ตอนที่ 19 ใจเต้น
ฉีจิ่งเฮ่าพยักหน้ายิ้มๆ ทั้งที่เขาเองก็เห็นแล้วว่าถังชิงหลวนมีท่าทางหวาดระแวงแต่ก็มิได้พูดอะไร สายตาเหลือบมองไปยังดอกไม้เล็กๆ ที่กลัดไว้บนมวยผมนาง ดูน่ามองงดงามเช่นเดียวกับคน
ถังชิงหลวนถาม “เป็จวนชั้นสูงหรือไม่?”
ฉีจิ่งเฮ่ามองแล้วหัวเราะเบาๆ เห็นนางขมวดคิ้วด้วยความหวาดระแวง ดวงตาวิบไหวด้วยความสงสัยน้ำเสียงเมื่อเทียบกับเด็กสาวอายุรุ่นราวเดียวกันแล้วฟังไพเราะชัดเจน ปราศจากความไร้เดียงสาอีกทั้งยังมีบางทีที่รู้สึกว่าดูนิ่งสงบไม่สมวัย ในความอ่อนโยนแฝงด้วยความหนักแน่นในความสดใสแฝงด้วยความสงบนิ่ง
ดวงตาคู่นั้นมีสีดำเข้ม ภายในซ่อนความรู้สึกที่ยากจะคาดเดาบางทีอาจเพราะดวงตาคู่นี้ บางทีอาจเพราะใบหน้างดงามดวงนี้และบางทีอาจเพราะสีหน้าที่ดูเ็าแต่แท้ที่จริงมีความกระตือรือร้นที่จะตรวจอาการให้กับตนบางที...ยังมีเหตุผลอีกมาก อย่างไรก็ตามเพียงครั้งแรกที่ฉีจิ่งเฮ่าได้พบนางใจก็เต้นรัวเสียแล้ว
พอได้ยินนางถาม เขาจึงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ตำแหน่งข้าเป็เพียงทหารม้าเท่านั้นมิได้เป็ขุนนางใหญ่โตอะไร พูดไปคุณหนูถังก็คงไม่เข้าใจ...แต่จวนของข้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่อยู่แค่ตรอกอวิ๋นกู่นี่เอง”
ไม่ไกลจริงๆ แต่ที่ฉีจิ่งเฮ่าบอกว่ามิได้เป็ขุนนางมียศศักดิ์นั้นดูจะเป็การถ่อมตัวไปสักหน่อยทหารม้าก็ถือเป็ตำแหน่งทางราชการและถือว่ามียศด้วย เพียงแค่อยู่ในระดับที่ต่ำลงมาเท่านั้น
ถังชิงหลวนซักถามจนแน่ชัด นางเป็สตรี ไม่ควรติดตามไปตรวจโรคโดยไม่รู้รายละเอียดชัดเจนในเมื่อตอนนี้ได้รู้ถึงตัวตนฐานะแล้ว อีกทั้งคนผู้นี้ยังเป็ญาติสนิทของจวนจงจิ้งโหวมิใช่คนเลวร้ายอะไร บวกกับอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ แน่นอนว่านางต้องไป
นางจึงตอบกลับฉีจิ่งเฮ่า “เช่นนั้นท่านรอสักครู่ข้าขอเตรียมตัวก่อน”
ฉีจิ่งเฮ่าพยักหน้า
ถังชิงหลวนเก็บข้าวของที่อยู่บนตู้ยาให้เรียบร้อย ปลดผ้ากันเปื้อนออก เป็เพราะไม่คิดว่าจะได้ตรวจผู้ป่วยนางจึงมิได้พาสาวใช้และกล่องยามาด้วยมีเพียงสาวใช้สูงวัยที่ติดตามอยู่ใกล้ จึงให้ตามไปด้วย
เหล่าลูกจ้างแม้กำลังวุ่นอยู่กับงานของตน แต่พอเห็นเช่นนั้นก็รีบเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อรายงานเื่นี้กับถังจื่อถิงในตอนที่ถังชิงหลวนกำลังเดินตามฉีจิ่งเฮ่าออกไปถังจื่อถิงก็ชะโงกตัวออกมาจากชั้นสองแล้วร้องเรียก “น้องรอง!”
ถังชิงหลวนเงยหน้าขึ้น ถังจื่อถิงจึงถาม “นั่นเ้าจะไปไหน”
“ไปจวนตระกูลฉีที่ตรอกอวิ๋นกู่เ้าค่ะ” ถังชิงหลวนตอบ
ถังจื่อถิงมองฉีจิ่งเฮ่า ฝ่ายนั้นเงยหน้าขึ้นและพยายามยิ้มอย่างเป็มิตรที่สุดตั้งใจที่จะทำให้พี่ชายของภรรยาในอนาคตวางใจ
แต่ถังจื่อถิงกลับไม่เห็นรอยยิ้มที่ฉีจิ่งเฮ่าส่งให้ เพราะหันไปสั่งงานกับลูกจ้างที่รออยู่พอดีเขาสั่งให้จัดคนที่ห้องตัดยาสักสองคนติดตามถังชิงหลวนไปด้วย
ในตอนที่ถังชิงหลวนเดินออกไปขึ้นรถม้า ลูกจ้างสองคนก็รีบวิ่งตามออกมาอย่างร้อนรนแม้แต่ผ้ากันเปื้อนก็ยังไม่ทันได้ถอด
ฉีจิ่งเฮ่าไม่สนใจ ขึ้นม้าแล้วสั่งเคลื่อนรถทันที
ลูกจ้างเดินก้าวตามรถม้าไป ลัดเลาะไปตามเส้นทาง เลี้ยวซ้ายทีขวาที เพียงแค่ราวสิบห้านาทีก็มาถึงตรอกอวิ๋นกู่แล้ว
รถม้าหยุดลงที่หน้าประตูใหญ่ ถังชิงหลวนก้าวลงจากรถ ฉีจิ่งเฮ่ายืนรออยู่ด้านหน้าและเดินนำนางเข้าไปในจวนผ่านกำแพงกั้นหลังประตูใหญ่แล้วเดินต่อไปยังห้องโถง เดินตามระเบียงทางเดินตรงไปยังเรือนหลัก
“มารดาท่านไม่สบายตรงไหนหรือ” ถังชิงหลวนถาม
ฉีจิ่งเฮ่าตอบ “เมื่อเช้าท่านแม่บอกว่าปวดบริเวณซี่โครง ก่อนหน้านี้ก็คงจะรู้สึกเหมือนกันแต่ปิดบังไม่ยอมบอกข้าวันนี้บอกว่าปวดขึ้นมาครู่หนึ่งแล้วก็หาย แต่สาวใช้ไม่กล้าปิดบังอีกจึงรีบแอบมาบอกข้า”
ถังชิงหลวนพยักหน้าแล้วถามต่อ “ก่อนหน้านี้หมอท่านใดเป็ผู้ตรวจอาการให้มารดาท่าน”
“ก็มิได้เจาะจงหรอก ถ้าเชิญหมอหลวงมาได้ก็เชิญ หากเชิญไม่ได้ก็เชิญท่านหมอเฉินที่ก่วงเหอกังมา”ฉีจิ่งเฮ่าตอบอย่างละเอียด
นี่อาจเป็ระเบียบของคนเป็หมอ ในเมื่อเป็หมอคนใหม่มาตรวจก็มักจะต้องถามว่าก่อนหน้านี้เป็หมอคนไหนตรวจอาการอยู่ก่อน
ถังชิงหลวนไม่ได้ถามอะไรอีก เดินตามฉีจิ่งเฮ่าไปยังเรือนหลัก ห้องทั้งห้าตั้งอยู่ทางทิศเหนือหันหน้าไปยังทิศใต้ ที่หน้าประตูมีสาวใช้สูงวัยยืนอยู่สองสามคน พอเห็นพวกเขาก็รีบเข้าไปรายงานทันที“คุณชายเชิญท่านหมอมาแล้วเ้าค่ะ”
ถังชิงหลวนยังมองเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ได้ยินเสียงสาวใช้คนหนึ่งเรียกขึ้น “คุณหนูถัง มาแล้วหรือเ้าคะ!” น้ำเสียงนั้นฟังดูกระตือรือร้นอย่างยิ่ง
นั่นทำให้นางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จนเมื่อได้พบกับสาวใช้ที่อยู่ในชุดเสื้อกั๊กแขนสั้นสีฟ้าอมเขียวที่วิ่งออกมาต้อนรับสาวใช้ผู้นั้นยิ้มให้นางแล้วย่อตัวลงทักทาย
รูปร่างหน้าตาของฝ่ายนั้นดูคุ้นตามาก ในที่สุดถังชิงหลวนก็จำได้ ที่แท้ก็คือสาวใช้ซึ่งนางพบที่จวนจงจิ้งโหวเมื่อวันก่อนเป็สาวใช้ของฮูหยินที่นั่งพักอยู่บนเก้าอี้ระเบียงทางเดินเพราะเป็ลมแดดและมีสาวใช้นางนี้คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ
ถังชิงหลวนมองสาวใช้นางนั้นอย่างแปลกใจ “เ้าเองหรือ...ที่แท้ก็เป็ฮูหยินท่านนี้นี่เอง...”ที่แท้ฮูหยินที่เป็ลมแดดในวันนั้นคือมารดาของฉีจิ่งเฮ่านั่นเอง
นางหันไปมองฉีจิ่งเฮ่าเล็กน้อย ฝ่ายนั้นดูเหมือนจะไม่ได้แปลกใจกลับยิ้มคิกคักมองนาง คงเพราะได้ฟังเื่ราวจากมารดาของตนมาบ้างแล้วและก็เป็ความจริงที่มารดาของเขาให้ไปเชิญถังชิงหลวนมาเอง
เมื่อนางเดินตามสาวใช้เข้าไปในห้อง ก็ได้พบกับฮูหยินที่เป็ลมแดดในวันนั้นกำลังนอนตะแคงอยู่บนตั่งจริงๆพอเห็นว่านางเข้ามาอีกฝ่ายก็ยิ้มแล้วรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง “คุณหนูถัง มาแล้วหรือ”
ถังชิงหลวนรีบเดินเข้าไปช่วยพยุงด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยิน”
ฉีฮูหยินส่งเสียงให้สาวใช้เข้ามาช่วยประคอง ขณะเอ่ยเชิญถังชิงหลวนให้นั่งลงบนเก้าอี้ข้างตั่งก่อนจะยิ้ม “รบกวนคุณหนูถังแล้วอากาศร้อนเช่นนี้ยังเชิญท่านมาที่นี่อีก” พูดจบสาวใช้ก็ยกชาผลไม้เข้ามาวางบนโต๊ะพอดี
ถังชิงหลวนเอ่ยขอบคุณแล้วสังเกตสีหน้าของฉีฮูหยิน สีหน้านางไม่สู้ดีนักติดจะซีดเสียด้วยซ้ำ กิริยาท่าทางก็ดูไร้ซึ่งชีวิตชีวา
“ครั้งก่อนต้องขอบคุณคุณหนูถังมาก ได้ยินจิ่งเฮ่าบอกว่าคุณหนูไม่ต้องไปทำงานที่จวนจงจิ้งโหวแล้วมิเช่นนั้นคงไม่กล้ารบกวนเ้าแน่” ฉีฮูหยินพูดไปพลางยิ้มไปพลาง “คุณหนูดื่มชาสักหน่อยเถิด จะได้คลายร้อน”
ถังชิงหลวนพยักหน้ายิ้ม “มิเป็ไรเ้าค่ะแค่นี้มิได้หนักหนาอะไรเลย” แล้วจึงยกชาขึ้นจิบ
ฉีจิ่งเฮ่าเข้ามาในห้องแต่ยังไม่ได้นั่ง เขายืนอยู่ตรงวงกบประตู มองมารดาและถังชิงหลวนพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม
ฉีฮูหยินถามถึงพี่น้องในครอบครัวของถังชิงหลวน พอได้ยินว่ามีพี่ชายน้องชายอีกสองคนก็เงียบไปด้วยความอิจฉา“มีพี่น้องหลายคนก็ดีสินะท่านพ่อท่านแม่ของเ้าช่างโชคดีนัก มีพร้อมทั้งบุตรชายบุตรสาวเช่นนี้”
จิบชาพูดคุยกันไปได้สองสามประโยค ก็ได้เริ่มตรวจชีพจรเสียที
ตอนนี้เองที่ฉีจิ่งเฮ่าเดินเข้ามายืนอยู่ข้างตั่ง สีหน้าท่าทางดูจริงจังขึ้นมาขณะจ้องมองอย่างใส่ใจ
ชีพจรของฉีฮูหยินเบามาก ลักษณะชีพจรนั้นราวกับเส้นด้ายอย่างชัดเจน ลึก ถี่และอ่อนครั้งนี้ถังชิงหลวนตรวจชีพจรนานทีเดียว เมื่อคำนวณการเต้นของชีพจรอย่างละเอียดแล้วก็ให้ฉีฮูหยินอ้าปากแลบลิ้นออกมาดูฝ้าบนลิ้น
ลิ้นมีสีแดงอ่อน บนลิ้นมีฝ้าขาว เมื่อตรวจดูสีหน้าแล้วถึงแม้จะมีรอยยิ้มแต่ก็มองออกว่าเป็การยิ้มตามมารยาทเท่านั้นแต่ในแววตากลับไร้ชีวิตชีวา สีหน้าดูเหนื่อยล้า ร่างกายก็อ่อนเพลีย
ถังชิงหลวนเอ่ยถามเบาๆ “ฮูหยินรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเ้าคะ?”
ฉีฮูหยินนึกทบทวนแล้วตอบ “ก็ไม่ได้เ็ปตรงไหนหรอกแค่บางทีรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง แล้วก็อ่อนเพลียมาก”
ถังชิงหลวนถามต่อ “ปกติแล้วการรับประทานอาหารของฮูหยินเป็อย่างไรเ้าคะรับประทานได้มากหรือไม่ ตอนเช้าเวลาลุกขึ้นปกติแล้วมีอาการเจ็บซี่โครงหรือไม่ หรือว่าเพิ่งรู้สึกปวดวันนี้เ้าคะ”
“บางครั้งกระมัง...” ฉีฮูหยินตอบอย่างไม่แน่ใจ“การกินก็คิดว่าพอได้อยู่...” ก็ยังเป็คำตอบที่ไม่ค่อยแน่ใจอยู่ดี
ฉีจิ่งเฮ่ากระแอมไอขึ้นมาเบาๆ แล้วเอ่ย “การรับประทานอาหารของท่านแม่ไม่ค่อยดีเท่าไรถ้าหากอารมณ์ดีก็จะรับประทานได้มาก ดูเหมือนว่าอาหารส่วนใหญ่จะไม่ค่อยถูกปากจึงรับประทานได้น้อยส่วนเื่เจ็บซี่โครงนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็บ่อย...” พูดจบก็หันไปมองสาวใช้
ฉีฮูหยินจึงกล่าวต่อ “ตอนเช้าเวลาตื่นนอนลุกขึ้นมาจะรู้สึกแปลกบริเวณซี่โครงแต่เพียงครู่เดียวก็หาย รู้สึกเหมือนอึดอัด หายใจไม่สะดวกเท่านั้นเอง...มิได้รุนแรงอะไร”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/8892e502b7dd0f501cb1819d83b32a83