TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

ตอนที่ 206 ตัวตนที่ดื้อด้าน

ตอนที่ 206 ตัวตนที่ดื้อด้าน


*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





เฟิร์สกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา ราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจการโจมตีด้านนอกเลยแม้แต่น้อย


สตอมยังคงโจมตีอย่างเต็มที่ พลังจิตที่ควบคุมทุกอนุภาคในอากาศของเขาระเบิดพลังอันน่าหวาดหวั่นออกมานับไม่ถ้วน 


ยิ่งโจมตีความรุนแรงก็ยิ่งเพิ่มระดับขึ้น


ตูม! ตูม! ตูม!


ผู้คนแหงนมองท้องฟ้า ภาพที่พวกเขาเห็นนั้นราวกับท้องฟ้ากำลังจะพังทลายลงมา กลุ่มไอเมฆม้วนตลบถูกกวาดออกไป ทำให้พื้นที่บริเวณรอบๆ นั้นมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน


บุรุษผมทองพยายามโจมตีม่านพลังป้องกันสีม่วงอย่างไม่ยอมแพ้ เขาโจมตีอย่างสุดกำลังจนเส้นเลือดสีเขียวปรากฏขึ้นบนใบหน้า


แต่ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถเจาะทะลวงการป้องกันของม่านพลังสีม่วงได้เลย


“เป็นม่านพลังที่แข็งแกร่งอะไรขนาดนี้แต่ฉันไม่เชื่อว่าจะไม่สามารถทะลวงผ่านมันไปได้” สตอมกล่าวอย่างไม่ยอม


แม้เขาจะเป็นคนที่มีอีโก้สูงแต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ 


โลกนี้มีพลังที่หลากหลาย บางพลังสามารถป้องกันทางกายภาพได้ง่ายๆ บางพลังสามารถป้องกันคลื่นพลังงานต่างๆ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าม่านพลังสีม่วงตรงหน้านี้คือการป้องกันทางกายภาพที่แข็งแกร่ง


แต่ไม่ว่ายังไงโลกนี้ก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสมบูรณ์พร้อม


สายตาของสตอมเหลือบไปเห็นคนที่อยู่ในภูเขาสันโดษ ในทุกครั้งที่เขาโจมตีพวกเขาจะใช้มือปิดหูเพราะเสียงการปะทะที่ดังเกินไป


ดวงตาของสตอมเป็นประกายสว่างวาบขึ้นมา


“เหอะ อย่าคิดว่าม่านพลังนี้แข็งแกร่งแล้วจะขวางฉันเอาไว้ได้” 


ตอนนั้นเองบุรุษผมสีทองก็หยุดการโจมตี หน้าตาของเขาดูผ่อนคลายมากขึ้น


ก่อนจะร่อนลงไปข้างหน้าตรงๆ 


เฟิร์สกำลังอ่านนิยายอยู่ถึงกับอุทานออกมา “โอ้ เขาไม่ใช่คนโง่แฮะ ไม่คิดเลยว่าในโลกนี้จะมีคนที่สามารถเปลี่ยนตัวเองจนกลายเป็นสสารรูปแบบนั้นได้” 


เด็กหนุ่มผมสีเงินรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเมื่อมองเห็นวิธีการที่สตอมใช้ผ่านค่ายกลชั้นใน


แน่นอนว่าพลังของค่ายกลสีม่วงไม่ใช่อะไรที่เวเนเตอร์แรงค์ SSS ธรรมดาจะทำลายมันลงได้ แต่การผ่านเข้ามานั้นไม่จำเป็นต้องทำลาย มันยังมีวิธีการอื่นๆ ที่สามารถฝ่าการป้องกันนี้ได้


เพราะเหตุนี้เฟิร์สจึงตั้งค่ายกลไว้ถึงสามชั้น ไม่ได้แค่เอาแต่ป้องกันเพียงอย่างเดียว


เมื่อถึงจุดหนึ่ง ภายในเสี้ยววินาทีร่างที่ครอบคลุมไปด้วยสนามพลังของสตอมก็เปลี่ยนอนุภาคในร่างกายให้กลายเป็นคลื่นเสียง


ใช่แล้ว สิ่งที่เขาคิดคือการปลอมตัวเป็นคลื่นเสียงเพื่อผ่านการป้องกันที่แข็งแกร่งแห่งนี้


ร่างของสตอมราวกับภาพเบลอในจอภาพ เขาสามารถหลอกค่ายกลว่าตนเองเป็นคลื่นเสียงเล็ดลอดเข้าไป 


วิธีการนี้ไม่จำเป็นต้องทรงพลัง แต่เป็นการใช้ปัญญาและความสามารถที่ล้ำเลิศจึงสามารถทำแบบนี้ได้


กล่าวกันตามตรงหากสตอมไม่ใช่ผู้ใช้พลังจิตที่ครอบคลุมพลังไปถึงอนุภาค เกรงกว่าจะไม่มีคนทำเช่นนี้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นในโลกนี้ก็ยังมีพลังหลายรูปแบบที่แปลกประหลาดสามารถทะลวงได้ทุกการป้องกันเช่นกัน


ม่านพลังที่แข็งแกร่งจึงไม่ใช่อะไรที่จะคงกระพัน


วูบ!


ในที่สุดสตอมก็สามารถข้ามผ่านค่ายกลชั้นกลางของเฟิร์สเข้ามาได้


เรียกได้ว่านับตั้งแต่ภูเขาสันโดษก่อตั้งขึ้นมา สตอมเป็นคนแรกที่สามารถผ่านด่านค่ายกลชั้นกลางนี้มาได้


ตอนนั้นเองเสียงของเด็กหนุ่มผมสีเงินก็ดังแว่วออกมา


เสียงนี้ไม่ได้ดังสนั่นกึกก้องกังวาน แต่มันเป็นเสียงพูดที่ธรรมดา ไม่ได้ดังมากหรือเบากระซิบ ร่อนลงในหูของบุรุษผมทองสตอม


“ฉันแนะนำไม่ให้คุณ ก้าวเข้ามาอีก ... ด่านต่อไปแม้แต่ฉันเองก็ยังหวาดกลัวมัน” น้ำเสียงที่สบายๆ ถูกเอ่ยออกมา มันไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนการข่มขู่ แต่เป็นการเตือนด้วยความหวังดีมากกว่า


แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับสตอมแล้วมีหรือที่เขาจะชื่อคำพูดของอีกฝ่าย


“นายมันขี้ขลาดและเจ้าเล่ห์เกินไป อย่าคิดว่าฉันจะเชื่อ มาถึงตรงนี้แล้ว ฉันไม่เชื่อว่าฉันจะไม่สามารถลากนายออกมาได้!” สตอมคำรามเสียงต่ำ


คำเตือนของอีกฝ่ายเหมือนทำให้เขารู้สึกโดนเหยียดหยาม


“หากนายไม่เชื่อ ก็อย่ามาเสียใจก็แล้ว” เสียงของเฟิร์สเอ่ยขึ้นอีกครั้ง


“เหอะ อย่ามาทำเป็นพูดดีหน่อยเลย ถ้าฉันเข้าไปข้างในนั้นได้ คนที่จะเสียใจจะต้องเป็นนาย” สตอมเอ่ยอย่างมีอารมณ์


ในตอนนี้เขาไม่กล้าบุ่มบ่ามในการเดินทางเข้าไปอีกต่อไป จากประสบการณ์ที่เจ็บปวด การชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมณ์นัก


ด้วยความระมัดระวัง ครั้งนี้สตอมจึงยกมือขึ้นแล้วใช้พลังจิตโจมตีด้วยอากาศผลักออกไปด้านหน้า 


อากาศเกิดเสียงหวีดร้องเสียงแหลม ความว่างเปล่ากลายเป็นคมเขี้ยวนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปอย่างรุนแรง


ความรุนแรงนี้มากพอที่จะเขย่าคลอนแผ่นดิน


แต่ทว่า ....


เขาคงไม่คิดว่าการทำเช่นนี้จะเป็นเรื่องที่ผิดพลาด


เพราะค่ายกลชั้นในข้างหน้าไม่ใช่ค่ายกลป้องกันเหมือนเดิม แต่กลับเป็นค่ายกลโจมตี


สำหรับผู้ใช้อักขระคนหนึ่งแล้ว การโจมตีของเขาพวกเขาไม่สามารถเรียกว่าน่าประทับใจได้ 


การโจมตีของผู้ใช้อักขระอ่อนแอกว่าทักษะการป้องกันของพวกเขาเป็นอย่างมาก แม้ในหมู่ผู้มีพลังรบในระดับเดียวกัน ผู้ใช้อักขระก็ยังนับว่าเป็นตัวตนที่อ่อนด้อยมากที่สุด


แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้อักขระเป็นที่น่าหวาดกลัวของผู้คน นั่นก็คือ ... ค่ายกล


สำหรับการต่อสู้ระยะไกลหรือระยะประชิดผู้ใช้อักขระมีการโจมตีที่เสียเปรียบทั้งสิ้น แต่เมื่อพวกเขาได้ใช้ค่ายกลที่วางไว้แล้ว ผลลัพธ์ของมันจะต่างออกไป เพราะความรุนแรงของค่ายกลโจมตีนั้นน่าหวาดหวั่นมาก 


ค่ายกลโจมตีของผู้ใช้อักขระคนหนึ่งมีพลังเหนือกว่าผู้มีพลังรบในระดับเดียวกันหลายเท่า กระทั่งว่าพวกเขาสามารถจัดการกับผู้ที่มีระดับสูงกว่า เมื่ออีกฝ่ายตกอยู่ในค่ายกลได้


แต่ข้อเสียของค่ายกลนั้นคือการสร้างที่ต้องใช้เวลา และความคล่องตัวในการโจมตี แต่หากสามารถล่อลวงคู่ต่อสู้ให้ตกลงไปในค่ายกลได้แล้ว ชัยชนะย่อมอยู่ในกำมือของผู้ใช้อักขระ


สตอมไม่ฟังคำเตือนของเฟิร์ส เขานั้นเหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ


ต้องรู้ไว้ว่าค่ายกลที่เฟิร์สตั้งไว้ แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังต้องรู้สึกหวาดกลัวในอานุภาพของมัน


เด็กหนุ่มผมสีเงินที่นั่งอยู่บนโซฟา อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ที่สตอมไม่ฟังคำเตือนของเขา


“เขารนหาที่โดยแท้ หากอันดับสิบเอ็ดของโลกต้องมาตายที่นี่คงจะเป็นเรื่องที่วุ่นวายแน่” เฟิร์สบ่นพึมพำ


แต่ถึงอย่างนั้นสองสามีภรรยาที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็ได้ยินชัดเจน


“ว่ายังไงนะเฟิร์ส เขาจะตายอย่างนั้นหรอ?” คุณหมอสมคิดเอ่ย


สองสามีภรรยาไม่เคยคิดว่าลูกชายของเขาจะโกหก พวกเขาเชื่อว่าค่ายกลที่เฟิร์สวางไว้สามารถฆ่าคนได้จริงๆ


“ก็ไม่แน่ครับพ่อ ถ้าเขาไม่ดึงดันเกินไป” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ


“ถ้าเขาเกิดตายขึ้นมา ต่อให้ไม่ใช่ฝีมือของลูก แม่ว่ามันจะเกิดเรื่องวุ่นวายแน่ เฟิร์สออกไปดูเขาหน่อยไหม?”


เฟิร์สเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางไอแพดลงแล้วเหยียดกายลุกขึ้น


“ถึงเขาจะไม่ตาย แต่ก็ต้องให้บทเรียนอะไรกับเขาหน่อย” 


ขณะเดียวกันนั้นเองสตอมที่ลงมือโจมตีสิ่งที่มองไม่เห็นข้างหน้า กลับไปกระตุ้นค่ายกลโจมตีให้ทำงาน


โสตประสาทของเขาราวกับถูกแทรกแซงการรับรู้ ร่างกายตกอยู่ในอาณาเขตค่ายกลโจมตีอย่างสมบูรณ์


สตอมตกอยู่ในความมืดมิด แต่ตัวตนด้านพลังจิตอย่างเขากลับรับรู้มองเห็นทุกสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน


โครม!


พลังการโจมตีของเขาปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ไร้รูปร่าง


สิ่งนั้นคือกระบี่ไม้เล่มหนึ่งพุ่งเข้ามาโดยตรง แต่ทว่าพลังกลับน่าหวาดหวั่นเป็นอย่างมาก


สตอมพยายามใช้พลังของเขาโจมตีโต้กลับ


ทว่ากระบี่ไม้เล่มนั้นกลับรวดเร็วเกินไป


ปัง!


ร่างของสตอมกระเด็นออกไปในทันที กลางอกปรากฏร่องรอยของการปะทะ เสื้อผ้าฉีกขาดเป็นชิ้นๆ จนทำให้มองเห็นรอยช้ำที่น่าหวาดกลัว


ในความรู้สึกของบุรุษผมทองกลับเหมือนถูกอาวุธที่ร้ายกาจแทงผ่านกลางอกไป มุมปากของเขากระอักเลือดสดๆ ออกมาทันที


“ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองได้ตายด้วยกระบี่ไม้เล่มนั้น แต่แค่นี้ไม่มีวันหยุดฉันได้หรอก!”


สตอมเหยียดกายขึ้นมาแล้วโจมตีออกไปอีกครั้ง


ปัง!


ร่างของเขากระเด็นและปรากฏรอยช้ำที่สอง ร่างกายรู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง อวัยวะภายในได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง


แต่หัวใจของเขากลับไม่ยอมแพ้ เขารวบรวมพละกำลังแล้วโจมตีไปอีกครั้ง


ปัง!


คราวนี้ร่างของสตอมกระเด็นออกไปราวกับว่าวที่สายป่านขาด สภาพของเขาไม่สามารถทรงตัวกลางอากาศได้อีกต่อไป จนตกไปยังพื้นล่าง


ตูม!


ขณะที่สตอมพยายามจะยันตัวลุกขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เสียงทอดถอนหายใจเสียงหนึ่งก็ดังสะท้อนไปทั้งท้องฟ้า


ตอนนั้นเองเด็กหนุ่มผู้มีเรือนผมสีเงินก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ สองมือของเขาไพล่หลังสันหลังเหยียดตรง สายตาเหลือบมองสภาพที่ไม่น่าดูของสตอมด้านล่าง