“นี่ๆปล่อยมือเถอะ ไม่ถอดออกแล้วจะตรวจแผลได้อย่างไร หรือเ้าอยากตายงั้นรึ?” อาจารย์คนหนึ่งเกลี้ยกล่อมพลางดึงอาภรณ์
เหอเทียนเหิงไร้เรี่ยวแรงแทบจะดึงอาภรณ์ตัวเองเอาไว้ไม่อยู่แล้ว เขาจึงฝืนะโส่งเสียงดังว่า “เ้าสำนัก! ช่วยข้าด้วย! คนของท่านจะแก้ผ้าข้าแล้ว!”
หลังเสียงะโนั้นเปล่งออกมาผู้คนตกตะลึงอึ้งไปครู่ใหญ่ “อ่า...”
บรรดาอาจารย์ที่กำลังดึงอาภรณ์ล้วนชะงักงันกันถ้วนหน้าสักพักไม่รู้ใครส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเป็คนแรก “ฮ่าๆๆๆ...”
ทำให้คนอื่นๆหัวเราะตาม “ฮ่าๆๆๆ...”
เสียงหัวเราะจึงดังขึ้นเรื่อยๆ“ฮ่าๆๆๆ...”
บรรดาอาจารย์ทั้งหลายที่กำลังยื้อยุดอาภรณ์กับคนเจ็บก็กลั้นขำไม่ไหวพวกเขาปล่อยมือจากอาภรณ์แล้วกุมท้องตัวเองเปล่งเสียงหัวเราะจนตัวงอเลยทีเดียว“ฮ่าๆๆๆ...”
เหอเทียนเหิงอับอายจนหน้าแดงก่ำสองมือดึงรั้งอาภรณ์ตัวเองเอาไว้แน่นยิ่ง สองตากวาดมองผู้คนที่อยู่รอบๆ ตัวเองอย่างอับอายปนโกรธลูกตาเขาถลึงมองคนเ่าั้ราวกับจะฟาดฟันคนพวกนั้นให้ตกตายแต่พอสายตาเขากวาดไปถึงสตรีที่ช่วยประคองเขามา เขาเห็นนางปิดปากหัวเราะเสียงเบาความโกรธไม่รู้หายไปทางไหนแล้ว เหลือแต่ความอายที่พุ่งขึ้นสูงพุ่งขึ้นเสียจนเขาอยากเหินลอยหนีไปเสียเลย แต่ว่าเขาก็ไม่มีแรงจะเหินลอยแล้วจึงได้แต่นอนหน้าแดงก่ำอยู่บนตั่งยาว
เ้าสำนักก้าวเข้ามาในห้องโถง ได้ยินเสียงหัวเราะก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยเมื่อกี้เขาเหมือนจะได้ยินเสียงะโแว่วๆแต่ก็ไม่ทันฟังว่าเสียงะโนั้นะโว่าอะไร เขาผลักไหล่คนที่ยืนขวางหน้าออก“พวกเ้าหลีกไป หลีกไป”
ผู้คนที่ถูกผลักไหล่รีบหันไปมองอย่างคิดจะเอาเื่แต่พอเห็นว่าเป็ท่านเ้าสำนักคำพูดที่กำลังจะเอ่ยด่าก็พลันกลืนกลับลงท้องไปทันควันเท้ารีบก้าวหลบเปิดทางให้อย่างว่องไว มือก็กุมขึ้นมาคารวะอย่างไวยิ่ง“ท่านเ้าสำนัก”
คนอื่นๆได้ยินเสียงก็หันไปมองแล้วพากันกุมมือคารวะตามเป็ทิวแถว “ท่านเ้าสำนัก”
เสียงหัวเราะพลันเงียบลงทันทีผู้คนแหวกหลบเป็ช่อง เ้าสำนักรีบเดินก้าวไปดูคนเจ็บ เมื่อเห็นหน้าคนผู้นั้นเขาก็รีบกุมมือทักทาย “ท่านเหอเทียนเหิงนี่เอง”
ผู้คนเห็นเ้าสำนักกุมมือคารวะคนเจ็บผู้นั้นก็พากันเงียบไปแม้แต่เ้าสำนักยังคารวะเขาอย่างฐานะเท่าเทียมกันคาดเดาได้ทันทีว่าฐานะของคนเจ็บผู้นั้นย่อมสูงส่งยิ่ง
“เ้าสำนัก”เหอเทียนเหิงปล่อยมือจากอาภรณ์ตัวเองกุมมือคารวะตอบพลางเอ่ยคล้ายจะฟ้องว่า “ข้าเกือบจะถูกพวกเขาจับแก้ผ้าแล้วไยท่านจึงมาช้านักเล่า!”
เ้าสำนักมุมปากกระตุกทีหนึ่งกวาดตามองผู้คนที่อยู่รอบๆ แล้วโบกมือไล่ “ไปๆ ใครมีอะไรก็ไปทำเสียมายืนมุงดูแขกใช้ได้ที่ไหน!”
ผู้คนจึงแยกย้ายกันไปทันทีเหลือเพียงอาจารย์ทั้งหลายที่อยากใช้โอกาสนี้เพิ่มประสบการณ์ในการรักษาคนของตัวเองให้สูงขึ้นพวกเขายังคงยืนอยู่ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
เหอเทียนเหิงเห็นผู้คนแยกย้ายกันไปแล้วจึงผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งเขม็งเมื่อครู่ลง“เฮ้อ...”
แต่เมื่อยังเห็นบรรดาอาจารย์ยังไม่แยกย้ายกันไปเขาจึงเอ่ยปากไล่น้ำเสียงแหบระโหยว่า “เหตุใดพวกเ้ายังไม่ไปอีกเล่า?”
“พวกเราต้องรักษาท่านอย่างไรล่ะ”อาจารย์คนหนึ่งบอก พลางทำหน้าทำตาราวกับว่าพร้อมจะเป็ลูกมือให้ท่านเ้าสำนักขอเพียงท่านเ้าสำนักสั่งอะไรมา เขาก็พร้อมจะทำตามคำสั่งทุกอย่างแล้ว
เหอเทียนเหิงจึงหันไปมองเ้าสำนักพลางเอ่ยว่า“ท่านให้พวกเขาไปเสีย ท่านรักษาข้าคนเดียวก็พอแล้ว”
“ได้ๆ”เ้าสำนักรับปากพลางมองบรรดาอาจารย์เอ่ยไล่ว่า “พวกท่านมีอะไรทำก็ไปทำเถอะ”
“ไม่มีขอรับ”อาจารย์คนหนึ่งบอก เขาไม่มีอะไรที่ต้องทำเร่งด่วนในตอนนี้จึงอยากอยู่ดูการรักษาทำให้เ้าสำนักหน้ากระตุกทีหนึ่ง ถลึงตาใส่อาจารย์คนนั้นพลางเอ่ยไล่อีกครั้ง“ไม่มีอะไรจะทำก็ออกไปเถอะ ท่านผู้นี้ข้ารักษาคนเดียวก็พอแล้ว”
บรรดาอาจารย์ถูกไล่เป็ครั้งที่2 จึงพากันกุมมือแล้วรีบถอยออกไปทันที เหอเทียนเหิงเห็นอาจารย์สตรีคนนั้นกำลังจะตามคนอื่นๆออกไปเขารีบยกมือชี้ไปที่นางพลางบอก “ท่านให้นางอยู่ทำแผลให้ข้าก่อน”
“ข้าทำแผลให้ท่านได้”เ้าสำนักบอก เหอเทียนเหิงบอก “นางคงมือเบากว่าท่าน ให้นางทำแผลให้ข้าเถอะ”
“วะ! ยังจะเื่มากอีก” เ้าสำนักด่า 1 ประโยค เหอเทียนเหิงแย้งเสียงแข็ง“ท่านมือหนัก สตรีย่อมมือเบากว่าท่าน”
“เฮอะ! แล้วไยเมื่อก่อนท่านไม่ให้สตรีทำแผลให้เล่ามีแต่ข้านี่แหละที่ทำแผลให้ท่านมาตลอด” เ้าสำนักด่าอีกครั้ง เหอเทียนเหิงโต้แย้ง“ก็สตรีเ่าั้กลิ่นฉุนเกินไปนี่นา ข้าได้กลิ่นแล้วเวียนหัว”
“เฮอะเื่มากจริง มิน่าจนป่านนี้ท่านถึงยังไม่แต่งงานเสียที สมควรแล้วๆ”เ้าสำนักด่าอีกเขาหันไปมองอาจารย์เฉินที่เดินรั้งท้ายกำลังจะพ้นประตูห้องโถงออกไปแล้วเขาจึงร้องเรียก “อาจารย์เฉิน ท่านอยู่ช่วยข้าก่อน”
“หา”เฉินรุ่ยฟางหันไปมองเ้าสำนักพลางอ้าปากน้อยๆ อย่างงุนงงเ้าสำนักจึงบอกพลางกวักมือ “มาๆ ท่านอยู่ช่วยข้าก่อน”
เ้าสำนักเห็นนางยังไม่ก้าวเท้ามาเขาจึงบอกว่า “ไหนๆ อาภรณ์ท่านก็เปื้อนเืไปแล้วอย่างไรก็คงไม่ต้องกลัวเปื้อนอีกกระมัง”
พอได้ยินเหตุผลที่เขาพูดเฉินรุ่ยฟางจึงเดินกลับไปที่ข้างตั่ง เ้าสำนักจึงลงมือตรวจาแเฉินรุ่ยฟางยืนดูอยู่ข้างๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ
“ไปสู้กับใครมา?”เ้าสำนักถามพลางตรวจาแไปด้วย เหอเทียนเหิงตอบเสียงแ่ “พวกมารน่ะ”
“หือ?”เ้าสำนักเลิกคิ้วขึ้น เหอเทียนเหิงจึงเล่าว่า “ข้าไปเจอพวกมันล้ำแดนเข้ามา 20กว่าคน ข้าจึงสู้กับพวกมัน”
“โอ! 20 กว่าคนเชียว” เฉินรุ่ยฟางอุทานอย่างใเหอเทียนเหิงเห็นนางตกอกใจึงรีบบอก “ข้าฆ่าพวกมันตายหมดแล้ว แม่นางไม่ต้องกลัวพวกมันไม่อาจเข้ามาถึงที่นี่ได้หรอก”
เฉินรุ่ยฟางจึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเ้าสำนักแค่นเสียงเยาะ “เฮอะ! มารแค่ 20กว่าคนทำให้ท่านาเ็ได้ เห็นทีฝีมือท่านตกไปกระมัง”
“ข้าฝีมือตกที่ไหนกันในกลุ่มนั้นมีองค์ชายมาร 2 คน ข้าถูกพวกมันรุม เจ็บแค่นี้ก็ดีแล้ว หากเป็ท่านคงตายแน่นอน” เหอเทียนเหิงเยาะเย้ยกลับไป เ้าสำนักหน้ากระตุกยึกๆอย่างเถียงไม่ออก ก็ใช่ หากเป็เขาเอง เจอกับระดับองค์ชายมารคนหนึ่งก็เต็มกลืนแล้วเพราะเขาไม่ได้ฝึกฝนด้านการต่อสู้นี่นา เขาฝึกด้านการหลอมโอสถต่างหากจะให้ไปสู้รบกับใคร เขาย่อมฝีมือเป็รองจริงๆ แต่ถ้าเป็เื่หลอมโอสถหากเขาบอกว่าตัวเองเป็ที่สอง ย่อมไม่มีใครกล้าเป็ที่หนึ่งแน่นอน!
อ่อแต่ถ้าเป็การหลอมโอสถประหลาดๆ เขาขอยอมแพ้ให้เทพโอสถทันทีใครใช้ให้เทพโอสถผู้นั้นมุ่งมั่นด้านการหลอมโอสถประหลาดๆ กันล่ะเื่ที่สู้ไม่ได้ เขาก็ยอมรับโดยดี
ขณะที่คุยกันอาภรณ์บนตัวเหอเทียนเหิงก็ถูกถอดออกไปจนเหลือเพียงกางเกงที่ขาดเป็รอยยาวหลายรอยเ้าสำนักก็จัดการรักษาแผลบนร่างกายท่อนบนให้เหอเทียนเหิงไปเรื่อยๆเหอเทียนเหิงไม่ร้องสักคำ สีหน้าเขากระตุกยึกๆ เพราะเจ็บแผลแต่ก็ไม่มีเสียงร้องหลุดรอดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวเฉินรุ่ยฟางได้แต่ยืนดูอยู่อย่างนั้นเพราะเ้าสำนักไม่ได้ใช้ให้นางช่วยทำแผลแต่อย่างใดคล้ายกับให้นางมายืนเป็ไม้ประดับอย่างไรอย่างนั้น
จนกระทั่งเ้าสำนักจับขอบกางเกงของเหอเทียนเหิงกำลังจะดึงลงเฉินรุ่ยฟางมองดูแล้วรีบหันหลังให้ทันที นางหน้าแดงก่ำรีบเอ่ยว่า “เอ่อท่านเ้าสำนัก ข้าขอตัวก่อน”
“อาจารย์เฉินจะรีบไปทำไมล่ะ?ข้าจะให้ท่านช่วยทำแผลตรงขานี่” เ้าสำนักถามยิ้มๆแน่นอนว่ารอยยิ้มของเขาย่อมยิ้มเย้ยให้เหอเทียนเหิงเหอเทียนเหิงเองก็รีบจับขอบกางเกงของตัวเองดึงรั้งเอาไว้เฉินรุ่ยฟางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางเดินลิ่วๆ ออกไปจนแทบจะกลายเป็วิ่งอยู่แล้วจะให้นางอยู่ดูบุรุษเปลือยกายได้อย่างไร นางเป็สตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานนะ!
“อาจารย์เฉิน”เ้าสำนักเรียกน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เหอเทียนเหิงถลึงตาใส่เ้าสำนัก“ไม่ต้องเรียกนางแล้ว! ท่านจงใจชัดๆ”
“เมื่อครู่ท่านยังอยากให้นางทำแผลให้อยู่นี่นาไยตอนนี้ไม่้าแล้วล่ะ?” เ้าสำนักถามยิ้มๆ “ไหนว่าข้ามือหนักอย่างไรล่ะให้นางทำแผลที่ขาให้ท่านซิ รับรองว่านางมือเบากว่าข้าแน่นอน”
“เ้าสำนัก!” เหอเทียนเหิงเรียกเสียงแข็งอย่างโมโหเดือดปุดๆเ้าสำนักจงใจแก้แค้นเขาชัดๆ แผลท่อนบนไม่ให้นางช่วยรักษากลับจะให้นางรักษาแผลที่ขา จงใจให้เขาอับอายชัดๆ มันน่าฟันกระบี่ใส่สักที! “ฮึ่ม!”
เ้าสำนักยิ้มเย้ยอย่างได้ใจเ้าแน่จริงก็แก้ผ้าให้นางรักษาซิ ฮ่าๆๆๆ...
“ท่านปล่อยมือได้แล้วนางไปแล้ว” เขาบอกพลางดึงขอบกางเกงลง เหอเทียนเหิงเห็นว่าในห้องโถงไม่มีใครแล้วเขาจึงยอมปล่อยมือจากขอบกางเกง ปล่อยให้เ้าสำนักถอดออกไปหลังจากถอดกางเกงเปื้อนเืตัวนั้นออกไปแล้วเ้าสำนักก็โยนกางเกงตัวนั้นปิดไว้ตรงกลางกายของเหอเทียนเหิงไม่ใช่ว่าเขาเขินอายจนมององคชาติของคนอื่นไม่ได้แต่ว่าเื่อะไรเขาจะต้องมององคชาติของคนอื่นด้วยล่ะ ของเขาก็มีให้มองเหมือนกันเหอะ!
เหอเทียนเหิงนอนนิ่งปล่อยให้เ้าสำนักรักษาาแน้อยใหญ่บนร่างกายจวบจนเ้าสำนักรักษาแผลหมดทุกแผลแล้วจึงหยิบโอสถระดับมหาเทพเม็ดหนึ่งยื่นให้เหอเทียนเหิง“เอ้า กินซะ”
เหอเทียนเหิงรับมาแล้วกินลงไปเ้าสำนักก็หยิบอาภรณ์บุรุษออกมาจากหยกคุนเฉียนยื่นส่งให้ “เอ้า สวมซิ”
เหอเทียนเหิงรับอาภรณ์ชุดใหม่นั้นมาแล้วขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เ้าสำนักก็ช่วยประคองเขาลุกขึ้นอาการเขาาเ็ไม่น้อยเลย ต้องให้อยู่รักษาตัวที่นี่สักเจ็ดแปดวันนั่นแหละเหอเทียนเหิงนั่งแล้วก็หยิบเสื้อมาสวม เขาทนเจ็บแผลขณะขยับเขยื้อนเอาไว้
“เช่นนั้นข้าจะให้คนไปส่งข่าวที่ตำหนักไป๋หยุนล่ะกัน”เ้าสำนักบอก เหอเทียนเหิงส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก คนอื่นล้วนเก็บตัวฝึกฝนกันอยู่ถึงส่งใครไปก็ไม่มีใครออกมาเปิดประตูหรอก”
“อ่องั้นก็ไม่ต้อง” เ้าสำนักเอ่ยแล้วถามว่า “ติ้จวินก็เก็บตัวฝึกฝนด้วยรึ?”
“อืม”เหอเทียนเหิงพยักหน้าตอบเ้าสำนักเห็นเขาใส่เสื้อเสร็จแล้วจึงช่วยประคองเขาลุกขึ้นยืนเหอเทียนเหิงลุกขึ้นยืนแล้วสวมกางเกงอย่างทุลักทุเลเพราะเจ็บแผลเ้าสำนักก็ไม่ได้เรียกใครเข้ามาช่วยใส่อาภรณ์ให้เขาเพราะนิสัยของเหอเทียนเหิงนั้นไม่ชอบให้คนอื่นถูกเนื้อต้องตัวมีเพียงคนสนิทของเขาที่อยู่ในตำหนักไป๋หยุนเท่านั้นที่เขายอมให้แตะเนื้อต้องตัวได้ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้เหอเทียนเหิงใส่อาภรณ์เอง หากไม่ใช่ว่าเขาาเ็แม้แต่ตัวเขาที่เป็ถึงเ้าสำนักโอสถเหอเทียนเหิงก็ไม่ยอมให้แตะเนื้อต้องตัวเช่นกัน คนผู้นี้นิสัยเย่อหยิ่งคล้ายตี้จวินนั่นแหละเขาอยู่รับใช้ใกล้ชิดตี้จวินมานานจนติดนิสัยหลายๆ อย่างมาจากตี้จวินโดยไม่รู้ตัว
“ไปๆข้าพาท่านไปเรือนรับรอง” เ้าสำนักบอกหลังจากเห็นว่าเหอเทียนเหิงสวมอาภรณ์เสร็จแล้วเหอเทียนเหิงพยักหน้า “อืม”
เ้าสำนักจึงยื่นมือไปประคองเขาเดินออกจากห้องโถงเหอเทียนเหิงยอมให้เ้าสำนักช่วยประคองเดินเพราะตอนนี้เขาแทบจะคลานแทนเดินแล้ว
เมื่อส่งเหอเทียนเหิงเข้าเรือนรับรองไปแล้วเ้าสำนักก็สั่งให้บ่าวรับใช้คอยส่งอาหารและโอสถวันละ 3 เวลาทุกวัน
ส่วนเื่อื่นเขากำชับไม่ให้บ่าวรับใช้เข้าไปวุ่นวายไม่เช่นนั้นหากเผลอไปแตะเนื้อต้องตัวเ้าคนหวงเนื้อหวงตัวผู้นั้นเข้าเกรงว่าบ่าวรับใช้คงถูกฆ่าตายแน่แท้
บ่าวรับใช้ได้ยินคำสั่งของท่านเ้าสำนักก็รับคำแข็งขันรวมทั้งข้อห้ามที่ท่านเ้าสำนักกำชับกำชา เขาย่อมไม่อยากตกตายดังนั้นจึงจดจำข้อห้ามไว้ให้ดีๆ เลยทีเดียว “ท่านเ้าสำนักวางใจได้ข้าน้อยจดจำได้ทุกอย่างขอรับ”
“อืมดีๆ” เ้าสำนักวางใจแล้วจึงเดินกลับเรือนตัวเองไปเหอเทียนเหิงก็นอนพักอยู่ในเรือนรับรอง
เฉินรุ่ยฟางกลับถึงเรือนตัวเองนางเห็นเฉินจิ้งเสียนกำลังตั้งอกตั้งใจหลอมโอสถจึงไม่ได้เข้าไปปล่อยให้เขาหลอมโอสถเสร็จก่อนนางค่อยเข้าไปเรือนของนางอยู่ห่างจากห้องโถงรับแขกมากดังนั้นเสียงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่นั่นจึงไม่ดังมาถึงที่นี่เฉินจิ้งเสียนจึงยังไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเขากลับไปเรือนของเขาได้พูดคุยกับศิษย์คนอื่น ก็คงจะรู้เื่ในไม่ช้านี้แหละ
จนกระทั่งเฉินจิ้งเสียนหลอมโอสถเสร็จ เขามองดูโอสถระดับมนุษย์ที่อยู่ในเตาหลอมอย่างพอใจครั้นหันไปมองทางหน้าเรือนก็เห็นอาจารย์ตัวเองกำลังพลิกตากสมุนไพรอยู่เขาจึงรีบหยิบเม็ดโอสถไปอวดทันที “อาจารย์ขอรับ ท่านดูโอสถที่ข้าหลอมซิขอรับ”
เฉินรุ่ยฟางหันไปพลางรับโอสถเม็ดนั้นมาดูแล้วยื่นส่งคืนให้ “ดีมาก เ้าฝีมือดีขึ้นทุกวันอีกไม่กี่ปีก็คงหลอมโอสถเทพออกมาได้แน่นอน”
“ขอรับ”เฉินจิ้งเสียนยิ้มดีใจ รับโอสถคืนมา พลันสายตาก็เห็นสีแดงบนอาภรณ์อาจารย์ “หือ?”
เฉินรุ่ยฟางมองตามสายตาเขาที่จ้องมองคราบเืบนอาภรณ์นางจึงบอก “เปื้อนเืน่ะ”
“เื?”เฉินจิ้งเสียนตกตะลึงงันไปครู่หนึ่ง แล้วก้าวไปจับไหล่นางทั้งสองข้าง“ท่านาเ็หรือขอรับ!?”
“ไม่ใช่ๆเืคนอื่นน่ะ ไม่ใช่เืข้า” เฉินรุ่ยฟางบอกแล้วอธิบายว่า“เป็คนอื่นาเ็แล้วข้าไปเจอเข้าพอดี ข้าจึงช่วยประคองเขาเข้ามาในสำนักน่ะ”
“อ่อดีแล้วๆ ท่านไม่าเ็ก็ดีแล้วขอรับ” เฉินจิ้งเสียนเอ่ยพลางขยับเข้าไปกอดนางเฉินรุ่ยฟางใ “อ่ะ!”
ครู่ต่อมานางรีบดันตัวเขาออก“เ้าปล่อยข้า!”
เฉินจิ้งเสียนอยากจะกอดต่อแต่ก็กลัวว่าจะทำให้นางโกรธจนตีตัวออกห่าง เขาจึงยอมปล่อยนางพลางแก้ตัวว่า“ขออภัยขอรับๆ ข้าลืมตัวไป เป็เพราะข้าเป็ห่วงท่านน่ะขอรับท่านอย่าได้โกรธข้าเลยนะขอรับ”
เขาถอยห่างพลางทำท่ารู้สึกผิดยิ่งนักเฉินรุ่ยฟางโบกๆ มือ “ช่างเถอะๆ ต่อไปเ้าก็ระวังหน่อยหากใครเห็นเข้าย่อมเอาไปพูดเสียหายแน่”
นางบอกแล้วพลางหันไปมองรอบๆตัว เห็นว่าบริเวณรอบๆ ไม่มีใครอยู่เลยจึงรู้สึกโล่งใจไม่น้อยหากว่ามีคนเห็นเหตุการณ์เมื่อกี้ นางคงอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าคนไปอีกนานทีเดียว
“ขอรับอาจารย์”เฉินจิ้งเสียนรับคำอย่างรู้สึกผิด แต่ในใจนั้นกลับเบิกบานยิ่งนัก เขากอดนางนางก็ไม่ได้โกรธเขามากนัก แสดงว่าในใจนางต้องมีเขาอยู่บ้างแล้วแน่นอน หึๆๆๆ...
“เ้ากลับไปเถอะข้าจะพักผ่อนแล้ว” เฉินรุ่ยฟางบอก เฉินจิ้งเสียนเอ่ย “เช่นนั้นก่อนกลับข้าไปเตรียมน้ำร้อนให้ท่านนะขอรับ”
“อืม”เฉินรุ่ยฟางอนุญาตนางชินกับการที่ลูกศิษย์คอยรับใช้ไปเสียทุกเื่อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวงานทุกอย่างในเรือนล้วนเป็เฉินจิ้งเสียนอาสาทำให้หมด ไม่ว่าจะเป็ปัดกวาดถูเรือนตักน้ำ ซักผ้า ชงชา ล้วนเป็เขาอาสาทำจนนางแทบไม่ต้องขยับตัวเลยสักนิด
เฉินจิ้งเสียนจึงก้าวไปต้มน้ำร้อนตักน้ำไปใส่อ่างอาบน้ำ หลังจากเตรียมน้ำร้อนเสร็จแล้วเขาจึงลากลับไปเฉินรุ่ยฟางก็เข้าเรือนไป ปิดประตูหน้าต่าง เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ จากนั้นก็เอาตำราโอสถออกมาศึกษาต่อนางอ่านตำราไปจนดึกดื่น ดวงตาเมื่อยล้ายิ่งนัก จึงได้เก็บตำราแล้วเข้านอน
เวลาผ่านไป5 วัน เหอเทียนเหิงอาการดีขึ้นมากแล้วเขาลุกขึ้นเดินเหินได้คล่องตัวราวกับไม่เคยาเ็อย่างไรอย่างนั้น
เมื่ออาการดีขึ้นแล้วเขาจึงใช้บ่าวรับใช้ไปซื้ออาภรณ์สตรีมาหลายชุดบ่าวรับใช้ทำตามคำสั่งอย่างสงสัยอยู่ในใจ ท่านเหอซื้ออาภรณ์ให้สตรีคนไหน?หรือว่าเป็คนในใจ?
เขาสงสัยแต่ไม่กล้าเอ่ยถามแน่นอนว่าเขาย่อมเลือกอาภรณ์ที่แพงที่สุดในร้าน เขาซื้อมา 10 ชุดเลยทีเดียวเพราะท่านเหอสั่งว่า ‘ซื้อมาหลายๆ ตัวหน่อย เลือกที่ดีที่สุดด้วยล่ะ’
ครั้นเขาถามขนาดอาภรณ์ท่านเหอก็ทำมือทำไม้ ‘สูงประมาณนี้’
‘เอวประมาณนี้’
บ่าวรับใช้จดจำเอาไว้พลางกลั้นขำแทบตายในขณะที่มองดูท่านเหอทำท่าทำทางขนาดตัวของอาภรณ์ที่จะให้เขาซื้อทั้งยังยื่นถุงคุนเฉียนให้ใบหนึ่งเมื่อเขาเปิดดูพบว่ามีหยกปราณ์ระดับสูงกองเป็ูเาเลากาอยู่ในถุงก็อึ้งไปครู่หนึ่ง
เมื่อไปถึงร้านขายอาภรณ์ บ่าวรับใช้ก็ทำท่าทำทางบอกขนาดกับเถ้าแก่เหมือนที่ท่านเหอทำให้เขาดูไม่มีผิดเพี้ยนเถ้าแก่ดูแล้วก็พยักหน้าหงึกๆจากนั้นก็เลือกอาภรณ์ตามขนาดที่รู้แค่ส่วนสูงกับรอบเอวเมื่อซื้อเสร็จแล้วบ่าวรับใช้ก็นำกลับไปมอบให้ท่านเหอทันที
เหอเทียนเหิงมองดูอาภรณ์10 ชุดนั้นอย่างพอใจแล้วก็เก็บอาภรณ์ไป เขาลุกขึ้นกำลังจะก้าวออกไปจากเรือนพลันนึกขึ้นได้ว่า เขาไม่รู้ว่าแม่นาง ‘อาจารย์เฉิน’ คนนั้นอยู่ที่ไหน เขาจึงหันไปถามบ่าวรับใช้ว่า“อาจารย์เฉินอยู่ที่ไหนรึ?”
“อาจารย์เฉินหรือขอรับ?”บ่าวรับใช้ย้อนถาม เหอเทียนเหิงพยักหน้า “ใช่ อาจารย์เฉินสตรีที่ตัวสูงเท่านี้น่ะ”
“อ่อ”บ่าวรับใช้ส่งเสียงคำหนึ่ง อาจารย์เฉินที่เป็สตรี มีคนเดียวในสำนักดังนั้นเขาจึงตอบได้ทันที “นางอยู่ที่เรือนพักทางทิศตะวันออกขอรับ”
“นำทาง”เหอเทียนเหิงสั่ง บ่าวรับใช้หมุนตัวเดินนำออกไปทันที เหอเทียนเหิงเดินตามไปจนไปถึงเรือนพักของเฉินรุ่ยฟาง บ่าวรับใช้ก็ผายมือ “เรือนนี้ขอรับ”
“อืม”เหอเทียนเหิงพยักหน้า เขามองเข้าไปในเรือนหลังนั้นเห็นผ่านหน้าต่างว่าแม่นางคนนั้นนั่งอยู่ในห้องโถง เขาจึงโบกมือไล่บ่าวรับใช้บ่าวรับใช้จึงกุมมือคารวะแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆเหอเทียนเหิงหันไปมองแม่นางอาจารย์เฉิน เขาส่งเสียงเรียกนางอยู่หน้าประตูรั้วเตี้ยๆ“อาจารย์เฉินๆ”
เฉินรุ่ยฟางได้ยินเสียงเรียกจึงเงยหน้าจากกองสมุนไพรตรงหน้ามองผ่านหน้าต่างออกไปก็เห็นเหอเทียนเหิงยืนอยู่หน้าเรือน นางจึงลุกไปหา “คุณชายท่านเรียกข้าหรือ?”
“ใช่ข้ามีธุระจะพูดกับท่านน่ะ” เหอเทียนเหิงพยักหน้าเฉินรุ่ยฟางจึงเชิญเขาเข้าไปนั่งในห้องโถง “เช่นนั้นเชิญคุณชาย”
นางเปิดประตูรั้วพลางผายมือเชื้อเชิญเหอเทียนเหิงเดินเข้าไป เฉินรุ่ยฟางเดินนำไป พลางผายมือที่เก้าอี้ “เชิญคุณชาย”
เหอเทียนเหิงนั่งลงพลางมองไปรอบๆ ห้องโถง เครื่องเรือนในห้องไม่ใช่ของล้ำค่าราคาแพงเป็ของที่หาซื้อได้ทั่วไป เขามองไปเรื่อยๆ ไม่ได้จับจ้องที่ใดที่หนึ่งเป็พิเศษเฉินรุ่ยฟางก็ชงชารับแขก นางไม่รู้ว่าเขาชอบดื่มชาชนิดไหนแต่ที่เรือนของนางมีแต่ชาดอกไม้ที่นางทำเอง ดังนั้นนางจึงชงชาดอกเหมยกุ้ยให้เขา น้ำชาสีชมพูอ่อนอยู่ในถ้วยสีขาวถูกยกไปวางตรงหน้าคุณชายเหอ
“น้ำชา”นางเอ่ย เห็นเขาจ้องน้ำชาในถ้วยคิ้วขมวดนิดๆ นางจึงอธิบายว่า“นี่คือชาดอกเหมยกุ้ยที่ข้าทำเอง ขออภัยด้วยที่ข้าไม่มีชาชนิดอื่น”
“อ่อๆไม่เป็ไรๆ ชาอะไรข้าก็ดื่มได้ ขอเพียงไม่หวานก็พอ”เหอเทียนเหิงบอกพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ กลิ่นดอกเหมยกุ้ยหอมอวลในปากกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นกายจากตัวนางไม่มีผิด เขากลืนน้ำชาลงไปแล้วชมว่า “หอมดี”
“เช่นนั้นก็ดี”เฉินรุ่ยฟางยิ้มรับ เหอเทียนเหิงยกชาขึ้นจิบจนหมดถ้วย
เฉินรุ่ยฟางรอจนเขาวางถ้วยชาลงนางยื่นกาน้ำชาไปรินชาเติมให้พลางถาม “ท่านมาหาข้า มีธุระอะไรหรือ?”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet : 098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @www.readfree.in
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ