พลิกชะตาบุปผาข้ามภพ

    ลอบสังหาร

            บนเส้นทางผ่านป่ารกทึบ ไม่มีผู้คนสัญจรผ่าน ชายชุดดำประมาณสิบคน ยืนล้อมรถม้าของครอบครัวหลินซานหยางไว้ ทุกทิศทาง ไม่ให้ใครสามารถหนีออกจากวงล้อมของพวกมันได้


            “ฆ่าให้หมดอย่าให้ใครรอดไปได้” สิ้นเสียงชายชุดดำที่เป็นหัวหน้าสั่งการ เหล่าชายชุดดำทั้งหมดก็พุ่งเข้าโจมตีรถม้า


            บ่าวชายทั้งสองนามหย่งคัง และหย่งเจี้ยนใช้วิชาตัวเบากระโดดลงจากรถม้า ต่อสู้กับชายชุดดำที่กำลังพุ่งเข้ามา เพื่อสกัดไม่ให้ชายชุดดำเหล่านั้นเจ้าใกล้รถม้าของเจ้านายได้ เขาทั้งสองเป็นบ่าวที่มีวรยุทธ์สูงที่สุด หย่งคังพลังปราณอยู่ระดับปฐพีขั้นเจ็ด ส่วนหย่งเจี้ยนระดับปฐพีขั้นแปด


            บ่าวในเรือนทุกคนได้กินอาหารพลังวิญญาณทุกมื้อ แถมยังฝึกฝนในอาณาเขตที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นทำให้การฝึกฝนของพวกเขาก้าวกระโดดอย่างมาก


            ชายชุดดำคนหนึ่งซัดลูกไฟเข้าใส่หย่งคัง ชายหนุ่มจึงใช้โล่วารีเข้าต้านทาน โล่วารีของหย่งคังมีพลังสูงกว่า ลูกไฟจึงสลายไป หย่งคังถือโอกาสสวนกลับ ใช้แส้วารีฟาดใส่ชายชุดดำสองคนตรงหน้ากระเด็นออกไป


            ส่วนหย่งเจี้ยนไม่น้อยหน้า ซัดคมมีดสายลมใส่ขายชุดดำสามคนจนถอยร่นไป พวกที่เหลือเห็นฝีมือของบ่าวทั้งสอง จึงระมัดระวังมากขึ้น

    “บุกเข้าไปพร้อมกันเลย มันมีแค่สองคนสู้พวกเราไม่ไหวหรอก” หัวหน้าชายชุดดำสั่งลูกน้องอีกครั้ง


            หย่งคังและหย่งเจี้ยนรับมือกับชายชุดดำทั้งสิบ อย่างตึงมือมากขึ้น แม้ว่าวรยุทธ์ของทั้งสองจะเหนือกว่า แต่พวกมันมีจำนวนคนมากกว่า จึงต่อสู้ได้ลำบาก


            “พวกเจ้ารอในรถม้า พ่อจะออกไปช่วยสองคนนั้น” หลินซานหยางกล่าวกันภรรยาและบุตรอย่างเป็นกังวล


            “ข้าจะไปด้วยเจ้าค่ะ” จิ่นฮวาเสนอตัว


            หลินซานหยางหยุดคิดสักครู่ก็พยักหน้า “ระวังตัวด้วย” จบคำบิดาจิ่นฮวาก็พุ่งออกจากรถม้าทันที


            จิ่นฮวาใช้วิชาตัวเบา เหินลงจากรถม้า นางใช้ธาตุพฤกษาสร้างเป็นแส้เถาวัลย์เส้นยาว แล้วใช้ธาตุไฟห่อหุ้ม เกิดเป็นเถาวัลย์เพลิงที่แดงฉาน ฟาดใส่ชายชุดดำ ที่กำลังจะเขาไปทำร้ายหย่งคังทีเผลอ จากนั้นซัดลูกไฟใส่ชายชุดดำอีกคน ที่กำลังเข้ามาช่วย ไฟของนางรุนแรงมากเนื่องจากเป็นการผสานสองธาตุเข้าด้วยกัน เมื่อถูกร่างชายชุดดำทั้งสองก็ลุกไหม้ทันที


            บิดาที่เห็นบุตรสาวพุ่งออกไปแล้วก็รีบเหินตัวตามออกไป เขาหุ้มเปลวเพลิงไว้ที่หมัด แล้วซัดใส่ชายชุดดำจนกระเด็น แล้วพุ่งตัวไปต่อสู้โรมรันกับตัวหัวหน้าทันที


            เมื่อสองพ่อลูกลงมาสมทบ สถานการณ์ก็พลิกกลับ ฝ่ายชายชุดดำตกเป็นรองทันที แม้จะมีจำนวนมากกว่า แต่จิ่นฮวานั้นมีพลังปราณระดับนภาขั้นสามแล้ว พวกชายชุดดำแค่ระดับปฐพีจะสู้นางได้อย่างไร ส่วนหลินซานหยางผู้เป็นบิดานางยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาพึ่งทะลวงถึงระดับราชันขั้นแรกเมื่อไม่นานมานี้ เขาไล่ต้อนหัวหน้าชายชุดดำอย่างหนัก


            “พวกเราถอย” หัวหน้าชายชุดดำเห็นว่าตนสู้ไม่ไหวจึงสั่งลูกน้องถอยทันที


            พวกมันวิ่งออกไปได้ไม่ไกล จิ่นฮวาใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปบนต้นไม้แล้วซัดผงยาสลบใส่กลุ่มชายชุดดำที่กำลังวิ่งหนีทันที พวกมันก็ล้มลงทันที เพราะยาสลบของนางออกฤทธิ์เร็วอย่างมาก


            บ่าวทั้งสองลากพวกชายชุดดำมากองรวมกันแล้วมัดไว้ รอให้มีคนมาพบแล้วแจ้งทางการนำตัวไปดำเนินคดี นางไม่อยากฆ่าคน บิดาของนางก็เช่นกัน เขาไม่อยากฆ่าคนต่อหน้าลูกๆ และภรรยา เกรงว่าพวกนางจะหวาดกลัวเอาได้


    “ค้นตัวพวกมันแล้วไม่พบอะไรเลยขอรับ อาจจะเป็นโจรป่าที่ดักปล้นชาวบ้านอยู่แถวนี้ก็ได้ขอรับ” หย่งคังรายงาน


            "ทิ้งพวกมันไว้ที่นี่แหละ รอให้ทางการมาจัดการ เรารีบเดินทางต่อกันเถอะ หากล่าช้าไปไม่ทันงานฉลองฤดูเพาะปลูก จะเป็นการขัดราชโองการได้” หลินซานหยางกล่าว


            เมื่อไม่พบเบาะแสอะไร จิ่นฮวาจึงให้บ่าวลากพวกมันมาไว้ข้างถนน มัดไว้อย่างแน่นหนา ถ้ามีคนมาพบจะได้แจ้งทางการ และพวกนางก็รีบเดินทางต่อ

     

     

    …….

     

     

            “พวกแกทำงานกันยังไง ไหนบอกว่าพวกมันจะไม่มีทางรอดผ่านป่านั่นไปได้ไง แล้วนี่ลูกน้องแกถูกทางการจับได้ยังไง” คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหลิน โวยวายลั่น


            “ก็คุณชายแจ้งข้าว่ามีผู้ฝึกยุทธ์แค่คนเดียว ที่ไหนได้พวกมันทั้งหมด แม้แต่บ่าวไพร่ก็มีพลังถึงระดับปฐพีขั้นสูง ลูกน้องข้าเสียหายอย่างหนัก ยังไงคุณชายก็ต้องจ่ายมา” ชายชุดดำสวมหน้ากากปกปิดใบหน้าท่าทางลึกลับเอ่ยอย่างเย็นชา


            “ทำงานไม่สำเร็จยังจะมาขอเงินอีก ข้าไม่ให้!! แกไสหัวออกไปเดียวนี้” หลินต้าหยางกล่าวอย่างเดือดดาล


            “คุณชายคิดดีแล้วใช่มั้ย หออี้เฟิงไม่เคยทำงานให้ใครโดยไม่รับค่าจ้างหลอกนะ” จู่ๆ บรรยากาศก็เย็นลง ชายสวมหน้ากากเอ่ยถามและจ้องตาหลินต้าหยางอย่างเยือกเย็น จนชายหนุ่มหวาดกลัวจนตัวสั่น


            “ได้ ข้าจ่ายก็ได้ แต่แกต้องรับปากว่า ลูกน้องเจ้าจะไม่ซัดทอดมาถึงข้า” หลินต้าหยางหวาดกลัวจึงยอมจ่ายเงินให้ชายสวมหน้ากากไป


            “ขอบคุณคุณชาย รับรองจะไม่มีใครเอ่ยถึงท่านแน่นอน” ชายสวมหน้ากาก พูดทิ้งท้ายแล้วหายตัวไปอย่างรวดเร็ว


            “น่าโมโหนัก ทำไมแกไม่ตายๆ ไปสักที” หลินต้าหยางกัดฟันพูดอย่างโกรธแค้น เขาให้ลูกน้องเฝ้าสืบข่าวอยู่ใกล้บ้านของหลินซานหยางมาหลายวัน จบสบโอกาสที่พวกนั้นเดินทางเข้าเมืองหลวง เขาจึงจ้างวานให้หออี้เฟิงส่งคนไปลอบสังหาร แล้วจัดฉากว่าพวกนั้นถูกโจรป่าดักปล้นระหว่างทาง แต่ใครจะคาดคิด เขาประเมินความสามารถของน้องชายต่ำไป สายไม่ได้รายงานว่าน้องชายเขามีพลังสูงเท่าไหร่ เนื่องจากผู้มีพลังปราณต่ำกว่าจะไม่สามารถตรวจสอบพลังของคนที่ระดับสูงกว่าได้ ถ้าหากเขาผู้นั้นไม่จงใจแสดงพลังออกมา และยิ่งไม่คาดคิดว่าเด็กที่เป็นขยะของตระกูลอย่าง หลินจิ่นฮวาจะฝึกฝนพลังปราณได้ เขาจึงพลาดและยังต้องจ่ายเงินให้หออี้เฟิงไปหลายตำลึงทอง ช่างน่าเจ็บใจนัก

     

     

     

    …….

     

     

            ฝ่ายจิ่นฮวาและครอบครัว ไม่ได้รับความเสียหายมากนักมีเพียงบ่าวสองคนที่บาดเจ็บเล็กน้อย จิ่นฮวาจึงใช้ธาตุแสงรักษาให้ แล้วเดินทางกันต่อ


            ใช้เวลาอีกสองวันก็เดินทางถึงเมืองหลวง หลินซานหยางพาทุกคนไปพักที่โรงเตี้ยม เมื่อเก็บสัมภาระเรียบร้อย จึงพากันออกมาเดินเล่นพักผ่อน ตอนนี้ในเมืองประดับประดาอย่างสวยงาม เตรียมงานฉลองฤดูเพาะปลูกที่จะมาถึงในอีกสองวัน บ้านทุกหลับประดับโคมสวยงาม และดอกไม้นานาพรรณ สีสันสดใส มองไปทางใดก็มีแต่บรรยากาศของงานรื่นเริง


            “เมืองหลวงนี่ครึกครื้นดีจังนะขอรับท่านพี่” จิ่นหยางเอ่ยอย่างตื่นเต้น


            “ที่นี่กำลังจะมีงานฉลองบรรยากาศเลยคึกคักเป็นพิเศษ เราไปดูทางนั้นกันเถอะ” จิ่นฮวาบอกน้องชาย แล้วลากไปดูร้านนั้นร้านนี้อย่างสนุกสนาน แม้นางจะจะโตมาในเมืองหลวง แต่นางไม่เคยออกจากจวนแม้แต่ครั้งเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวงานฉลองแบบนี้


            จิ่นฮวาจูงมือน้องชายเดินเล่นในตลาดอย่างสนุกสนาน โดยมีบิดามารดาเดินตาม และภูติน้อยทั้งสอง ก็บินสำรวจร้านนั้นร้านนี้อย่างสนุกสนานเช่นกัน บ่าวทั้งสองเดินตามหลังพวกเขามาห่างๆ เพื่อคอยช่วยถือของ

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาบุปผาข้ามภพ ที่คุณอ่าน