ตอนที่ 25 ดวงตาสีเงิน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินจู่ๆ ก็ถูกชมว่ามีพร์ เขาก็ทำตัวไม่ถูก มือน้อยยกขึ้นมาเกาท้ายทอยด้านหลังอย่างเขินๆ
“ผมไม่รู้ว่าตัวเองนอกจากหล่อแล้วยังมีพร์อีกด้วย”
คำพูดนี้แทบจะทำให้ชายชราต้องเหลือบตามองบน ภายในใจของเขาคิดว่าเด็กคนนี้ค่อนข้างหลงตัวเองอย่างน่าประหลาด
แต่ช่างเธอยังไงเขาก็มีแววที่จะเป็อัจฉริยะ
‘มีอัจฉริยะคนไหนบ้างเล่าที่ไม่ประหลาด เขาก็แค่ประหลาดในการหลงใหลหน้าตาของตัวเองเท่านั้น แต่ก็หวังว่าทางด้านวิชาการเขาจะยอดเยี่ยมสมเป็อัจฉริยะ’ ศาสตราจารย์ออสตินคิดในใจ
ชายชราถอนหายใจออกมาแล้วเอ่ย “เอาเป็ว่าเธอใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบเถอะ หลังจากนั้นฉันจะสอนวิชารูนศาสตร์พื้นฐานให้เธอเอง เพราะวิชานี้ไม่สามารถเรียนรู้จากการอ่านหนังสือได้”
เมอร์ลินกระชับหนังสือเล่มหนาในมือแล้วเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ “ครับ”
ศาสตราจารย์พยักหน้าและมองความมุ่งมั่นของเด็กน้อยอย่างชื่นชม ก่อนที่จะเดินออกจากห้องสมุดไป
ในตอนแรกเขาคิดจะพาเมอร์ลินไปลงทะเบียนเป็พลเมืองภายในไม่กี่วันนี้ อย่างไรก็ตามเขานั้นเป็ถึงอดีตศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยวินเซน ซึ่งเป็มหาวิทยาลัยระดับท็อปสามของประเทศออโรร่า
หากบุตรบุญธรรมอายุสิบขวบของเขาไม่มีความรู้อะไรเลย แถมยังไม่ได้เข้าเรียนการศึกษาพื้นฐานเหมือนเด็กคนอื่นๆ เื่นี้นับว่าเป็เื่ที่น่าหัวเราะแล้ว
หากเขาไม่ได้รับเมอร์ลินเป็บุตรบุญธรรมเื่นี้อาจจะไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้นั้นต่างออกไป
ลูกชายของศาสตราจารย์มหาวิทยาวินเซน ต่อให้ไม่เข้าเรียนโรงเรียนพื้นฐานก็ต้องมีความรู้ในระดับโฮมสคูล
ใช่แล้ว ศาสตราจารย์ออสตินสามารถอ้างเื่โฮมสคูลในการลงทะเบียนได้
...
หลังจากที่ศาสตราจารย์ออสตินเดินออกไป เมอร์ลินก็นั่งลงบนโซฟาที่เปิดโคมไฟเอาไว้
เขานั่งลงแล้วเปิดพลิกหนังสือประวัติศาสตร์หน้าแรก แล้วเขาก็ได้พบกับชื่อที่เขาคุ้นเคย
“เพลโต จ้าวแห่งเวทยาศาสตร์ หรือบิดาแห่งเวทยาศาสตร์ พวกนี้เป็ฉายาของเขาหรอ?”
เมอร์ลินเริ่มอ่านหนังสือหน้าแรก
แต่แล้ว ...
จู่ๆ ก็เกิดอาการผิดปกติในดวงตาสีเงินของเขา
ดวงตาสีเงินคู่นั้นฉายแววตาประหลาดสว่างวาบ ซึ่งความสว่างนี้ไม่ได้แสดงออกมาโดยตรง แต่มันกลับเป็ความรู้สึกที่มีเพียงเมอร์ลินเท่านั้นที่ััได้
“เกิดอะไรขึ้น?” เมอร์ลินกล่าวขึ้นมาอย่างใ เมื่อจู่ๆ ความรู้จากหนังสือหน้าแรกก็แล่นเข้าสู่หัวสมองของเขา ทั้งๆ ที่เขาเพียงแต่ปลายตามองพวกมันเท่านั้น
เขายังไม่ได้เริ่มอ่านมันเลยด้วยซ้ำ แต่ความรู้เ่าั้กลับพุ่งเข้าไปในหัวและจดจำได้อย่างแม่นยำ
ด้วยความใเมอร์ลินรีบกวาดตามองตัวหนังสือของหน้าแรกที่อยู่ตรงหน้า
ปรากฏว่าทุกถ้อยคำ ทุกประโยค ทุกตัวอักษรที่อยู่ข้างในนั้นเมอร์ลินกลับสามารถจดจำและทำความเข้าใจมันได้ทั้งหมดแล้ว
“เป็ไปได้ยังไงกัน?”
เมอร์ลินวางหนังสือลงแล้วรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้โซฟา
เขาเดินออกจากห้องสมุดและกำลังจะตรงไปที่ห้องน้ำ
“อ้าว เกิดอะไรขึ้นหรอ?” ศาสตราจารย์ออสตินที่อยู่ห้องโถง ซึ่งเป็หน้าห้องของห้องสมุดพลันเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะทำงานและเอ่ยถาม
เมอร์ลินยิ้มและตอบกลับไปว่า “เอ้อไม่มีอะไรครับ ผมแค่อยากเข้าห้องน้ำ”
“อืม”
เด็กน้อยรีบเข้าห้องน้ำแล้วตรงไปที่กระจกบานใหญ่ทันที
เขาส่องกระจกมองใบหน้าของตนเอง แน่นอนจุดที่เขาจ้องมองที่สุดย่อมเป็ดวงตาสีเงินคู่นี้
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าที่ฉันมีพร์ดวงตาแห่งรูนจะเป็เพราะดวงตาคู่นี้” เมอร์ลินอดที่จะสงสัยไม่ได้
เดิมทีเขาไม่ได้มีสีผมและสีของดวงตาเป็สีเงินเช่นนี้ เมื่อเกิดเื่ประหลาดขึ้นเขาก็อดที่จะคิดถึงพวกมันไม่ได้
“มันจะต้องเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของฉันในตอนนั้นแน่”
เมอร์ลินเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่เขาตกจากสะพานแล้วจ้องมองการปะทะกันของแสง แน่นอนว่าเขามองเห็นสัญลักษณ์ประหลาดสีเงินในเหตุการณ์นั้น ซึ่งในตอนนี้เขาแน่ใจว่ามันจะต้องเป็รูนอย่างหนึ่ง
มันคือรูนอะไรกัน?
ทำไมมันถึงทำให้เขารอดจากความตายและเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแบบนี้?
“ฉันไม่ควรบอกเื่นี้กับใคร” เมอร์ลินเอ่ยพึมพำ
หลังจากที่พูดคุยกับศาสตราจารย์ออสตินเขาก็พบว่ามิติสะพานข้ามดินแดนนั้นเป็เหมือนตำนานและเป็สถานที่ต้องห้าม แต่สิ่งที่เป็เื่ต้องห้ามมากกว่านั้นอาจจะเป็เหตุการณ์การปะทะของแสงในตอนนั้น ซึ่งเขาไม่ได้เล่ารายละเอียดของเื่นี้ให้กับชายชราไป
หากคนที่รู้ไม่ใช่ศาสตราจารย์ออสติน บางทีผลลัพธ์อาจจะไม่ได้ดีแบบนี้
เพราะหลังจากเพียงแค่อ่านหน้าแรกของประวัติเวทมนตร์ เมอร์ลินก็ได้รู้ถึงความแค้นระหว่างสองดินแดน
เมอร์ลินไม่สามารถหาคำตอบได้เพียงแค่การจ้องมองดวงตาสีเงินคู่นี้ หลังจากตั้งสติได้เขาก็กลับเข้าไปในห้องสมุดแล้วนั่งอ่านหนังสือต่อ
ไม่สิ ... สิ่งที่เขาทำจะเรียกว่าอ่านหนังสือได้รึป่าวนะ
เพียงแค่กวาดผ่านสายตาของเขาออกไป เขาก็สามารถจดจำและเข้าใจเนื้อหาของทั้งหน้าได้แล้ว
ดังนั้นการอ่านหนังสือของเมอร์ลินจึงรวดเร็วมาก เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคนธรรมดา สิ่งที่เขาทำในตอนนี้ก็คือการพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ เท่านั้น
เพียงเวลาไม่นานหนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์หลายร้อยหน้าก็ถูกเมอร์ลินอ่านจนหมด
แล้วตอนนั้นเองเขาก็ได้รับรู้ว่าดินแดนเวทมนตร์กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นมีความแค้นลึกล้ำเพียงใด
มันกระทั่งเกิดมหาาขึ้นนับสิบครั้ง ก่อนที่ครั้งสุดท้ายคนของดินแดนเวทมนตร์จะอพยพตัวเองออกจากที่นั่นแล้วค้นหาดินแดนใหม่ซึ่งเป็ดินแดนเวทมนตร์ในปัจจุบันนี้
อีกทั้งการเดินทางข้ามผ่านทะเลนั้นก็ไม่ง่ายเลย เพราะทะเลก็เป็สถานที่ที่อันตรายเช่นกัน
ซึ่งนอกจากดินแดนเวทมนตร์และดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว เมอร์ลินยังได้รู้ว่ามันยังมีอยู่อีกสองขั้วอำนาจ นั่นก็คือปีศาจและอสูร
“ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่ประวัติศาสตร์เวทมนตร์ก็ยังไม่สามารถค้นหาเวทมนตร์ที่แท้จริงได้ เวทมนตร์โบราณยังถูกศาสนจักรกล่าวหาว่าเป็พลังของปีศาจ พลังปีศาจที่ผุดขึ้นมาจากใต้พิภพทำให้แม้แต่นักบวชก็ยังกลายเป็ปีศาจ สัตว์ธรรมดากลายเป็อสูร มิหนำซ้ำพวกมันยังสามารถวิวัฒนาการจนสร้างเป็หายนะได้ ... ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งฉันจะได้มารับรู้เื่ที่น่าเหลือเชื่อเหล่านี้ รวมถึงเื่ที่แท้จริงแล้วศาสนจักรถูกแบ่งออกเป็ฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้อีกด้วย” เมอร์ลินกล่าวอย่างทึ้งๆ เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบ
สิ่งที่ทำให้เขาช็อคที่สุดก็คือแม้แต่ศาสนจักรที่ยิ่งใหญ่ก็ยังมีความแตกแยก
หากเขายังอยู่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้นเขาคงไม่รู้เื่ราวความศรัทธาที่ถูกแบบออกไปสองฝั่งแบบนี้