“พวกเจ้าทั้งสองคนหยุดก่อน”
ถังหลีกับเฟิ่งเฮ่าที่กำลังจะเดินเข้าโรงเตี๊ยมก็หันกลับไปมอง
“หลงจู๊หวั่นหรือ? เจ้าเรียกข้าทำไม” เฟิ่งเฮ่าขมวดคิ้วถามอย่างไม่พอใจ
หลงจู๊หวั่นชักสีหน้ากลับ ทั้งยังพูดกับสองพี่น้องเสียงแข็ง “คุณชายของข้าต้องการพบพวกเจ้า พรุ่งนี้ยามซื่อ[1] ให้พวกเจ้าไปที่โรงน้ำชาหวั่นถง”
“เจ้านายของเจ้าคือผู้ใด? แล้วทำไมเขาถึงอยากพบข้า” เดิมทีเฟิ่งเฮ่าไม่ได้สนใจจะถามด้วยซ้ำว่าเจ้าของโรงน้ำชาหวั่นถงคือผู้ใด แต่ที่หลงจู๊หวั่นตามมาถึงโรงเตี๊ยมที่เขากับน้องสาวพักอยู่ได้ แสดงว่าฝ่ายนั้นคงสืบเรื่องของเขากับน้องสาวมาแล้ว เขาจึงอยากรู้ว่าคนผู้นั้นอยากพบเขาด้วยเรื่องใด
หลงจู๊หวั่นยิ้มกวน “ก็ใครใช้ให้วันนั้นเจ้าเมินคำของข้าแล้วเข้าไปใช้บริการที่โรงน้ำชาเซวียนโหรว พอพวกเจ้าเข้าไปดื่มชาที่นั่น ไม่กี่วันโรงน้ำชาเซวียนโหรวก็สั่งให้ช่างเข้าไปปรับปรุงร้าน ข้าก็เลยนำเรื่องนี้ไปบอกคุณชายของข้าอย่างไรเล่า”
“หึ...โรงน้ำชาเซวียนโหรวปรับปรุงร้านแล้วมันเกี่ยวกับข้าได้อย่างไร”
“ข้าบอกว่าเกี่ยวก็ต้องเกี่ยวสิ พรุ่งนี้พวกเจ้าอย่าลืมไปพบคุณชายของข้าให้ตรงเวลาด้วย”
“ไม่ไป หากคุณชายของเจ้าอยากพบข้าก็ให้เขามาหาข้าที่นี่” เฟิ่งเฮ่าตอบก่อนที่จะพาน้องสาวเดินกลับไปห้องพัก
เมื่อถึงห้องพัก ถังหลีจึงถามพี่ชาย “พี่ใหญ่ ท่านไม่กลัวว่าคุณชายคนนั้นจะมาสร้างปัญหาให้เราหรือเจ้าคะ”
“ไม่กลัว เจ้ากลัวหรือ” เฟิ่งเฮ่าถามน้องสาวยิ้มๆ
“มีท่านคอยคุ้มครองเสียอย่าง มีอะไรที่ข้าต้องกลัว” ถังหลีพูดเสียงเบา “ข้ารู้ว่าท่านมีคนคุ้มกันเงาติดตามมาเกือบห้าสิบคน อยู่กับท่านไม่ปลอดภัยแล้วอยู่กับใครจะเรียกว่าปลอดภัยเจ้าคะ”
“องครักษ์ของข้ามีแค่ห้าคน ที่เหลือเป็นคนของเจ้า”
“หา! เป็นคนของข้า ท่านไปจัดการเรื่องนี้ตอนไหนหรือเจ้าคะ ทำไมข้าไม่เคยรู้มาก่อน”
“เป็นข้าจัดการที่ไหนเล่า ท่านพ่อกับท่านแม่ต่างหากที่เป็นคนจัดการ ผู้ติดตามเงาสี่สิบห้าคนเป็นของเจ้ายี่สิบห้าคน เป็นของเยี่ยนเฉิงยี่สิบคน พวกเขาเพิ่งเดินทางมาถึงหลู่โจวเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ที่ข้าไม่บอกเจ้าก็เพราะอยากรู้ว่าเจ้าจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบๆ ตัวหรือเปล่า อ้อ...ไม่ใช่แค่เจ้าที่มีผู้ติดตามเงา เจ้าสามกับน้องสะใภ้ก็มีเหมือนกัน”
“ท่านพ่อบุญธรรมกับท่านแม่บุญธรรมดีกับข้ามากเหลือเกินเจ้าค่ะ” ถังหลีนึกไปถึงของที่อยู่ในมิติว่ามีอะไรที่นางพอจะเอามาเป็นของขวัญให้กับท่านพ่อและท่านแม่บุญธรรมได้บ้าง ไม่นานนางก็นึกออก “พอกลับไปถึงเมืองหลวง ข้าจะมอบของขวัญสุดพิเศษให้ท่านพ่อท่านแม่เจ้าค่ะ รับรองว่าพวกท่านต้องชอบแน่ๆ”
“ต่อให้เจ้าไม่มีของขวัญไปมอบให้ พวกเขาก็รักพวกเจ้ามากกว่าข้ากับเจ้ารองเสียอีก” เมื่อเห็นน้องสาวเริ่มปิดปากหาว “เจ้าไปนอนเถอะ พี่ใหญ่จะกลับห้องก่อน ส่วนพรุ่งนี้ก็ตื่นสายหน่อย อย่างไรเราก็ไม่ต้องออกไปเดินสำรวจเมืองแล้ว รอดูว่าเจ้าของโรงน้ำชาหวั่นถงจะมาเราหรือเปล่า”
เช้าวันต่อมาถังหลีตื่นสายเป็นพิเศษเพราะหลายวันที่ผ่านมานางหมดพลังไปกับการเดินไปสำรวจรอบๆ เมือง ทั้งยังต้องแวะไปโรงน้ำชาเซวียนโหรวเพื่อสอนให้เถ้าแก่เนี้ยเซวียนกับมู่หนิงเอ๋อทำขนมกับเครื่องดื่มอีกหลายอย่าง
เฟิ่งเฮ่าได้ยินเสียงน้องสาวเปิดประตูห้อง เขาก็เปิดประตูห้องของตัวเองแล้วเดินไปหาน้องสาว
“ตื่นสายขนาดนี้คงหิวแล้วใช่หรือไม่”
“หิวมากเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าพี่ใหญ่” ถังหลีกะพริบตาปริบๆ “วันนี้ข้าไม่อยากทำอาหารเช้าเอง เราสั่งอาหารของโรงเตี๊ยมกินได้หรือไม่เจ้าคะ”
“เมื่อก่อนข้าก็บอกไม่ให้เจ้าทำแต่เจ้าก็ยังอยากทำ มาตอนนี้จะทำอย่างไร พี่ใหญ่กินอาหารฝีมือคนอื่นไม่ได้แล้ว” เฟิ่งเฮ่าตีหน้าเศร้า “เช่นนั้นเช้านี้พี่ใหญ่จะงดมื้อเช้าไปก็แล้วกัน”
ถังหลีรู้ว่าพี่ชายแกล้งทำ นางจึงหัวเราะแล้วเดินนำหน้าเขาไปยังห้องโถงของโรงเตี๊ยม แต่ยังไม่ทันที่นางกับพี่ชายจะทันได้หาที่นั่ง นางก็ได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของใครคนหนึ่ง
“พวกเขามานั่นแล้วขอรับคุณชาย” หลงจู๊หวั่นตะโกนขึ้น
ผู้ที่ถูกเรียกว่าคุณชายหันหลังกลับไปมองก็ต้องประหลาดใจ เขารีบเดินไปหาเฟิ่งเฮ่าด้วยความดีใจ
“พี่ใหญ่เฟิ่ง ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรขอรับ”
“เจ้าคือเจ้าของโรงน้ำชาหวั่นถง? หลายปีมานี้เจ้าอยู่ที่หลู่โจวตลอดเลยหรือ?” เฟิ่งเฮ่าถามอย่างแปลกใจ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าลำบากใจ เขาจึงบอก “ข้ากับน้องสาวยังไม่ได้ทานมื้อเช้า เจ้ากลับไปรอที่โรงน้ำชาของเจ้าก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะตามไป”
“น้องสาวหรือขอรับ? ท่านมีน้องสาวตั้งแต่เมื่อไหร่”
“หลีเอ๋อเป็นน้องสาวบุญธรรมของข้า กลับไปถึงเมืองหลวง ท่านพ่อกับท่านแม่ก็จะทำพิธีรับบุญธรรมอย่างเป็นทางการ ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไปร่วมงานด้วยล่ะ”
“เมืองหลวงหรือขอรับ ข้าคงไม่มีโอกาสกลับไปเหยียบเมืองหลวงอีกแล้ว”
เฟิ่งเฮ่าตบไหล่หวั่นฝูอี้ “เจ้ากลับไปรอที่โรงน้ำชาของเจ้าก่อน เดี๋ยวข้าตามไป”
หวั่นฝูอี้พยักหน้ารับแล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป
ระหว่างที่ทานอาหาร ถังหลีอยากจะถามสิ่งที่สงสัยแต่ก็ไม่กล้าถาม เฟิ่งเฮ่าเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มขำ
“เยี่ยนเฉิงพูดไว้ไม่ผิดจริงๆ เวลาเจ้าอยากรู้อะไรมักจะเก็บสีหน้าเอาไว้ไม่ได้ ประเดี๋ยวข้าวจะไม่ย่อยเอา ถามมาสิ อยากรู้อะไร”
“ลับหลังข้า ท่านกับสามีแอบนินทาข้าหรือเจ้าคะ” ถังหลีแสร้งทำเป็นโกรธ
“เยี่ยนเฉิงบอกให้ข้าดูแลเจ้าให้ดี เขาจึงบอกอุปนิสัยและความชอบของเจ้าให้ข้าฟังหมดแล้ว”
“สามีข้าช่างน่ารักจริงๆ ตัวเองยุ่งอยู่กับการสอบ แต่ก็ยังนึกถึงข้า เฮ้อ...อีกตั้งสองวันเขาถึงจะออกจากสนามสอบ พี่ใหญ่...ข้าคิดถึงสามีจนกินข้าวไม่ลงแล้วเจ้าค่ะ”
เฟิ่งเฮ่าใช้พัดเคาะหัวถังหลีไปสองที “ที่กินไม่ลงเพราะโจ๊กชามนี้เป็นชามที่สามแล้วต่างหาก”
“ไม่พูดเรื่องไร้สาระแล้วเจ้าค่ะ ข้าอยากรู้ว่าท่านรู้จักกับเจ้าของโรงน้ำชาหวั่นถงด้วยหรือเจ้าคะ”
“รู้จักสิ ฝูอี้เป็นเพื่อนสนิทกับเจ้ารองและเส้าหย่วน”
“แล้วทำไมพอพูดถึงเมืองหลวงแล้วเขาต้องทำหน้าเศร้าด้วยเจ้าคะ”
“ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของฝูอี้ ข้าไม่มีสิทธิ์เอาเรื่องของเขามาพูดกับเจ้า แต่ถึงอย่างไรเรื่องของสกุลฉางก็ถูกคนในเมืองพูดถึงอยู่ช่วงหนึ่ง แม้เจ้าจะไม่รู้จากข้า เจ้าก็ต้องรู้จากคนอื่นอยู่ดี” เฟิ่งเฮ่าถอนหายใจ “ฝูอี้เป็นคุณชายสามสกุลฉาง เดิมทีเขาเป็นลูกชายคนเดียวของฮูหยินเอกฉาง แต่เป็นเพราะบุตรของอนุมีอายุมากกว่าเขา ทั้งนายท่านฉางก็รักอนุมากกว่าภรรยาเอก นายท่านฉางอยากยกตำแหน่งผู้สืบทอดให้บุตรชายคนโตที่เกิดจากอนุผู้นั้น
เขาจึงประกาศลดขั้นฮูหยินเอกให้ไปเป็นอนุ และยกอนุให้ขึ้นเป็นฮูหยินเอกแทน ฝูอี้จึงถูกลดสถานะให้เป็นไปเป็นบุตรของอนุตามมารดา แต่มารดาของฝูอี้ทนรับกับเรื่องนี้ไม่ไหว นางจึงจบชีวิตตนเองไป ทั้งยังเขียนหนังสือเลือดให้นายท่านฉางตัดสัมพันธ์กับฝูอี้แล้วให้ฝูอี้กลับไปใช้สกุลเดิมของนางคือสกุลหวั่น
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเจอฝูอี้ที่เมืองหลวงอีก เจ้ารองกับเส้าหย่วนส่งคนออกไปตามหาแต่ก็ไม่พบ แต่ไม่คิดว่าเขาจะมาอาศัยอยู่ที่หลู่โจว ซึ่งใกล้กับเมืองหลวงเท่านี้เอง”
“เช่นนั้นคุณชายหวั่นก็ไม่น่าจะเป็นคนนิสัยไม่ดีนี่นา”
“ข้าก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน เพราะฝูอี้ที่ข้ารู้จักมีนิสัยไม่ต่างจากเจ้ารองและเส้าหย่วน แต่ดูจากที่เขาทำกับโรงน้ำชาเซวียนโหรว...หากนิสัยของเขาไม่เปลี่ยนไป ก็ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเขาแน่”
“เช่นนั้นท่านก็ไปพบเขาเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะไปรอท่านที่โรงน้ำชาเซวียนโหรว”
“เจ้าไปกับข้าได้ เพราะข้ารู้สึกว่าวันนี้เจ้าคงได้หุ้นส่วนคนใหม่เพิ่มมาอีกคนหนึ่ง”
“เอ่อ...คุณชายใหญ่เฟิ่ง คุณหนูถัง เชิญที่ห้องรับรองด้านบนขอรับ คุณชายรอพวกท่านอยู่แล้วขอรับ” หลงจู๊หวั่นเปลี่ยนท่าที ทั้งยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองสองพี่น้องด้วยซ้ำ
“นำทางไป” เฟิ่งเฮ่าพูดเสียงเรียบ
หลงจู๊หวั่นที่เดินนำหน้าคนทั้งสองก็เหงื่อตก วันนี้เขาจะรักษาตำแหน่งหลงจู๊ของร้านไว้ได้อยู่หรือไม่ หากนับที่เขากับคุณชายคุณหนูสองคนนี้เจอหน้ากัน ไม่มีสักครั้งที่เขาจะพูดจาดีๆ
“พี่ใหญ่เฟิ่ง คุณหนูถัง เชิญขอรับ” หวั่นฝูอี้ลุกขึ้นต้อนรับ
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก มีอะไรก็พูดมาเถอะ เมื่อวานเจ้าให้คนของเจ้าไปหาข้าทำไม” เฟิ่งเฮ่าถาม
หวั่นฝูอี้กระอักกระอ่วนเล็กน้อย “เมื่อวานข้าต้องขออภัยแทนคนของข้าด้วยขอรับ หากรู้ว่าเป็นท่าน ข้าคงจะไม่ทำตัวเสียมารยาทเช่นนี้”
“ต่อให้ไม่ใช่ข้า เจ้าก็ไม่ควรเสียมารยาทกับผู้อื่น เจ้าลืมที่ท่านพ่อของข้าสอนไว้แล้วหรือ”
“ข้าไม่เคยลืมที่ท่านลุงเฟิ่งสอนขอรับ แต่...แต่ข้าจำเป็น ข้าอยากพิสูจน์ตัวเองให้คนพวกนั้นเห็นว่าข้าก็มีความสามารถ ข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าฉางฝูหยาง” หวั่นฝูอี้กำหมัดแน่น
“ฝูอี้ หากเจ้ายังเห็นข้าเป็นพี่ใหญ่ เจ้าบอกข้ามาว่าหลายปีมานี้เจ้าเจอปัญหาใดมาบ้าง”
หวั่นฝูอี้พยายามกลั้นน้ำตาและมองไปที่เฟิ่งเฮ่า ตอนที่เขายังไม่ถูกลดสถานะให้เป็นบุตรของอนุ เขามักจะไปมาหาสู่กับตระกูลเฟิ่งอยู่เสมอ และตระกูลฉางก็ไม่ได้ห้าม ทั้งยังสนับสนุนเขาเป็นอย่างดี เพราะตระกูลฉางก็เป็นตระกูลพ่อค้า หากคบหากับตระกูลเฟิ่งได้ ก็จะเป็นผลดีกับตระกูลฉางเอง
นายท่านเฟิ่งเห็นแววจึงสอนวิธีทำการค้าให้หวั่นฝูอี้เหมือนที่สอนให้กับเฟิ่งเฮ่า และหวั่นฝูอี้ก็ทำได้ดี แต่เมื่อเขาถูกลดสถานะและขับออกจากตระกูลฉาง ก็ไม่มีใครได้ข่าวคราวของเขาอีกเลย และตั้งแต่วันนั้น หวั่นฝูอี้ก็ทำตัวเหมือนคนไร้หัวใจ เขาเลือกที่จะทำลายคู่แข่งทางการค้าโดยไม่เลือกวิธี แม้คู่แข่งจะสิ้นเนื้อประดาตัวเขาก็ไม่สนใจ
“หลังจากที่ข้าออกจากตระกูลฉาง ข้าก็กลับมาอยู่กับท่านตาและท่านยาย และเปลี่ยนมาใช้แซ่หวั่นตั้งแต่นั้น แต่เพราะข้าเป็นหลานนอก ข้าจึงเหมือนคนนอกสำหรับพวกเขา จากนั้นข้าก็ตัดสินใจหอบเงินก้อนสุดท้ายออกมาเปิดร้านด้วยตัวเอง เป็นเพราะเมื่อก่อนข้า อาฮวน แล้วก็เส้าหย่วนมักจะไปเที่ยวเตร่ตามโรงสุรา ข้าจึงคิดจะเปิดโรงสุราขึ้นมา อีกเหตุผลหนึ่งคือข้าอยากเปิดโรงสุราแข่งกับโรงสุราของตระกูลฉาง แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องปิดตัวไป จนมาเห็นว่าโรงน้ำชาเซวียนโหรวขายดี ข้าจึงหันมาเปิดโรงน้ำชาแทน
ข้า...ข้ากลั่นแกล้งพวกเขาทุกวิธี จนตอนนี้พวกเขาแทบจะไม่มีลูกค้าแล้ว จากนั้นข้าตั้งใจจะซื้อไร่ชาและโรงน้ำชาของพวกเขามาบริหารต่อ” หวั่นฝูอี้กัดฟันพูดต่อ “ที่ข้าต้องทำอย่างนี้เพราะข้าอยากกลับมายืนได้อย่างยิ่งใหญ่ในเวลาอันสั้น ตระกูลฉางจะได้เห็นว่าข้าก็ทำได้ และข้ามีความสามารถมากกว่าพี่ชายทั้งสองคนของข้าขอรับ”
“แล้วตอนนี้โรงน้ำชาของเจ้าเป็นอย่างไร”
“ก็ดีขอรับ แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นมาเลย”
“นั่นก็เพราะเจ้าไม่ได้ทำการค้าเพราะใจรัก และในใจลึกๆ ของเจ้าก็รู้สึกผิดกับเถ้าแก่เซวียน” เฟิ่งเฮ่ายิ้มให้หวั่นฝูอี้ “เพราะฝูอี้ที่ข้ารู้จักเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้อื่น”
“พี่ใหญ่เฟิ่ง...” หวั่นฝูอี้กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว
“อย่ามัวแต่ร้องไห้ อันดับแรกข้าขอให้เจ้าไล่หลงจู๊คนนั้นออกไป มีเขาอยู่คนหนึ่งก็เท่ากับเจ้าไล่ลูกค้าไปสิบคน อีกทั้งคนนิสัยแบบนั้นย่อมไม่ใช่คนซื่อสัตย์ เจ้าเชื่อพี่ใหญ่หรือไม่”
“ข้าเชื่อท่านขอรับ” หวั่นฝูอี้หันไปมองประตู “เข้ามา!”
หลงจู๊หวั่นวิ่งไปคุกเข่าแล้วร้องไห้ต่อหน้าหวั่นฝูอี้ “คุณชายอย่าไล่ข้าออกเลยนะขอรับ ข้าสัญญาว่าข้าจะปรับปรุงตัวใหม่”
“เจ้าไปรับค่าจ้างที่เจ้าหน้าที่บัญชี หลังจากนี้ก็ไม่ต้องมาที่นี่อีก” หวั่นฝูอี้ไม่ได้เสียดายหลงจู๊หวั่น แต่ที่เขาให้หลงจู๊หวั่นติดตามเพราะเขาอยากอาศัยปากและท่าทางแข็งกร้าวของหลงจู๊หวั่นไปจัดการคนอื่นแทนเขาเท่านั้น
เฟิ่งเฮ่ายิ้มเมื่อเห็นหวั่นฝูอี้ทำตามคำแนะนำ “ข้าขอบอกเจ้าตามตรง ตอนนี้ข้ากับหลีเอ๋อไปช่วยโรงน้ำชาเซวียนโหรวปรับปรุงร้านแล้ว และยังสอนสูตรทำขนมและเครื่องดื่มชนิดใหม่ให้พวกเขาอีกหลายอย่าง เห็นทีว่าโรงน้ำชาของเจ้าคงจะสู้พวกเขาไม่ได้ เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป”
หวั่นฝูอี้ฝืนยิ้ม “ข้าคงต้องกลับไปคิดก่อนขอรับ”
“แล้วโรงน้ำชาแห่งนี้จะทำอย่างไร ทำเลของเจ้าก็จัดอยู่ในทำเลที่ดี”
“ทำเลดีแต่สู้คู่แข่งไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ เห็นทีข้าคงต้องปิดโรงน้ำชาไปเหมือนโรงสุราขอรับ”
เฟิ่งเฮ่าหันมายิ้มให้น้องสาว “เจ้าจะช่วยเขาหรือไม่”
ถังหลีหันไปกระซิบกับพี่ชาย “พี่ฝูอี้เป็นปิศาจสุราเหมือนพี่รองกับพี่เส้าหย่วนหรือไม่เจ้าคะ”
“อืม...จะเรียกอย่างนั้นก็ได้กระมัง”
“แล้วตระกูลเฟิ่งของเราคิดจะเปิดโรงสุราหรือไม่เจ้าคะ”
“โรงสุรากับบ่อนการพนันเป็นสิ่งที่ท่านพ่อห้ามไม่ให้เราทำ”
“เช่นนั้นข้าก็คิดออกแล้วเจ้าค่ะว่าจะช่วยพี่ฝูอี้อย่างไร”
“พวกท่านจะกระซิบกันไปทำไม ข้าได้ยินหมดแล้ว” หวั่นฝูอี้พูดขึ้น “พี่ใหญ่ น้องสาวคนนี้จะช่วยข้าได้จริงหรือขอรับ”
“ร้านชาบูกับร้านหมูกระทะของตระกูลเฟิ่งก็เป็นความคิดของนาง โรงน้ำชาเซวียนโหรวที่กำลังปรับปรุงอยู่ก็เป็นความคิดของนาง ฟังอย่างนี้แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร”
หวั่นฝูอี้หันไปมองถังหลีด้วยตาเป็นประกาย “หลีเอ๋อ เจ้าจะช่วยพี่ชายคนนี้ได้หรือไม่”
____________________
[1] ยามซื่อ คือ 9.00 – 10.59 น.