"เอาของมาหรือเปล่า?"
ฉินเย่เปิดฉากสนทนาอย่างตรงไปตรงมาทันทีที่พบกัน
ใบหน้าที่เคยบวมของหลิ่วซวงก่อนหน้านี้ เกิดจากการที่เธอไปัักับกลิ่นอายของสิ่งชั่วร้าย จนทำให้ตัวเองอยู่ในสภาพครึ่งคนครึ่งผี และต้นเหตุของเื่ทั้งหมดก็คือหยกชิ้นนั้น
หลิ่วซวงพยักหน้าอย่างจริงจัง
เธอหยิบถุงผ้าไหมขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋าสะพายสีชมพู รอบถุงพันไว้ด้วยด้ายทองตามวิธีที่ฉินเย่บอกไว้
ั้แ่ถอดหยกโบราณชิ้นนี้ออกและเก็บมันไว้ ความรู้สึกไม่สบายตัวของเธอก็หายเป็ปลิดทิ้ง ร่างกายกลับมาสดชื่นมีชีวิตชีวา และสุขภาพก็ฟื้นฟูกลับมาเป็ปกติ
"ถ้าไม่รังเกียจ ผมขอตรวจดูหน่อย"
"ค่ะ..."
จากนั้น ฉินเย่ก็เอื้อมมือไปประคองแก้มของหลิ่วซวงโดยไม่ได้ลังเล
หลิ่วซวงหน้าแดงระเรื่อ แต่เธอก็ไม่ได้ขัดขืนการกระทำที่ใกล้ชิดขนาดนี้ของฉินเย่ เพราะหาก 'โรค' ของเธอยังไม่หายขาดจริง ๆ มันอาจจะกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้
เมื่อสบตากัน ใบหน้าที่เคยขาวนวลของหลิ่วซวงก็ร้อนผ่าวและกลายเป็สีแดงจัดราวกับลูกเชอร์รี่ที่สุกงอม เธอแสดงท่าทางเอียงอายออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนฉินเย่ที่มีวุฒิภาวะมากกว่าและมีความคิดที่ตรงไปตรงมา กลับจดจ่ออยู่กับการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสีหน้าหลิ่วซวง และเขายังได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกุหลาบจากตัวเธอด้วย
หลังจากยืนยันว่าหลิ่วซวงปกติดีทุกอย่างแล้ว
ฉินเย่จึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกล่าวว่า "จี้หยกพระสังกัจจายน์ด้านมืดชิ้นนั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณควรจะสวมใส่ ต่อให้เป็คนที่มีดวงแข็งแค่ไหนก็ใช่ว่าจะต้านทานมันได้"
นับประสาอะไรกับหลิ่วซวงที่เป็เพียงหญิงสาวบอบบางคนหนึ่ง
ครั้งนี้ที่รักษาชีวิตไว้ได้โดยไม่เจอเคราะห์ร้ายรุนแรง ถือว่าดวงแข็งมากแล้ว!
เมื่อพูดถึงจี้หยกชิ้นนี้ หลิ่วซวงก็หน้าซีดลงทันที เธอรีบยัดถุงผ้าไหมที่บรรจุจี้หยกพระสังกัจจายน์ด้านมืดใส่มือฉินเย่ "อาจารย์ฉิน คุณช่วยจัดการสิ่งนี้ได้ไหมคะ!"
ของชิ้นนี้มันน่ากลัวเกินไป ต่อให้เป็ของที่มีมูลค่ามหาศาลแค่ไหนเธอก็ไม่กล้าเก็บไว้ใกล้ตัวอีกแล้ว
"อืม ผมจะจัดการจี้หยกชิ้นนี้ให้คุณเองได้"
ฉินเย่ถือจี้หยกพระสังกัจจายน์ด้านมืดไว้ในมือ พลางนึกถึงนโยบายของร้านที่เน้นการบริการที่ครบวงจร รวมถึงบริการหลังการขายในการประเมินสมบัติ
"รับเงินเขามา ก็ต้องช่วยขจัดปัดเป่าเคราะห์ภัยให้ นี่คือหลักการอันดีงามที่ร้านของผมยึดถือมาโดยตลอด"
"แต่... จี้หยกพระสังกัจจายน์ด้านมืดชิ้นนี้มีมูลค่าสูงมาก หากคุณจะให้ผมจัดการจริง ๆ ผมก็ไม่อยากจะโกงคุณ ผมให้คุณเท่านี้"
ฉินเย่ใช้นิ้วทำสัญลักษณ์ : หนึ่งแสน
"ไม่ค่ะ ไม่ อาจารย์เป็คนช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันจะรับเงินได้อย่างไรคะ"
หลิ่วซวงรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
แม้ว่าจี้หยกนี้จะมีมูลค่าสูง แต่เธอก็ได้รับมันมาจากคนอื่นโดยที่ไม่ได้ลงทุนอะไรเลย แล้วจะกล้าแสวงหากำไรจากเื่นี้ได้อย่างไร มโนธรรมในใจของเธอไม่อาจยอมรับได้
"คุณอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธเลย ให้ผมควักเงินแสนออกมาในตอนนี้ผมก็ทำไม่ได้หรอก เอาแบบนี้แล้วกัน... ผมจะให้คุณก่อนห้าหมื่นหยวน ส่วนที่เหลือผมจะผ่อนจ่ายให้"
"ถ้าคุณไม่ตกลง ผมก็คงช่วยอะไรไม่ได้ คุณก็ไปหาทางจัดการจี้หยกพระสังกัจจายน์ด้านมืดชิ้นนี้เอาเองเถอะ"
ฉินเย่ยึดมั่นในหลักการดำเนินชีวิตที่ว่า วิญญูชนรักทรัพย์สินแต่ต้องได้มาอย่างถูกต้อง
จี้หยกพระสังกัจจายน์ด้านมืดชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้สวมใส่ แต่มันก็ไม่อาจปฏิเสธมูลค่าในตัวของมันเองได้
การซื้อมาในราคาหนึ่งแสนหยวน ถือเป็การลงทุนที่มีแต่ได้กับได้
"เอ่อ... ก็ได้ค่ะ" หลิ่วซวงพูดอย่างลำบากใจ
เธอไม่คิดเลยว่าจี้หยกที่นำพาเคราะห์ร้ายมาให้ จะมีมูลค่าในฐานะโบราณวัตถุสูงขนาดนี้
"ขอแอดเพื่อนหน่อย"
ฉินเย่หยิบโทรศัพท์ออกมาสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อนของหลิ่วซวง
เงินห้าหมื่นหยวนถูกโอนเข้าบัญชีทันที หลิ่วซวงรู้สึกอบอุ่นในใจ เธอไม่คิดว่าอาจารย์ตรงหน้าที่ดูหนุ่มแน่นอายุเพียงยี่สิบห้าหกปี จะมีความสามารถถึงเพียงนี้
มีเพียงฉินเย่ที่มองยอดเงินคงเหลือในบัญชี : 250 หยวน แล้วรู้สึกอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เพราะเงินที่เพิ่งหามาได้หายวับไปในพริบตา
"ไว้ผมมีเงินเมื่อไหร่ จะรีบเอาอีกห้าหมื่นที่เหลือให้คุณทันที"
เขายังคงให้คำมั่นสัญญากับหลิ่วซวง
ร้านขายของเก่า ไม่เคยโกงเด็กหรือคนชรา
หลิ่วซวงส่งยิ้มให้ ต่อให้อาจารย์ฉินจะไม่จ่ายเงินส่วนที่เหลือเธอก็จะไม่ทวงถาม เพราะเงินก้อนนี้ถือเป็ลาภลอยสำหรับเธออยู่แล้ว
แถมอาจารย์ฉินยังช่วยชีวิตเธอไว้อีก ชีวิตของเธอมีค่ามากกว่าเงินห้าหมื่นหยวนนัก
"คนที่ให้จี้หยกพระสังกัจจายน์ด้านมืดชิ้นนี้กับคุณ ทางที่ดีอย่าไปยุ่งกับเขาอีกเลย ผมเกรงว่าเขาจะคิดร้าย"
ฉินเย่เตือนด้วยความหวังดี
พวกที่ไปปล้น 'บ้านคนตาย' มานั้น มีที่มาไม่แน่ชัด ต่อให้ของที่ได้มาจะมีมูลค่าสูงแค่ไหน ระดับความเสี่ยงก็จะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย หากไปแตะต้องเข้าก็เหมือนกับการหาเื่ใส่ตัว
ถ้าจะพูดตามคำโบราณ ทรัพย์ที่ไม่เป็ธรรมย่อมไหลออกไปเหมือนสายน้ำ
"พี่ใหญ่สายเปย์ที่ส่งหยกให้ฉัน ่นี้ติดต่อไม่ได้เลยค่ะ ปิดเครื่องตลอด ฉันเองก็หาตัวเขาได้ยากแล้ว" หลิ่วซวงพูดด้วยสีหน้าจนใจ
เธอเองก็อยากจะถามพี่ใหญ่คนนั้นเหมือนกันว่า ทำไมถึงส่งของที่เป็อันตรายแบบนี้มาให้เธอ
"คนประเภทนี้ เลี่ยงได้เป็ดีที่สุด"
"อาจารย์ฉิน หลิ่วซวงขอน้อมรับคำสอนค่ะ"
"ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น เรียกผมว่าฉินเย่ก็ได้"
ฉินเย่คุยกับหลิ่วซวงไปจนถึง่เย็น หลิ่วซวงยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะขอเลี้ยงมื้อค่ำฉินเย่เพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้ และร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน
"ไปที่โรงแรมเทียนเยว่กันเถอะค่ะ"
หลิ่วซวงเสนอ เพราะที่นั่นเป็โรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองหลินเจียง และยังเป็ธุรกิจในเครือของบริษัทตี้หาวกรุ๊ป ผู้นำด้านธุรกิจอาหารอีกด้วย
ชื่อโรงแรมนี้ฟังดูคุ้นหูอยู่บ้าง
ชาวเน็ตที่ชื่อเทียนเซี่ยคนนั้น เหมือนจะนัดพบกับเขาที่โรงแรมเทียนเยว่พอดี
"ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่เกรงใจแล้วกัน"
ฉินเย่เหลือบมองเวลา ตอนนี้เพิ่งจะหกโมง ยังถือว่าเร็วอยู่ ก็นับว่าเป็การเดินทางไปตามเส้นทางเดียวกันพอดี
ที่ชั้นหนึ่งของโรงแรมเทียนเยว่
หลิ่วซวงพลิกดูเมนูอาหาร พลางสอบถามรสชาติที่ฉินเย่ชอบ
"ตามแต่เ้าภาพเลยครับ"
ฉินเย่เป็คนกินง่าย ๆ มีอะไรก็กินอันนั้น
จากนั้นเขาเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเสริมว่า "อ้อ อีกอย่าง คุณเพิ่งจะัักับจี้หยกพระสังกัจจายน์ด้านมืดมา ภายในหนึ่งสัปดาห์นี้ต้องงดของคาวและห้ามกินเนื้อสัตว์นะ"
เขาตั้งใจจะให้หลิ่วซวงหลีกเลี่ยงกลิ่นคาวเื
ไม่อย่างนั้นร่างกายในอนาคตอาจจะมีผลข้างเคียงหลงเหลืออยู่บ้าง เช่น อาการกระหายเืหรือนอนหลับลึกเกินไป
เกี่ยวกับผลกระทบของจี้หยกพระสังกัจจายน์ด้านมืดที่มีต่อคนธรรมดา บันทึกพันปีหัวเซี่ยได้บันทึกเอาไว้หมดแล้ว
"งะ... งั้น อาจารย์ฉินจะทานมังสวิรัติเป็เพื่อนฉันไหมคะ?"
หลิ่วซวงรู้สึกเกรงใจขึ้นมา
เธอเป็คนชอบกินเนื้อสัตว์ ถ้ามีอาหารจานเนื้อหอม ๆ วางอยู่ตรงหน้า เธอเกรงว่าตัวเองจะห้ามใจไว้ไม่ไหว
หลิ่วซวงหน้าแดงระเรื่อ เม้มปากพลางกล่าวว่า "อาจารย์ฉิน ไว้ผ่านไปสักพัก ฉันค่อยเลี้ยงอาหารชุดใหญ่คุณนะคะ"
การเลี้ยงอาหารมังสวิรัติมันดูจะธรรมดาเกินไปหน่อย
"ไม่เป็ไร ผมเองก็ชอบทานมังสวิรัติเหมือนกัน..."
ในตอนนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายจากโต๊ะข้าง ๆ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะคำพูดของฉินเย่
ฉินเย่เงยหน้าขึ้นมองโดยไม่ตั้งใจ และเห็นชายหนุ่มสองสามคนสวมเสื้อลายดอกไม้กำลังทำท่าทางโกรธจัด
พวกเขาชี้นิ้วด่าทอพนักงานเสิร์ฟ "ฉันบอกไปแล้วไงว่า้าห้องวีไอพีชั้นสอง พวกแกมันพวกกินแรงคน ทำงานกันยังไง ไปเรียกหัวหน้าพวกแกมาหาฉันเดี๋ยวนี้!"
พูดจบเขาก็คว้าขวดเบียร์เขียว ๆ ขึ้นมาแล้วขว้างใส่พนักงานเสิร์ฟทันที
เพล้ง
โชคดีที่พนักงานเสิร์ฟกรีดร้องและหลบได้ทัน ขวดเบียร์จึงพุ่งไปแตกที่ข้างเท้าของฉินเย่แทน น้ำเบียร์และเศษแก้วกระเด็นไปทั่ว ลูกค้าที่อยู่รอบ ๆ ต่างพากันลุกขึ้นยืนด้วยความใ
"คึกคักจริง ๆ เลยนะ"
ฉินเย่เลิกคิ้วหนาขึ้น แววตาฉายแววไม่พอใจ เขาอุตส่าห์มาทานอาหารในโรงแรมหรูขนาดนี้ แต่กลับต้องมาเจอพวกไร้การศึกษาแบบนี้ ช่างโชคร้ายจริง ๆ
"อ้าว ไอ้ฉินเย่ แกก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ?"
เมื่อขว้างขวดพลาด พวกนั้นก็สังเกตเห็นฉินเย่ และเดินเข้ามาทักทายอย่างเป็กันเอง
"แกติดหนี้พี่เหลียงตั้งเจ็ดแสน ยังกล้ามากินในโรงแรมหรูระดับนี้อีกนะ"
"โฮ่ นี่ไปอ่อยลูกสาวเศรษฐีบ้านไหนมาล่ะ? กะจะเกาะผู้หญิงกินไปทั่วเลยงั้นเหรอ?"
ชายสวมเสื้อลายดอกพวกนั้นเลิกสนใจพนักงานเสิร์ฟที่ยืนบื้อด้วยความใ แล้วตรงดิ่งมาหาฉินเย่แทน
"อาจารย์ฉิน คุณรู้จักพวกเขาเหรอคะ?" หลิ่วซวงถามพลางกวาดสายตามอง
"หึ ๆ ใครบ้างล่ะที่จะไม่รู้จักขยะสักชิ้นสองชิ้น?" มุมปากของฉินเย่ยกยิ้มขึ้นอย่างเ็า