เสียงะเิกึกก้องจากการพังทลายของประตูทวารหงส์ชาดสะกดทิศยังคงดังกังวานสะท้อนไปมาระหว่างกำแพงวังหลวงอันสูงชัน ทว่าเมื่อหลินเฟิงก้าวเท้าผ่านซากปรักหักพังของซุ้มประตูทองคำหนาหนักเข้ามาสู่เขตพระราชวังชั้นกลาง บรรยากาศรอบด้านกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ความเงียบงันอันวังเวงโรยตัวเข้าปกคลุม ราวกับว่าเสียงกรีดร้องและเปลวไฟจากสมรภูมิเื้ัถูกตัดขาดด้วยกำแพงล่องหน
กลิ่นอายฝนยามค่ำคืนที่เคยบริสุทธิ์ ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฉุนกึกของสมุนไพรและซากศพที่เน่าเปื่อย ม่านหมอกหนาสีเทาอมม่วงเริ่มแผ่ขยายออกมาจากทิศตะวันตกของพระราชวัง ซึ่งเป็ที่ตั้งของ **"หอโอสถหลวงหลวงตระกูลมู่หรง"** สถานที่ขัดเกลาโอสถและวิจัยศาสตร์นอกรีตของอาณาจักร
"เฟิงเอ๋อร์... ระวัง หมอกนี้คือ 'หมอกสลายปราณเจ็ดราตรี' มันเป็ศาสตร์อักขระพิษระเหยที่ผสมผสานระหว่างพิษของแมงมุมหน้าคนเก้าเนตรและไอทมิฬจากใต้พิภพ" หลินเทียนห่าวเอ่ยเตือนเสียงต่ำ มืออันสั่นเทาของเขากระชับบ่าของลูกชายแน่นขึ้น แม้พลังยุทธ์จะฟื้นฟูมาเพียงเล็กน้อย แต่อภิญญาและประสบการณ์ในอดีตยังทำให้เขาจดจำสิ่งอันตรายเหล่านี้ได้ดี
หลินเฟิงหยุดฝีเท้าลงช้า ๆ ดอกบัวเพลิงสีทองที่ผุดขึ้นใต้ฝ่าเท้าัักับสายหมอกสีม่วง ส่งเสียง *ฉี่... ฉี่...* ดั่งน้ำเย็นราดบนหินร้อน หมอกพิษเ่าั้พยายามจะกัดกินพลังปราณพิทักษ์ร่างของเด็กหนุ่ม ทว่ากลับถูกเพลิงมรรคาแผดเผาทำลายจนกลายเป็เพียงเขม่าสีดำร่วงหล่น
"ศาสตร์พิษระเหยผสมอักขระงั้นหรือครับ? ช่างมีความหลากหลายในความต่ำช้าเสียจริง" หลินเฟิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะเบา ๆ สายตาสีทองภายหลังหน้ากากเหล็กจับจ้องไปยังทางแยกเบื้องหน้า "ดูเหมือนว่าพวกมันจะรู้ว่าข้าหลอมโอสถแก้พิษให้ท่านพ่อได้ จึงส่งยอดฝีมือสายโอสถพิษมาขัดตาทัพเพื่อถ่วงเวลา"
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เสียงปรบมือช้า ๆ ดังมาจากใจกลางม่านหมอกสีม่วง เงาร่างสามสายค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาจากความมืด พวกมันสวมชุดคลุมยาวสีเขียวเข้มปักลวดลายตะขาบและแมงป่องสีทอง บนใบหน้ามีรอยสักอักขระพิษสีดำคล้ำที่ดูน่าเกลียดน่ากลัว กลิ่นอายพลังิญญาที่แผ่ออกมาจากร่างของทั้งสามคนอยู่ใน **ระดับนภาขั้นสูงสุด** ทั้งสิ้น!
พวกมันคือ **"สามเฒ่าโอสถพิษคร่าิญญา"** (มู่หรงตู, มู่หรงสิง, มู่หรงเลี่ยน) ผู้าุโลับของสำนักโอสถดำที่กบดานอยู่ในหอโอสถหลวงมานานนับร้อยปี เพื่อฝึกฝนวิชาต้องห้ามที่ไม่เคยเปิดเผยต่อโลกภายนอก
"ฮี่ ๆ ๆ... สมแล้วที่เป็ทายาทของตระกูลหลินอันโอหัง" มู่หรงตู ผู้าุโที่มีหลังค่อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าดั่งเสียงโลหะครูดขูดขีดกัน "เ้าสามารถแก้พิษกลืนิญญาเก้าลักษณ์ของไอ้เก้าได้ ก็นับว่ามีฝีมือในวิชาโอสถไม่น้อย แต่ยามนี้ต่อหน้าพวกเราทั้งสาม... ศาสตร์แพทย์ของเ้ามันก็เป็ได้แค่ของเด็กเล่น!"
"พวกเราสามคนใช้เวลาแปดสิบปี ในการหลอมรวม 'เปลวไฟพิษอสุรกาย' เข้ากับ 'ทะเลิญญา' ของตนเอง ยามนี้ร่างกายของพวกเราคือคลังพิษที่เคลื่อนไหวได้!" มู่หรงสิงตวาดลั่น พร้อมทั้งกางฝ่ามือออก ทันใดนั้น เปลวไฟสีเขียวคล้ำแฝงไอพิษที่ดูน่าสะอิดสะเอียนก็ปะทุขึ้นบนฝ่ามือของมัน ส่งกลิ่นเหม็นไหม้จนศิลาขาวบนพื้นดินเริ่มละลายกลายเป็ของเหลวสีดำ
วิชาที่พวกมันใช้คือความหลากหลายขั้นสุดของศาสตร์มืด มันไม่ใช่การฝึกปราณธรรมชาติ ทว่าเป็การดัดแปลงพันธุกรรมและพลังิญญาของตนเองโดยใช้สัตว์อสูรและสารเคมีพิษขั้นรุนแรง เพื่อสร้างพลังทำลายล้างที่เฉียบพลันและเหี้ยมโหดที่สุด
"เพลิงพิษงั้นรึ? ช่างน่าขัน" หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าไม่ได้ประมาท เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้พิษสีเขียวนี้กระจายออกไป มันอาจจะส่งผลกระทบต่อปอดของบิดาที่เพิ่งฟื้นตัวได้
"เปิดฉาก! ค่ายกลสามประสาน: ทะเลเพลิงพิษกลืนกระดูก!"
ผู้าุโทั้งสามขยับร่างพุ่งทะยานล้อมรอบหลินเฟิงเป็รูปสามเหลี่ยม พวกมันสะบัดมือปล่อยสายพ่นไฟสีเขียวเข้มพุ่งเข้าใส่สองพ่อลูกจากสามทิศทาง เปลวไฟพิษเ่าั้ควบแน่นกลายเป็พญางูพิษั์สามตัวที่อ้าปากกว้าง พ่นไอระเหยที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงจนอากาศโดยรอบส่งเสียง *เปรี๊ยะ ๆ* บิดเบี้ยวด้วยความร้อนและพิษร้าย
หลินเฟิงยืนนิ่งไม่ขยับหลบ เนตรมรรคาไร้ลักษณ์เื้ัหน้ากากเหล็กหมุนวน วงแหวนอักขระสีทองทอประกายแหลมคม ในสายตาของเขายามนี้ โครงสร้างของเพลิงพิษสีเขียวถูกแยกแยะออกเป็ส่วน ๆ ด้วยหลักการแห่งธรรมชาติ "เพลิงพิษของพวกเ้า พึ่งพิงธาตุไม้ที่เป็ตัวจุดะเิ และธาตุน้ำที่เป็พิษเหลว... หากตัดขาดธาตุไม้ เพลิงของพวกเ้าก็ไม่ต่างจากฟืนเปียก!"
"เพลงกระบี่มรรคาภพ ขั้นที่หนึ่ง: ตะวันรุ่งฉีกราตรี!"
*เช้ง!*
กระบี่เพลิงมรรคาถูกชักพ้นฝักเป็เส้นโค้งที่งดงาม แสงสีทองเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณะเิพุ่งออกจากใบกระบี่ มันไม่ใช่เปลวไฟแผดเผาธรรมดา ทว่ามันคือ **"ปราณกระบี่สัจธรรมธาตุทองขั้นสูงสุด"** ตามหลักเบญจธาตุ ธาตุทองย่อมข่มธาตุไม้!
*ฟุ่บ!*
ปราณกระบี่สีทองคำคมกริบนับร้อยสายพุ่งตัดผ่านหัวของพญางูพิษทั้งสามตัวอย่างแม่นยำ เส้นสายพลังงานธาตุไม้ที่คอยหล่อเลี้ยงเพลิงพิษถูกสับสะบั้นทำลายในพริบตา เปลวไฟสีเขียวเข้มที่เคยดุดันพลันหรี่ดับลงและสลายหายไปกลายเป็ควันธรรมดาอย่างน่าอัศจรรย์ โดยไม่อาจก้าวเข้าใกล้รัศมีสามวาของหลินเฟิงได้เลย
"อะไรกัน?! มันมองเห็นจุดกำเนิดธาตุในวิชาลับของพวกเราได้ยังไง?!" มู่หรงเลี่ยน ผู้าุโคนที่สามร้องอุทานด้วยความใ ใบหน้าซูบผอมเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ยามนี้สามเฒ่าโอสถพิษเริ่มรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของเด็กหนุ่มหน้ากากเหล็ก พวกมันตระหนักดีว่าหากไม่ใช้วิชาขั้นสูงสุดที่ต้องแลกด้วยชีวิต พวกมันไม่มีทางรอดพ้นจากเงื้อมมือของพญามัจจุราชผู้นี้ไปได้
"พี่ใหญ่! ไม่มีทางเลือกแล้ว! จงหลอมรวมิญญาอสุรกาย!" มู่หรงสิงคำรามเสียงแหบ
ผู้าุโทั้งสามประสานมือเข้าด้วยกันอย่างบ้าคลั่ง พวกมันตบเข้าที่จุดตันเถียนของตนเองจนหน้าอกบุ๋มลึก เืสีดำสนิทพ่นออกมาจากปาก ทว่าเืเ่าั้ไม่ได้ร่วงหล่นลงพื้น กลับลอยคว้างและหมุนวนรวมกันกลายเป็ก้อนดักแด้โลหิตขนาดใหญ่ ทันใดนั้น ร่างกายของพวกมันทั้งสามคนก็เริ่มละลายและถูกสูบเข้าไปรวมกันในก้อนดักแด้นั้น!
นี่คือ **"ศาสตร์ลับผสานกายาสามภพ"** วิชาต้องห้ามขั้นสูงสุดของสำนักโอสถดำ ที่จะหลอมรวมร่างกาย พลังิญญา และแก่นแท้เพลิงพิษของยอดฝีมือระดับนภาสามคนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตจำลองที่มีพลังเทียบเท่า **ระดับ์ขั้นต้น!**
*โฮกขวากกกกกก!*
เสียงคำรามอันน่าสยดสยองดังทะลวงออกมาจากก้อนดักแด้โลหิต ดักแด้ะเิออกเผยให้เห็นอสุรกายร่างั์สูงกว่าสามวา ิัของมันเป็เกล็ดสีเขียวเข้มคล้ายตะขาบ มีแขนงอกออกมาหกแขน แต่ละแขนถืออาวุธพิษที่ทำจากกระดูกอสุรกาย ใบหน้าของมันเป็การรวมกันของสามผู้าุโที่บิดเบี้ยว ดวงตาทั้งหกคู่ส่องประกายสีแดงฉานแฝงความบ้าคลั่งไร้สติ
"หลินเฟิง... ตาย... ซะ... เถอะ..." เสียงที่ซ้อนทับกันของสามผู้าุโดังออกจากปากอสุรกาย แรงกดดันิญญาระดับ์ขั้นต้นแผ่พุ่งจนทำให้พื้นศิลาขาวรอบด้านทรุดตัวลึกกว้างกว่าสิบวา
หลินเทียนห่าวที่อยู่บนหลังของหลินเฟิง แววตาเคร่งเครียดขึ้นทันที "เฟิงเอ๋อร์ ร่างผสานนี้มีพลังป้องกันทางกายภาพขั้นสูงสุด อีกทั้งเพลิงพิษในร่างของมันยามนี้เข้มข้นจนสามารถละลายอาวุธิญญาระดับปฐีได้ในอึดใจ... อย่าเข้าใกล้ตัวมันตรง ๆ!"
หลินเฟิงขยับหน้ากากเหล็กเล็กน้อย มุมปากภายใต้หน้ากากยกยิ้มเย็น "ท่านพ่อ... ต่อให้มันรวมกันสิบคน พลังที่ได้มาด้วยวิธีทางสายมารนอกรีตเช่นนี้ ก็เป็ได้เพียงแค่ฟองสบู่ที่ดูยิ่งใหญ่ทว่าเปราะบางนัก"
หลินเฟิงก้าวเท้าขึ้นสู่ความสูงสิบวา ลอยตัวเด่นอยู่เหนือหัวของอสุรกายหกแขน เขาสอดกระบี่เพลิงมรรคาเข้าฝักช้า ๆ ดั่งไม่เห็นศัตรูระดับ์ยามนี้อยู่ในสายตา มือทั้งสองข้างยกขึ้นกางฝ่ามือออกประสานมุทราแปลกประหลาดที่ดูเรียบง่ายทว่าแฝงกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินล้ำลึก
"ในเมื่อพวกเ้าชอบรวมร่าง... เช่นนั้นก็จงมารับฝ่ามือที่สามารถบดขยี้ได้แม้กระทั่งิญญาภูผาซะ"
"มหาหัตถ์พลิกสามภพ ขั้นที่สาม: ฝ่ามือสัจธรรมหมุนวนอนัตตา!"
*ครืนนนนนนนนนม!*
ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครหลวงตี้ตูพลันเปิดออกอีกครั้ง เมฆหมอกสีดำถูกแหวกออกด้วยแสงสีทองอร่ามที่สว่างไสวยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ฝ่ามือพลังงานแสงสีทองคำบริสุทธิ์ขนาดสามร้อยเมตร ปรากฏขึ้นกลางเวหา บนฝ่ามือสลักด้วยอักขระมรรคาภพโบราณนับหมื่นตัวที่หมุนวนดั่งจักรวาลขนาดเล็ก ฝ่ามือั์ดิ่งลงมาจากสรวง์ด้วยความเร็วที่ทำลายกฎแห่งแรงดึงดูด
อสุรกายหกแขนแหงนหน้ามองฝ่ามือั์สีทอง ดวงตาทั้งหกคู่ที่เคยบ้าคลั่งพลันเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวอันไร้ขีดจำกัด แรงกดดันจากฝ่ามือตรึงร่างอันใหญ่โตของมันให้อยู่กับที่ ไม่อาจขยับเขยื้อนหนีไปไหนได้แม้แต่ก้าวเดียว มันพยายามชูแขนทั้งหกข้างขึ้นฟ้า ปลดปล่อยเปลวไฟพิษสีเขียวทั้งหมดในร่างขึ้นไปต้านรับ
ทว่า... เปลวไฟพิษระดับ์ขั้นต้นเ่าั้ ทันทีที่ััถูกขอบอักขระสีทองของฝ่ามือั์ กลับถูกแรงเหวี่ยงแห่งสัจธรรมอนัตตาหมุนวนและกลืนกินหายไปในพริบตา ไม่แปรเปลี่ยนเป็แรงต้านทานแม้แต่น้อย
*ตู้มมมมมมมมมมมมมมม!*
เสียงฝ่ามือกระแทกลงสู่ผืนแผ่นดินดังสนั่นหวั่นไหวเลื่อนลั่นจนตัวเมืองหลวงตี้ตูครึ่งหนึ่งสั่นะเืปานเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หอโอสถหลวงที่ตั้งอยู่ข้างเคียงพังทลายล้มครืนกลายเป็เศษอิฐเศษปูนทันที พื้นที่เขตพระราชวังชั้นกลางยุบตัวลงกลายเป็หลุมรูปฝ่ามือขนาดั์ลึกนับสิบวา
ใจกลางหลุมฝ่ามือั์นั้น... ร่างอสุรกายเกล็ดตะขาบหกแขนที่เกิดจากการผสานร่างระดับ์ แหลกละเอียดกลายเป็ก้อนเนื้อและโลหิตเหลวสีดำสนิท ถูกพลังความร้อนของสัจธรรมแผดเผาจนกลายเป็เถ้าถ่านสลายหายไปในชั้นดิน ไม่เหลือร่องรอยแห่งชีวิตหรือเศษเสี้ยวิญญาอีกต่อไป!
สามเฒ่าโอสถพิษคร่าิญญา ยอดฝีมือผู้พิทักษ์หอโอสถหลวง... พินาศสิ้นซากภายในหนึ่งฝ่ามือ!
หลินเฟิงร่อนลงมายืนอยู่บนขอบหลุมฝ่ามือั์อย่างนิ่มนวล ชายเสื้อคลุมดำสะบัดพลิ้ว แผ่นหลังยังคงแบกบิดาเอาไว้ได้อย่างมั่นคง ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนหรือความตื่นตระหนก สายตาสีทองของเขามองผ่านหลุมศพขนาดใหญ่ มุ่งตรงไปยังส่วนลึกที่สุดของพระราชวัง... ตำหนักหยกเย็นที่ยามนี้เริ่มเปล่งแสงสีฟ้าครามอันดุร้ายออกมาต้อนรับเขา
"ท่านพ่อ... ขวากหนามชิ้นสุดท้ายถูกกำจัดแล้ว" หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลังแฝงกลิ่นอายราชันร้อยส่วน
"เฟิงเอ๋อร์... ข้างหน้าคือมู่หรงเสวี่ยและอาวุตโสสูงสุดของตระกูลมู่หรงสายรองแล้ว พ่อััได้ถึงกลิ่นอายของ 'ค่ายกลหมื่นหงส์กลืนโลหิต' ยามนี้พวกมันคงเตรียมพร้อมรับมือเ้าด้วยพลังทั้งหมดที่มี" หลินเทียนห่าวเอ่ย แววตามองตรงไปด้วยความแค้นอันลึกล้ำสิบหกปี
"จะหมื่นหงส์หรือแสนวิหค... วันนี้ข้าก็จะเด็ดปีกพวกมันให้หมดสิ้น"
หลินเฟิงก้าวเท้าเดินหน้าต่อไปอย่างเนิบนาบ ทว่าหนักแน่น พายุโลหิตชำระแค้นนัดสุดท้ายกำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ ใจกลางตำหนักหยกเย็น และค่ำคืนนี้... นครหลวงตี้ตูจะต้อ
งจดจำชื่อของเขาไปจนชั่วลูกชั่วหลาน!