บทนำ
เด็กชายร่างผอมแห้งวัยหกขวบ เสื้อยืดเนื้อบางราคาถูกแสนถูกห่อกายไว้ บ่งบอกสีแท้จริงได้ไม่แน่ชัด เนื่องจากถูกความสกปรกปกคลุมไว้แทบทั้งตัว กางเกงขาสั้นก็ไม่ได้มีสภาพต่างกันนัก
หลายนาทีแล้วที่ยืนจดๆ จ้องๆ อยู่หน้าร้านเบเกอรี่ มือเล็กและเปรอะเปื้อนทาบไปบนกระจกใสสะอาดสะอ้าน ราวกับได้รับการเช็ดทุกชั่วโมง ดวงตาสีดำขลับ จ้องเขม็งทะลุเข้าไปหาขนมด้านใน
ซึ่งหนูน้อยเองก็ไม่รู้จักด้วยซ้ำ ว่ามีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง พอจะคุ้นตาก็คงจะเป็เค้กก้อนใหญ่ มีลูกสีแดงตกแต่งไว้้าเท่านั้น เพราะมีผู้ใจบุญเอาไปบริจาคเป็บางครั้งคราว รสชาติของมันนั้นก็จำได้ว่าอร่อยเลิศเหลือหลาย จนต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
เพราะนอกจากน้ำก๋วยเตี๋ยวเหลือกินก้นถ้วย ที่เด็กน้อยหน้าด้านเดินเข้าไปในร้านแล้วรีบยกซดเข้าปาก กับน้ำเปล่าเหลือครึ่งแก้วตามติดอย่างรีบเร่งแล้วนั้น ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงกระเพาะเลย
ขนม ตรงหน้าจึงเรียกต่อมความหิวที่มีอยู่ให้เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่า จนอยากจะเดินเข้าไปคว้ามาเข้าปากกินให้หายหนำใจทันที
ขาแข้งที่เดินตะลอนๆ มาั้แ่เช้า ก็เหมือนจะหมดแรงอยู่ตรงหน้าร้านนั้นแล้ว ผิวกายที่ถูกยุงกับแมลงกัดตอนนอนอยู่ข้างถังขยะใกล้สะพานลอยเมื่อคืนนี้ ก็เริ่มเจ็บแสบขึ้นมามากขึ้นกว่าเดิม
เพราะถูกแดดอาบไล้มาั้แ่ตอนสาย กระทั่งถึงบ่ายแก่ๆ ก็ยังหาที่อาบน้ำหรือล้างเนื้อตัวไม่ได้ ยิ่งคันก็ยิ่งเกา และยิ่งเป็แผล
“ไอ้หนู! อย่ามาเกาะกระจกพี่สิ มันเปื้อน พี่เพิ่งเช็ดตะกี้เอง เดี๋ยวเ้าของร้านกลับมาพี่จะถูกว่า”
เด็กมอมแมมที่ยังคงยืนเอาร่างผอม พิงกระจกใสแจ๋วอยู่นั้น หันไปมองหญิงสาวตัวเล็ก กางเกงกับเสื้อยืดสีดำ มีผ้ากันเปื้อนสีขาวใส่ทับไว้ด้วยสายตาละห้อย คล้ายจะบอกว่า หมดปัญญาก้าวเดินไปไหนต่อแล้ว เพราะทั้งเหนื่อยทั้งหิว
“ไปเร็วไอ้หนู! อย่ามายืนนาน เดี๋ยวพี่จะถูกเ้าของร้านด่า”
ไม่ได้โกรธเคืองสาวรุ่นสักนิด ด้วยน้ำเสียงที่ใช้นั้นไม่ดุดัน แต่ที่ไม่ยอมขยับไปไหน ก็เพราะยังอยากจ้องมองขนมสารพัดต่ออีกนิด ราวกับว่าจะทำให้อิ่มท้องได้ก็ไม่ปาน
“ไปเร็ว! เดี๋ยวลูกค้าพี่จะบ่น”
หญิงสาวถือผ้าขี้ริ้วกับน้ำยาเช็ดกระจกในมือ ส่งสีหน้าว่าเห็นใจยิ่ง และเหมือนรู้ว่าเด็กคงหิว แต่ก็ไม่อาจจะช่วยอะไรได้ ในเมื่อเป็ลูกจ้าง กินค่าแรงวันละสามร้อยห้าสิบเท่านั้น
ขนมหรูหราก็ราคาเกือบร้อย หรือบางชิ้นร้อยขึ้น จึงไม่มีปัญญาหามาให้กินได้ อดเสียใจกับข้าวผัดในกล่องที่ตัวเองกินเป็มื้อเที่ยงไม่หมดแล้วโยนทิ้งถังขยะไปไม่น้อย จะได้เอามาให้เด็กผู้น่าสงสารบ้าง
“ไปเร็วๆ อีกหน่อยเ้าของร้านจะมาแล้ว พี่จะถูกว่า”
เด็กน้อยรู้ชะตาของตัวเองแน่แล้ว ว่าแม้แต่จะยืนจ้องมองของกินก็ยังไม่มีสิทธิ์ เลยทำตาละห้อย ค่อยๆ ผละออกจากกระจกใสแจ๋ว ภาพขนมหลากหลายห่างสายตาไปทีละน้อยๆ ด้วยความเสียดายยิ่ง พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออีกอึกใหญ่ส่งท้ายก่อนจะหันหลังแล้วเดินไป
“หนูๆ ๆ กลับมานี่ก่อน”
เสียงนุ่มทุ้มดังอยู่เื้ั จนต้องหันกลับมา ภาพที่เห็นคือชายรูปร่างสูงใหญ่ กางเกงขายาวสีเทากับเสื้อเชิ้ตสีขาวห่อหุ้มไว้ ใบหน้านั้นก็ยิ้มละไมมาหา แต่เด็กน้อยก็งงเกินกว่าจะเอ่ยอะไร เลยได้แต่ยืนมองเท่านั้น
“หิวใช่มั้ยล่ะ มานี่มะ! อยากกินอะไรฉันจะเลี้ยง”
ผู้หิวโหยได้ยินถ้อยคำชัดเจน จนไม่คิดจะรีรอใดๆ อีก ด้วยชีวิตอันร่อนเร่พเนจรมานับเดือนนั้น สั่งให้หาทางทำให้ท้องอิ่มแทบจะทุกวิธี ไม่ว่าจะเป็ไปคุ้ยหาเศษอาหารในถังขยะ
เข้าไปกินอาหารเหลือจากลูกค้าในร้านต่างๆ มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว พอได้ยินเสียงเสมือน์ประทานมาให้แบบนี้ เลยรีบวิ่งมาหาชายใจดีทันที
“มาเร็ว ไปนั่งด้วยกัน อยากกินอะไรก็ชี้ได้เลย เดี๋ยวฉันเลี้ยง แต่ก่อนจะกิน ให้พี่คนนี้พาไปล้างมือ ล้างหน้าตาให้สะอาดก่อนนะ ฉันจะนั่งรออยู่ตรงโต๊ะนั่น”
ชัยยุทธ์ บุญเลิศหล้า ผู้บริหารมือใหม่ไฟแรงวัยสามสิบเจ็ดปี ชี้ไปยังโต๊ะที่เพิ่งนั่งคุยธุระกับลูกน้องเสร็จเมื่อไม่กี่นาทีนี้ด้วยแววตาอ่อนโยน
“พี่ฝากพาไปห้องน้ำทีนะครับ”
เขาส่งน้ำเสียงนุ่มๆ ไปหาพนักงานสาว ก่อนจะตรงไปหาเอกสารบนโต๊ะที่ยังดูไม่เสร็จ ไม่กี่นาทีเด็กน้อยมอมแมมก็ถูกพามานั่งตรงข้ามแล้ว แรกทีเดียวเขาให้เด็กสั่งขนมมากินตามใจชอบ แต่พอถามแบบจริงๆ จังๆ ก็รู้ว่าั้แ่เช้ายังไม่ได้กินข้าว เลยขอเมนูอาหารมาก่อน
“อยากกินอะไรชี้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
เขามองผู้หิวโหยด้วยความสงสารยิ่ง และไม่สนใจว่าจะถูกลูกค้าโต๊ะอื่นเหล่มายังไงด้วยซ้ำ
“อันนี้ครับ”
มือเล็กชี้ไปยังภาพในเมนูแบบไม่คิดด้วยซ้ำ น้ำอัดลมที่พนักงานรินให้ก็ถูกยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
“หิวมากเลยใช่มั้ยเรา”
เด็กน้อยพยักหน้ารับหงึกๆ แทนคำตอบ เขายิ้มบางๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงโทนเดิม
“ชื่ออะไรเรา”
“ดินครับ”
คำตอบสั้นๆ ทำเอาเขางง จนต้องละสายตาจากเอกสารมาจ้องใบหน้าเล็กๆ มีจมูกเป็ส่วนโดดเด่น เพราะโด่งกว่าเด็กไทยทั่วไป เขาอยากเดาว่าอาจจะเป็ลูกครึ่งหรือไม่ก็ต้องมีเชื้อชาวยุโรปรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
“แค่นั้นเหรอ”
“ครับ”
“แล้วไปไงมายังไง เราถึงได้มายืนจ้องขนมอยู่หน้าร้านล่ะ ไหนเล่าให้ฉันฟังทีเร็ว”
เด็กน้อยทำหน้างงกับคำถาม เขาเดาว่าคงไม่รู้จะตอบอะไรก่อน หรือตอบยังไง เลยทำให้ต้องคิดใหม่ แล้วถามออกไปใหม่
“อายุเท่าไหร่แล้วเรา”
“หกปีครับ”
“บ้านอยู่ไหน”
“ไม่มีครับ”
“อ้าว! แล้วอยู่ที่ไหน ยังไง กับใคร ฉันหมายถึงเรานอนที่ไหน”
“ใต้สะพานลอย บางทีก็ป้ายรถเมล์ บางทีก็ปั๊ม บางทีก็ในสวนครับ”
นั่นทำให้เขาเดาได้ว่า เด็กคงร่อนเร่มานานแล้วเป็แน่ จนอดคิดถึงที่ที่เด็กจากมาไม่ได้ น่าจะเป็สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือที่ไหนสักแห่ง
“ก่อนจะมานอนใต้สะพานลอย ป้ายรถเมล์ ปั๊ม แล้วก็ในสวน เรานอนที่ไหน หรืออยู่ที่ไหน” เด็กน้อยเอ่ยสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าออกมาอย่างชัดเจน
“แล้วเราหนีออกมาทำไมล่ะ ทำไมไม่อยู่ในนั้น”
“ไม่ชอบไอ้เบิ้มกับไอ้แมนครับ”
“ทำไมล่ะ”
“มันตีผม ตรงนี้! ตรงนี้! ตรงนี้!”
เด็กชี้ตรงปาก เบ้าตา แขนขา ซึ่งอาจจะมีรอยเขียวหลงเหลืออยู่ หากแต่ถูกความสกปรกปกปิดเอาไว้ จนไม่อาจจะมองเห็น เขาอยากซักไซ้ไล่เลียงมากกว่านี้ไม่น้อย ติดตรงที่อาหารมาเสิร์ฟแล้ว และเด็กก็ดูจะสนใจของในจานมากกว่าจะตอบคำถาม เลยปล่อยให้กินตามสบาย
สุดท้ายก็ตัดสินใจพากลับบ้าน ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงเพราะว่า สงสารที่เห็นเด็กยืนจ้องตู้เบเกอรี่ สลับกับกลืนน้ำลายด้วยความหิวโหยนานหลายนาทีเท่านั้น
และดูเหมือนว่าการกลับแบบมีเด็กมอมแมมตามติดมาด้วยนั้น จะทำให้สมาชิกในบ้านต่างตื่นเต้นกันถ้วนหน้า เริ่มั้แ่ ดุจเดือน ผู้เป็ภรรยาของเขา คุณชัยและคุณบัว พ่อแม่ของเขา
มีนั่งนิ่งก็เห็นจะเป็คุณดารา ผู้เป็แม่ยายคนเดียว ที่กำลังนั่งมองเด็กน้อยถูกห้อมล้อมด้วยผู้ใหญ่ หลังจากอาบน้ำจนหน้าตาเนื้อตัวเกลี้ยงเกลาเรียบร้อยแล้ว
“โหงวเฮ้งเ้าเด็กคงนี้มันลีน๊าอาชัยน๊า อั๊วดูไม่มีผิดแน่นอง”
ซินแสเซียงในวัยเจ็ดสิบปี ผู้เป็เพื่อนรักกับคุณชัยพ่อของเขาเอ่ยขึ้น ตาก็ยังจ้องมองเด็กน้อย หัวก็พยักหงึกๆ อย่างคนใช้ความคิด
“ขนาดนั้นเลยเหรอวะอาเซียง ลื๊อไม่ซีซั๊วต่านา”
คุณชัยในวัยหกสิบห้าทำสำเนียงไทยไม่แข็งแรงล้อเพื่อน
“เจงๆ อั๊วไม่โกหกหรอก ลื๊อต้องเลี้ยงอีให้ลีๆ นาอาชัย ส่งเสริมให้เรียนสูงๆ รับรองว่าอีจะตอบแทงความเมตตาที่ลื๊อมีให้สุดหัวใจเชียวล่ะ อั๊วล่ะสงสัยเจงๆ ว่าทำไมพ่อแม่มันไม่เลี้ยงเอาไว้ ช่างไม่รู้ว่าขว้างเพชรทิ้งซะแล้ว”
“โห! แบบนี้ผมควรจะรับเป็ลูกบุญธรรมเลยดีมั้ยครับแม่”
ชัยยุทธ์ออกอาการตื่นเต้นเมื่อได้ยินคำของซินแส เลยหันไปหาแม่เป็เชิงปรึกษา
“ถามใจเราดูสิว่าคิดยังไง แต่ถ้ายุทธ์อยากได้ แม่กับพ่อก็ช่วยเลี้ยงนะ ดีเหมือนกันจะได้ไม่เหงา มีลูกคนเดียวก็โตแล้ว แต่งการแต่งงานแล้ว ไปทำงานทีบ้านก็เงียบกริบเชียว”
คุณบัวแม่ของเขาในวัยห้าสิบเก้าเอ่ยสนับสนุน ในใจนั้นก็อยากจะเอ่ยต่อเหลือเกินว่า รอหลานมาหลายปีก็ยังไม่มีวี่แวว ความหวาดกลัวว่าจะสะใภ้จะเป็หมันนั้นมีมากมายนัก เพราะเป็ลูกโทนเหมือนฝ่ายตัวเอง แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม ได้แต่เก็บงำไว้คนเดียว
“ซินแสล่ะครับ”
ชัยยุทธ์หันไปหาชายจีนผู้มีความแม่นยำในการดูโหงวเฮ้งไม่น้อย เพราะเคยดูตอนเขาเกิดใหม่ๆ ทำให้กลายมาเป็เพื่อนต่างวัยกับพ่อของเขาั้แ่บัดนั้นมา
“แล้วแต่ลื๊อเลยว่าจะทำยางไง อั๊วแค่แนะนำว่าให้เลี้ยงอีลีๆ ส่งเสริมให้ถึงที่สวด แล้วอีจะตอบแทงความมีเมตตาของลื๊อในภายหลังงาย”
“แล้วดุจล่ะจ๊ะ ว่ายังไง อยากให้พี่เอาแกมาเลี้ยงมั้ย” ชัยยุทธ์ยกมือขึ้นโอบไหล่ภรรยาที่นั่งอยู่ข้างๆ
“ดุจแล้วแต่คุณพี่เลยค่ะ”
ดุจเดือนในวัยยี่สิบเจ็ดปีส่งยิ้มให้สามี ด้วยรู้ดีว่าเขาอยากมีลูก ชีวิตแต่งงานสามปีนั้น ถ้าเป็คู่ผัวตัวเมียปกติ เธอควรจะมีทายาทให้เขาได้สักคนหรือสองแล้ว แต่นี่ไม่มีวี่แววใดๆ ด้วยซ้ำ การมีเด็กน้อยมาคั่นเวลาบ้าง ก็น่าจะช่วยได้ดีไม่น้อย
“จะดีเหรอจ๊ะพ่อยุทธ์ เด็กมาจากไหน หรือหัวนอนปลายเท้าเราก็ไม่รู้ จะกลายเป็เลี้ยงลูกเสือลูกตะเข้ไว้ในบ้านหรือเปล่า”
คุณดาราในวัยห้าสิบปี รีบปรามลูกเขยด้วยความไม่เห็นด้วย เพราะดูจากสีหน้า ท่าทางของทุกคนแล้ว เหมือนเต็มอกเต็มใจรับเด็กไว้ทั้งนั้น ลูกตัวเองก็ยังเห็นดีเห็นงามไปด้วย
แต่คนมองการณ์ไกลอย่างคุณดารานั้น ห่วงไปถึงหลานๆ ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาเกิด เกรงว่าจะถูกเด็กมามีส่วนแบ่งสมบัติของตระกูลบุญเลิศหล้าด้วย
“คุณแม่คิดงั้นเหรอครับ”
ชัยยุทธ์หันไปหาแม่ยาย พร้อมกับยิ้มรับในคำเตือน ด้วยรู้ว่าล้วนแล้วมาจากความหวังดีทั้งสิ้น เพราะโดยพื้นฐานครอบครัวของเขานั้นเป็คนใจดีมีเมตตาต่อผู้ยากไร้อยู่แล้ว เลยไม่ได้คิดลึกหรือคิดเลยไปว่าแม่ยายจะเกรงกลัวอะไรอยู่
“ใช่จ้ะ! เราไม่รู้พื้นเพเด็กเลย จะเอามาเลี้ยงดูปูเสื่อมั่วแม่ว่ามันไม่น่าจะดีนะ เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนี้ใครจะไปรู้ว่าวันข้างหน้าจะให้คุณหรือโทษยังไง”
“งั้นเราก็ควรจะไปหาดู ว่าหัวนอนปลายเท้าของเด็กอยู่ที่ไหนดีมั้ยครับ อาจจะไปถามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เด็กหนีมาก็น่าจะได้เื่แล้วล่ะ”
ชัยยุทธ์ดีใจไม่น้อย ที่พ่อเป็คนเอ่ยประโยคนี้ออกมา ด้วยในใจนั้นไม่อยากทำอย่างที่แม่ยายแนะนำสักนิด แต่ก็เกรงใจไม่กล้าเอ่ยปฏิเสธ
“ที่คุณพ่อว่าก็เป็ความคิดดีนะคะคุณพี่”
ดุจเดือนก็เห็นด้วย เพราะอยากมีหนูน้อยผู้น่าสงสารมาเลี้ยงคั่นเวลา คงจะทำให้คลายเหงาได้บ้าง
“ดุจเห็นด้วยกับพี่ใช่มั้ยจ๊ะ”
“ค่ะ”
“โห! พี่ดีใจจังเลย บอกตรงๆ ว่าพี่สงสารแก แล้วก็ถูกชะตากับแกยังไงไม่รู้ บ้านเราก็มีเงินทองมากมาย เลี้ยงเด็กเอาบุญสักคนก็คงไม่เป็ไรมั้งจ๊ะ”
คุณดาราเห็นท่าว่าตัวเองจะพ่ายแพ้แก่คนรอบข้าง เลยได้แต่แอบหนักใจนิดๆ อยู่คนเดียว ก่อนจะเอ่ยกับลูกเขยแบบเสียไม่ได้
“งั้นก็ตามใจเราสองคนแล้วกัน คิดอีกทีก็ดีนะ มีเด็กมาเลี้ยงไว้ บางทีลูกอิจฉาอาจจะอยากมาเกิดก็ได้ ว่าแต่จะมีปัญหาทีหลังมั้ยล่ะถ้ามีลูกของตัวเองขึ้นมาจริงๆ แม่ล่ะกลัวว่าเด็กจะอิจฉากันจัง”
========================
========================
****** ขออนุญาตแจ้งอีกทีนะคะ ว่านิยายทุกเื่จะลงให้อ่านได้ราว 70% เท่านั้นค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะถ้าทำให้ค้างคา แต่กันเกราเชื่อว่านักอ่านที่น่ารักทุกท่านจะเป็กำลังใจต่อให้ด้วยการตามหาหนังสือมาไว้ในอยู่แล้วค่ะ ******
ยิ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
และหนึ่งคอมเม้นต์ของท่าน คือหนึ่งแรกผลักดันและกำลังใจของคนเขียนนะคะ แต่ก็ยินดีต้อนรับและขอบคุณนักอ่านเงาทุกท่านด้วยค่ะ
รู้งี้แล้วอย่าลืมเม้นท์ให้เค๊าหลังอ่านด้วยนะตะเอง
========================
ตามเพจด้านล่างนี้เลยนะคะ
ยินดีต้อนรับทุกๆ ท่านค่ะ และยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
ห้ามหยิบยก คัดลอก หรือดัดแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งถ่ายทอด ถ่ายเอกสาร สแกน ในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น เว้นเสียแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ประพันธ์เป็ลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์อันเป็ประโยชน์แก่หนังสือเล่มนี้เท่านั้น
========================
