ำล้างเท้าของเปิ่นหวางเร่งมือสักหน่อย”
ผู้ซึ่งทั้งชีวิตสิบเจ็ดหนาวสิ้นไปแล้วหนึ่งครั้งก็มิเคยเอาใจดูแลปรนนิบัติใครมาก่อนแม้แต่พี่ชายซึ่งเปรียบประดุจบิดาก็มิเคย ให้รู้สึกอยากคว้าเอากระบี่หันเข้าแทงบุรุษซึ่งนั่งกอดอกส่งสายตาเร่งเร้ามายังตนเองอย่างมิคิดละอายเลยสักน้อย
หากแต่เหออิ่งลั่วก็จำต้องกลืนความคิดชั่วร้ายเช่นนั้นลงท้องไปอีกครั้งด้วยคิดคำนวณแล้วนางนั้นด้อยกว่าบุรุษแสนเ็าตรงหน้าอยู่ทุกทางไม่ว่าจะเป็วรยุทธ์ กำลังตนหรือว่าแต่ฝ่ายกองหนุน เหออิ่งลั่วผู้นี้ก็ด้อยกว่าจื่อหยางชินหวางไปเสียทุกสิ่ง เช่นนี้แล้วนางจึงตัดใจทำตามที่เขา้ามิอาจขัดขืนอันใดได้เลย
แต่เพียงขยับกายเพื่อลุกไปสั่งใครสักคนให้นำน้ำอุ่นที่อีกฝ่ายเรียกร้อง กลับล้มคว่ำลงไปยังพื้นเพราะเผลอเหยียบเอาชายกระโปรงซึ่งยาวรุ่ยร่ายมิสะดวกต่อการก้าวเดินต่อให้ภายนอกผู้คนอาจจะแลเห็นแล้วพบแต่เพียงความสวยงามมีสง่าหากแต่ความเป็จริงมันกลับเกะกะเป็อย่างยิ่งเลยทีเดียว...
โครม...
ความเจ็บจนจุกแล่นตีตื่นจู่โจมขึ้นมาจนถึงลิ้นปี่ดังนั้นเหออิ่งลั่วจึงมิได้ลุกขึ้นในทันที นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เงยใบหน้าขึ้นมา แล้วพบว่ามีปลายเท้าคู่หนึ่งปรากฏในสายตาเป็สิ่งแรก นางไล่สายตาจากปลายเท้าขาวนั้นไปจนถึงชายอาภรณ์สีดำ และไล่ไปจนถึงใบหน้าขาวใสแต่เยือกเย็นของผู้เป็เ้าบ่าวของตนเอง
เหออิ่งลั่วเห็นเช่นนั้นจึงยื่นมือเรียวของตนเองออกไปเพราะคิดว่าคนตรงหน้าคงมีน้ำใจหวังช่วยฉุดดึงให้นางนั้นลุกขึ้นหากแต่...
“เครื่องหัวของเ้ากระเด็นไปถูกขาโต๊ะ จนเกิดเป็รอยเสียแล้ว เพียงเดินให้ดีอ้ายเฟยยังมิอาจทำได้...ช่างไร้ค่าเกินไปหรือไม่”
ความแค้นจุกหัวอกเป็เช่นไรวันนี้เหออิ่งลั่วเพิ่งแจ่มชัด
มือเล็กจำต้องหดคืนกลับมาแล้วจึงค่อยกำแน่นอย่างพยายามสะกดอารมณ์ขุ่นเคืองลงไปให้นิ่งอย่างที่สุดมิเผยทุกความรู้สึกออกมาให้อีกฝ่ายรับรู้หรือรับรู้ได้ก็มิใช่ทั้งหมดของอารมณ์
...มิเป็อันใดข้าล้มเองก็เพียงลุกเองจะเป็อันใดไป! ...
คิดตกเช่นนั้นผู้เป็ชินหยางเฟยจึงเร่งข่มเอาความโกรธแทบเผาตำหนักไป๋เสวี่ยแก้ความหนาวเย็นกลืนลงท้องไปอีกครั้งและอีกครั้ง...
...เห็นทีคืนนี้นางคงมิต้องกินแล้วอาหารทั้งหลายด้วยว่าตนเองอิ่มความโกรธจนหนังท้องแทบะเิเต็มที...
ยามที่กายเล็กเดินประคองเครื่องหัวมากมายโซเซพ้นออกไปจากห้องหอเพื่อเตรียมน้ำอุ่นมาให้เขาเองดวงตาหงส์ชี้เฉียงเรียวรีสวยราวดังสตรีก็บังเกิดรอยขบขันและสนุกสนานออกมาวูบหนึ่งสาย
ก่อนจะสงบนิ่งดังเดิมเมื่อ กายเล็กย้อนคืนกลับมาพร้อมนางกำนัล ที่ประคองอ่างบรรจุน้ำอุ่นตามมาเร็วทันใจยิ่งนัก
“เสร็จแล้วก็ออกไป”
ย่อมแน่แท้ว่านางกำนัลผู้นั้นก็หายไปเร็วไวยิ่งนักอีกครั้ง
เหออิ่งลั่ว ในยามนี้อยากให้น้ำในอ่างทองเหลืองนี้นั้นร้อนกว่านี้ยิ่งนัก เพราะในหัวนางเต็มไปด้วยภาพที่ตนเองเอาน้ำล้างเท้านี้เทราดลงยังศีรษะบุรุษผู้สวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทในคืนมงคลของตนเองดังอยากไว้ทุกข์ตรงหน้าจนเขาร้องโหยหวน
ทว่าความเป็จริงก็คือตนเองยังต้องจำทนล้างเท้าให้เขาด้วยกิริยาระมัดระวังเป็ที่สุด
...จำไว้เลยเ้าปีศาจน้ำแข็งชั่วช้า...
สักวันข้าจะให้เ้าได้ชดใช้!
“ตั้งใจหน่อยอ้ายเฟย”
เสียง้ากำกับอย่างมิคิดเกรงใจส่งเตือนยามที่มือเรียวทำงานช้าลง
...ไยชีวิตของข้าจึงตกต่ำเข้าขั้นดิ่งลงหุบเหวได้ถึงเพียงนี้...
เหออิ่งลั่วให้คิดแค้นชะตาชีวิตตนเองยิ่งนัก เพราะตลอดมายามยังเป็นายน้อยยังพรรคจูเซวี่ยถึงมิได้มีคนคอยรับใช้รองมือรองเท้าดังที่องค์หญิงเหออิ่งลั่วยังเผ่าเจี๋ยมีทว่ายามนั้นหวงอิ่งลั่วก็มิเคยก้มศีรษะลงรับใช้ผู้ใดเช่นยามนี้ที่ต้องลงมือล้างเท้าให้แก่บุรุษแปลกหน้าเช่นนี้
โครม!
และเพราะมัวแต่คิดแค้นเ้าของเท้า ยามที่เท้าหนาในมือพลิกเพียงเล็กน้อยจึงหลุดลงกระแทกลงยังอ่างทองเหลืองจนน้ำอุ่นนั้นกระเซ็นเปียกไปทั้งกายรวมทั้งหัวและใบหูหรือแม้แต่ใบหน้าเล็กๆ
เช่นนี้สองมือเล็กจึงกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วปูดโปนเป็ข้อนิ้วขาวชัดเจน เหออิ่งลั่วนั้นแต่ไหนแต่ไรมา นางนับได้ว่าเป็ผู้ใจเย็นอย่างที่สุดผู้หนึ่งในสำนักเซียนกระบี่จูเซวี่ย หากแต่ยามนี้เพียงพบหน้าจื่อหยางชินหวางผู้เป็สวามีใบหน้าเยือกเย็นเกรงว่ามิทันหมด ธูปหนึ่งดอก คล้ายกับตนเองบังเกิดอารมณ์เดือดดาลและมองเห็นเพียงสารพัดวิธีสังหารคน!
“เ้าหลับหรืออ้ายเฟยมือไม้จึงสิ้นแรงถึงเพียงนี้ เพียงปรนนิบัติบุรุษของตนเองก็ยังทำให้ดีมิได้เลยหึ...ช่างไร้ค่าจริงแท้...”
ดวงตากลมโตเปิดขึ้นช้าๆ เหออิ่งลั่วมองบุรุษซึ่งนั่งจ้องนางอยู่เช่นด้วยสายตาที่หากว่าอีกฝ่ายเป็กระดาษตนเองพร้อมจะเป็ไฟแผดเผ่าอีกฝ่ายให้มอดไหม้ลงไปเป็จุณเสียเดี๋ยวนี้
“มองเปิ่นหวางด้วยเหตุใด เร่งเก็บกวาดเถิด เห็นหรือไม่น้ำหกเปียกพรมจากแดนตะวันตกซึ่งหายากยิ่งหมดแล้วหากมันเสียหายเกรงว่าเปิ่นหวางจะต้องลงโทษอ้ายเฟยตามกฎของตำหนักไป๋เสวี่ยเป็แน่”
นั่นเองที่กายเล็กของเหออิ่งลั่วสั่นสะท้านหากแต่หาใช่เกรงกลัวโทษทัณฑ์ของตำหนักแห่งนี้ทว่านางโกรธจนใบหน้าสวยเขียวคล้ำนางสูดลมหายใจเข้าหัวอกยาวๆ อยู่ครู่หนึ่งเลยทีเดียว ก่อนจะยกมือเรียวขึ้นลูบเอาน้ำล้างเท้าของสวามีสุดที่รักจนถึงแก่นกระดูกที่กระเซ็นเต็มใบหน้าออกช้าๆ
แล้วพยายามเตือนตนเองว่าความโกรธมิอาจแก้ปัญหาใดได้ มีเพียงความอดทนและสมองที่รู้คิดเท่านั้นที่จะพานางออกไปให้พ้นเสียจากตำหนักนรกแห่งนี้ไปจนได้
กายซึ่งมิสะดวกเป็อย่างยิ่งด้วยทั้งอาภรณ์กรุยกรายไหนจะเครื่องหัวแสนหนักอึ้งที่มันสมควรถูกปลดออกได้แล้วหากมิต้องคอยทำตามคำสั่งแสนเอาแต่ใจของเ้าปีศาจน้ำแข็งที่ปากก็บ่นว่าง่วงนอนหากแต่ผ่านไปจะครึ่งชั่วยามกลับยังหาเื่สั่งและสั่ง จะเอานั่นจะกินนี้
จนขาเล็กๆ ของนางวิ่งเข้าวิ่งออกห้องหอแทบหักอยู่แล้ว จากที่หนาวยามนี้ใบหน้าเล็กปรากฏเม็ดเหงื่อเกาะพราวเต็มแน่น ผมเผ้าซึ่งจัดแต่งสวยงามบัดนี้ยุ่งเหยิง คงมิต้องกล่าวถึงชุดเ้าสาวงดงามว่าจะยับเยินเพียงใด ให้ตายอีกสักรอบเถิด...
“เปิ่นหวางอยากได้ผ้าห่มผืนหนากว่านี้”
“ผืนนี้หนาเกินไปเปิ่นหวางห่มแล้วหายใจมิสะดวก”
“ผืนนี้เหม็นอับ”
“หมอนนี้เปิ่นหวางมิคุ้นนอนมิสบาย”
และอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่บุรุษหน้าตายเอาแต่สั่งและสั่ง...
ไยชีวิตใหม่ของนางซึ่งเป็ถึงชินหวางเฟยจึงลำบากลำบนได้มากมายขนาดนี้หิวก็มิได้กิน ง่วงก็มิอาจล้มตัวลงนอนแถมเหนื่อยจนหอบก็มิอาจพัก
“ขอบใจ”
ดูเอาเถิดแม้นแต่น้ำสักถ้วยที่นางรินมาหวังดื่มให้ชื่นใจดับกระหายก็ถูกปีศาจน้ำแข็งชั่วช้าชิงเอาไป!
...อ๊ากกกก...
ชีวิตใหม่บ้าบออันใดกัน...ขอข้าตายอย่างสงบเถิด ต่อให้ต้องไปนรกจริงแท้ยังจะดีกว่าต้องมาติดอยู่ยังตำหนักของเ้าอ๋องปีศาจเช่นหยวนจื่อหยางผู้นี้!