"ข้าขอตามท่านไปด้วยได้ไหมตอนนี้กระท่อมที่ข้าอยู่นั้นก็ถูกพวกนักรบต้องสาปทำลายจนหมดแล้ว"ลูเซียขอร้องให้อัลเบลพาเธอไปด้วย
“เออออออคือ ก็ได้นะ แต่ข้ามีเื่ต้องขอร้องเ้าอย่างหนึ่ง” อัลเบลยังรู้สึกลังเลอยู่
“ท่าน้าอะไรละ”ลูเซียคำถามด้วยความสงสัย
“นอกจากข้าแล้วเ้าต้องห้ามใช้พลังของเ้าให้คนอื่นเห็นนะ พลังของเ้าเป็ที่้าในตอนนี้มากข้าไม่รู้ว่าถ้าคนอื่นรู้ว่าเ้ามีพลังที่สามารถกำจัดนักรบต้องสาปได้เ้าจะเจออะไรบ้าง” อัลเบลอธิบายถึงสิ่งที่เค้ารู้สึกกังวล
“งั้นตกลงว่าได้ใช่ไหม” หลังจากที่ลูเซียพูดเสร็จเธอก็เดินมาจับที่เสื้อชายของอัลเบล
“เ้าอะไรทำอะไรอยู่”อัลเบลถามด้วยความสงสัย
ลูเซียก้มหน้าแล้วก็ทำหน้าเขินอายนิดๆแล้วก็พูดขึ้นมาว่า “ก็ตอนที่อยู่กับคุณยายเวลาที่ข้าต้องเดินทางไปไหนไกลๆข้ามักจะชอบเอามือของตัวเองจับชายเสื้อของคุณยายอยู่เป็ประจำ พอทำแบบนี้แล้วมันทำให้ข้ารู้สึกปลอดภัยดี”
“555555 เด็กน้อย เราไปกันเถอะ”อัลเบลยิ้มที่มุมปากแล้วก็หันหน้ากลับเพื่อที่จะเดินออกเดินทาง
“แต่เดี่ยวก่อน ขอข้าไปทำของที่ระลึกจากคุณยายก่อน” หลังจากที่พูดเสร็จ ลูเซีย ก็เดินไปยังซากกระท่อมที่เธออาศัยอยู่แล้วก็ค่อยๆ ใช้มือควานหาสิ่งของที่อยู่ภายใต้ซากกระท่อม
“อะเจอละ” หลังจากที่พูดเสร็จเธอก็หยิบสิ่งของที่มีลักษณะคล้ายกับสร้อยคอขึ้นมา เป็สร้อยคอที่มีคริสตัลอยู่ตรงกลางและกรอบต่างๆมีล้อมรอบคริสตัสเอาไว้ เธอสวมสร้อยคอชิ้นนี้ไว้ที่คอของเธอ แล้วเธอก็เดินมาจับชายเสื้อของอัลเบลอีกครั้งพร้อมพูดขึ้นมาว่า “พร้อมละ”
**********
ด้วยความที่ว่ามหาวิหารแกรนด์เซียร่าไม่ได้อยู่ไกลกับกระท่อมที่ลูเซียอาศัยอยู่มากนักอัลเบลกับลูเซียจึงใช้ระยะเวลาการเดินทางไปถึงวันก็ถึงมหาวิหารแกรนด์เซียร่าแล้ว มหาวิหารแกรนด์เซียร่าเป็โบสถ์ขนาดใหญ่เป็อันดับ2 รองจากปราสาทบารอน โบสถ์แห่งนี้ใช้อิฐสีขาวในการสร้างตลอดทั่วทั้งโบสถ์เลยสาเหตุที่ใช้อิฐสีขาวนั้นเพราะพระาาโกเทีย้าให้โบสถ์แห่งนี้เป็ที่พักผ่อนจิตใจของชาวฟาโรแลน
หลังจากที่พวกอัลเบลเดินทางมาถึงที่มหาวิหารแกรนด์เซียร่าพวกเค้าพบว่าวิหารแกรนด์เซียร่ายังไม่ได้รับความเสียหายจากนักรบต้องสาปเลย สาเหตุที่เป็แบบนั้นน่าจะเป็เพราะกลุ่มนักบวชในสถานที่แห่งนี้ได้ร่ายเวทมนตร์ปกป้องสิ่งชั่วร้ายเอาไว้
อัลเบล รู้สึกโล่งอกที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ยังปลอดภัยเค้าจะได้รีบไปตามข้อมูลต่างๆ กับพระสันตะปาปาแพททริคและจะได้เดินทางออกตามหาองค์ชายไอเซ็นต่อไม่รู้ว่าในตอนนี้องค์ชายเป็อย่างไรบ้างแล้ว
แต่อัลเบลก็พบกับความผิดหวังเมื่อเปิดประตูวิหารเข้าไปเค้าพบว่านักบวชในวิหารนั้นได้กลายเป็นักรบต้องสาปไปหมดแล้ว เค้าจึงให้ลูเซียทำการชำระล้างเพื่อให้นักบวชเหล่านี้หลุดพ้นจากคำสาปไป
อัลเบล รู้สึกสิ้นหวังมากเค้าไม่รู้ว่าจะไปถามหาข้อมูลจากใครแล้วอัลเบลจึงนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงบริเวณกลางโบสถ์สักครู่โดยมีลูเซียอยู่เงียบๆ เป็เพื่อน
และอัลเบลก็คิดขึ้นได้ว่าเค้ายังต้องตามหาองค์ชายอีกเค้าจะมาท้อแท้แบบนี้ไม่ได้ เค้าจึงลุกขึ้นเพื่อจะเดินออกจากโบสถ์
“ช้าก่อนท่านอัลเบล” เสียงนี้ดังมาจากด้านหลังของอัลเบลเค้าจึงหันไปดูว่ามันเป็เสียงของใคร อัลเบล พอทหารบารอนที่ใส่เครื่องแบบเหยี่ยวฟ้าประมาณ5 – 6 คน
“ทำไมพวกเ้าถึงอยู่ที่นี้กัน”อัลเบลถาม
“พอดีข้าได้ยินเสียงสู้รบกันจากข้างล่าง พวกข้าเลยขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรกันขึ้นและพวกข้าก็พบว่าอยู่ดีๆ ทหารผีดิบพวกนี้ก็หายไปท่านเป็คนจัดการทหารผีดิบพวกนี้เหรอ” พวกทหารอธิบายสิ่งต่างๆ
“เปล่าข้าแค่ล่อพวกมันไปไกลๆ จากวิหารนะ ”อัลเบน พูดบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงไม่พูดความจริงว่า ทั้งหมดนี้เป็ฝืมืออของลูเซียแล้วก็ถามพวกทหารต่อว่า “ที่พวกเ้าบอกว่ามาจากข้างล่าง”
“เอ๋อคือ พวกข้ามาจากชั้นใต้ดินของวิหาร เป็สถานที่สำหรับไว้หลบภัยจากภัยอันตรายต่างๆ” เหล่าทหารอธิบายเพิ่ม
“แสดงว่ามีผู้รอดชีวิตหลายคนเลยใช่ไหม”
“ใช่ครับ ข้างใต้นี้มีผู้รอดชีวิตหลายคนเลยหลังจากที่เกิดเื่ขึ้น พวกข้าก็ได้มาประจําการปกป้องผู้รอดชีวิตพวกนี้”
“แล้วพวกเ้าได้ข่าวพระสันตะปาปาแพททริคไหม”
“เออท่านพระสันตะปาปากำลังเทศนาให้คนฟังอยู่ข้างล่างเลยเหรอ”
“เหรอดีเลยพวกเค้า นำข้าไปหาพระสันตะปาปาโดยเร็วเลยข้ามีเื่ต้องคุยกับท่าน”
“ว่าแต่ผู้หญิงผมสีขาวที่อยู่หลังท่านคือใครเหรอครับ”ทหารถามด้วยความสงสัย
“พอดีข้าเจอเด็กคนนี้จากข้างทางบ้านของเธอถูกไฟไหม้หมดแล้ว ข้าเลยว่าจะหาสถานที่ปลอดภัยให้กับเธออยู่”
“เอ๋อครับั้แ่เกิดมาผมก็พูดเคยเห็นเด็กผู้หญิงที่มี ผมสีขาวกับดวงตาสีฟ้าครั้งแรกเลยรู้สึกแปลกๆ นะครับ”
“เ้าไม่ต้องใส่ใจหรอกข้ารับประกันได้ว่าเด็กคนนี้ไม่มีพิษมีภัยต่อเ้าแน่น”
หลังจากที่คุยกันเสร็จเหล่านี้ทหารกับพาอัลเบลกับลูเซียลงไปชั่นใต้ดินของวิหารแห่งนี้ โดยในระหว่างทางทหารก็เล่าให้ฟังว่าชั้นใต้ดินแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นมาไว้สำหรับในยามที่แผนดินมีภัย เป็สถานที่ให้ผู้คนเข้ามาหลบภัยพวกทหารก็พึ่งรู้เหมือนกันที่มีสถานที่แห่งนี้อยู่ หลังจากที่ได้รับภาระคอยเฝ้าระวังสถานที่แห่งนี้
******
ณ ชั้นใต้ดินแห่งมหาวิหารแกรนด์เซียร่าเป็สถานที่ที่มีทุกสิ่งทุกอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็เสบียงอาหาร ยุทโธปกรณ์ที่ใช้สำหรับการรบสู้เรียกได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือ ป้อมปราการสุดท้ายของฟาโรแลนเลย สถานที่แห่งนี้เป็ความลับสูงสุดของฟาโรแลนมีแต่เชื้อพระวงศ์เท่านั้นถึงจะรู้วิธีเข้ามายังสถานที่แห่งนี้
หลังจากนั้นไม่นานอัลเบลก็เดินทางมาถึงยังห้องที่พระสันตะปาปาแพททริคกำลังเทศนาอยู่เค้ารอให้สันตะปาปาเทศนาจนจบ โดยไม่ขึ้นไปขัดอะไรในการเทศเลยไม่ว่าเื่ที่เค้า้าจะคุยนั้นเร่งด่วนแค่ไหน
หลังจากที่พระสันตะปาปาแพททริคเทศจบ เค้าเห็นว่าอัลเบลกำลังรอเค้าอยู่ที่ด้านล่างของเวทีจึงได้ทักทายไปว่า
“เห็นสีหน้าที่เป็กังวลของพ่อหนุ่มแล้วเ้ามีเื่ไม่สบายใจอะไรมาปรึกษาข้าเหรอ”
“ท่านทราบเื่ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้แล้วใช่ไหม”
“ข้าทราบมันเป็เื่ที่ข้ารู้สึกกังวลใจเป็อย่างมากข้าไม่รู้ว่าเื่นี้จะจบลงได้อย่างไร เื่ราวมันบานปลายไปใหญ่โตมาก”
“ข้าอยากถามท่านว่ามีสิ่งของอะไรที่จะสามารถต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ”อัลเบลสอบถามถึงสิ่งที่ตัวเอง้าอยากรู้
“ข้าไม่รู้ว่าสิ่งเ่าั้จะสามารถใช้ต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ไหมแต่ข้าเคยได้ยินมาว่าแร่อาเชมิส สามารถต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ได้”
“ท่านหมายถึงแร่ศักดิ์สิทธิ์สีน้ำเงิน ที่เอาไว้ปัดเป่าความชั่วร้ายได้งั้นเหรอ”
“ใช่แต่ข้าไม่แน่นใจว่าของสิ่งนี้จะใช่ได้หรือไม่ ยังไม่เคยมีใครพิสูจน์ดู”
“แล้วท่านรู้ไหมว่าแร่ชนิดนี้อยู่ที่ใด”
“สถานที่แห่งเดียวที่มีแร่อาเชมิสในดินแดนฟาโรแลนก็คือ ถ้ำแลนท์ที่ตรงอยู่ทางทิศวันตกเฉียงใต้ของวิหารแห่งนี้”
“เข้าใจละ ไม่รู้ว่ามันจะได้ไหม แต่ก็คุ้มที่จะลองเสี่ยงดูขอบคุณมากนะ พระสันตะปาปาแพททริค”
สีหน้าของอัลเบลเริ่มคลายความกังวลเค้าเริ่มมีความหวังแล้วว่า เค้าสามารถต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ได้เค้าไม่จำเป็ต้องพึ่งพลังของลูเซียแล้ว เค้าไม่อยากเห็นลูเซียต้องทรมานจากการใช้เวทย์มนต์กำจัดนักรบต้องสาปอย่างต้องเนื่องแต่ติดตรงที่เค้ายังไม่เจอกับองค์ชายเลย อัลเบล จึงยังตัดสินใจไม่ถูกว่าเค้าจะไปหาแร่สีน้ำเงินที่ถ้ำแลนท์หรือจะออกตามหาองค์ชายดี
หลังจากที่อัลเบลกำลังใช้ความคิดอยู่ อยู่ดีๆกับมีหมัดที่ไหนไม่รู้อัดเข้าไปยังแก้มข้างขวาของอัลเบลอย่างจัง อัลเบลถึงกับกระเด็นลงไปนอนกับพื้นเลยอัลเบลรีบเงยหน้าขึ้นไปมองว่าใครเป็คนต่อยเค้า
“ไอ้เลว ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าให้คุ้มครองข้าดีๆ”
“องค์ชายกระหม่อมดีใจจังที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่ ข้าต้องขอโทษจริงๆเหตุการณ์ในครั้งนั้นข้าหมดสติไม่รู้ตัวเลยว่าแต่พระองค์ทรงมาที่แห่งนี้ได้อย่างไร”
“ก็เ้าอาเธอร์ ช่วยข้าไว้ไง ข้านึกว่าข้าจะเอาชีวิตไม่รอดแล้วหลังจากที่เ้าหมดสติลอยน้ำหายจากข้าไป ดีนะที่เ้าอาเธอร์เจอข้าในระหว่างที่กำลังเดินลาดตระเวนอยู่แถวแม่น้ำเคเซนี่ถ้าเป็สถานการณ์ปกติข้าจะจับเ้าปะาเดี๋ยวนี้นะ แต่นี่มันยังเป็สถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่เ้ายังมีประโยคกับข้า ถือว่าเ้าโชคดีไปแล้วกัน”
องค์ชายสังเกตเห็นเด็กสาวแปลกหน้าที่อยู่ข้างๆอัลเบล แล้วก็เดินเข้าไปกระชากผมของเธอพร้อมพูดขึ้นมาว่า “ว่าแต่อีแพศยาที่อยู่ข้างๆของเ้านั้นใคร”
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย”ลูเซียร้องด้วยความเจ็บ
“ข้าไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนที่มีผมสีขาวดวงตาสีฟ้าเหมือนเธอคนนี้ อีนี่มันเป็นางกาลกิณีหรือเปล่า เ้าเอาสิ่งสกปรกเหล่านี้เข้ามายังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้อย่างไร”
“เดี่ยวพระองค์ เด็กคนนี้เป็ผู้มีบุญคุณต่อข้าเธอช่วยชีวิตข้าไว้ตอนหมดสติ” อัลเบล พยายามห้ามองค์ชายอย่างเต็มที่
“เ้าคิดว่าข้าโง่อย่างนั้นเหรอ ”ถ้าจากที่พูดเสร็จองค์ชายไอเซ็นก็ชักดาบที่อยู่ข้างเอวของพระองค์ขึ้นมา เพื่อหวังที่จะแทงคอหอยของสาวคนนั้น
“หยุดนะ เสร็จพี่” เป็เสียงหญิงสาวคนหนึ่งที่ดังมาจากมุมห้องเธอเป็ผู้หญิงที่สวยมาก ผิวพรรณของเธอนั้นสวยเปล่งปลั่งเหมือนกับคนที่ไม่เคยเจอแดดเลยเธอมีผมสีฟ้าที่ยาวและมีสายตาที่มั่นใจเป็อย่างมากเธอเดินเข้ามาจับมือขององค์ชายแล้วพูดขึ้นมาว่า
“ปล่อยเธอ เดี๋ยวนี้นะ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด”
“ก็ได้เรียร่า ถ้าน้องขอพี่ก็ไม่ขัด”แล้วองค์ชายก็ปล่อยมือจากผมของลูเซีย พร้อมเดินไปกระชากคอเสื้อของอัลเบลพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า“อย่าให้ข้าเห็นอีนี่อีกเป็ครั้งที่สอง”แล้วก็เดินจากไป
“เป็อะไรไหมอัลเบล ขอโทษแทนเสร็จพี่เค้าเป็อย่างนี้มาั้แ่เด็กแล้ว” สาวผมสีฟ้าเดินเข้ามาแตะแก้มของอัลเบลเพื่อดูว่าาแเป็อย่างไร
“ขอบคุณพระองค์มากนะองค์หญิงเรียร่าข้าไม่เป็อะไรมาก” หลังจากที่พูดเสร็จอัลเบลก็เดินไปถามลูเซียว่าเป็อะไรไหม
“ข้าไม่เป็ไรแค่รู้สึกเจ็บนิดหน่อย”
“โอเคงั้นเราไปหาที่พักผ่อนกันก่อนนะแล้วเราค่อยออกเดินทางกันต่อ”
“เ้าจะเดินทางไปไหนเหรออัลเบลเ้าพึ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ เ้าไม่อยู่พักสัก 2 – 3 วันแล้วค่อยเดินทางต่อเหรอ ที่นี่มีอาหารกับที่ให้เ้าได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่เลย”องค์หญิงเรียราพูดด้วยความเป็ห่วง