หลังจากยกระดับขอบเขตแล้ว สวี่หยางก็ไม่ได้พักอยู่ในเมืองสือฟางอีกต่อไป เขารีบกลับขึ้นเขาไปในทันที
วันเวลาของการทำงานนั้นช่างแสนจะว่างเว้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสวี่หยางได้กลายเป็หัวหน้าผู้คุม เขาก็ยิ่งไม่มีอะไรทำในแต่ละวันมากขึ้นไปอีก
พวกผู้คุมที่อยู่ใต้บังคับบัญชาต่างก็ทั้งเคารพทั้งหวาดกลัวเขา ส่วนท่านพัศดีเบื้องบนก็ไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็น ที่นี่จึงถือว่าเขาเป็ใหญ่เพียงผู้เดียว
ไม่ว่าจะมีเื่อะไรหรือไม่ สวี่หยางก็มักจะไปเดินเตร็ดเตร่ในเรือนจำสักรอบ จากนั้นก็ไปหลบมุมอู้งานหาความสงบสบายอยู่ตามซอกเขา
"หัวหน้าผู้คุมสวี่" จู่ ๆ วันหนึ่ง จางหลิงก็มาหาสวี่หยางแล้วขวางทางเขาเอาไว้ "เดี๋ยวท่านพัศดีจะมาเบิกตัวนักโทษไปสอบสวน ท่านอย่าเพิ่งหนีไปไหนอีกนะขอรับ"
"นักโทษงั้นหรือ?" สวี่หยางมองดูสมุดบันทึกในมือของจางหลิงพลางเอ่ยถาม "นักโทษคนไหนกันที่ทำให้ท่านพัศดีต้องลงมาสอบสวนด้วยตัวเอง?"
จางหลิงเปิดดูสมุดบันทึกพลางเอ่ย "ถังซานแห่งสำนักถังขอรับ"
"ถังซาน? สำนักถัง? สำนักถังที่ชื่อเสียงเหม็นโฉ่นั่นน่ะหรือ?" สวี่หยางขมวดคิ้ว "เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อคนผู้นี้มาก่อน?"
จางหลิงเอ่ยอย่างจนใจ "วันนั้นเป็วันที่ท่านไม่อยู่พอดี โชคดีที่พวกเราติดสินบนเ้าหน้าที่ทางการสองคนที่คุมตัวนักโทษมา พวกเขาจึงไม่ได้ว่าอะไรขอรับ
แต่นักโทษผู้นี้ดูเหมือนจะเป็ที่น่ารังเกียจอยู่ไม่น้อย พัศดีเจียงเองก็ไม่ชอบหน้าเขาเหมือนกัน"
สวี่หยางรับสมุดบันทึกมาจากจางหลิง บนนั้นบันทึกเวลาที่นักโทษถูกส่งตัวมา รวมถึงประวัติความเป็มาบางส่วนไว้อย่างชัดเจน
สำนักถังมีชื่อเสียงเหม็นโฉ่ไปทั่วทั้งแคว้นตงจี๋ ภายนอกดูเหมือนเป็สำนักที่อยู่ในฝ่ายธรรมะ ทว่าในความเป็จริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำล้วนเป็เื่สกปรกโสมมทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น คนของสำนักถังยังเป็พวกปกป้องคนของตัวเองแบบไม่ลืมหูลืมตา อนุญาตให้พวกตนรังแกผู้อื่นได้ แต่ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นมารังแกพวกตน!
เพียงแต่ปกติแล้ว คนของพวกเขามักจะลงมืออย่างระมัดระวัง ไม่เคยทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานใด ๆ เอาไว้ ทว่าถังซานผู้นี้กลับเข้าสู่เส้นทางมารอย่างสมบูรณ์ จึงถูกคนของกองกำจัดปีศาจจับตัวมา
ในระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ท่านพัศดีก็เดินเข้ามาจากทางประตู สวี่หยางและจางหลิงจึงเงียบเสียงลงและรีบเข้าไปต้อนรับท่านพัศดีในทันที
"เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว นำตัวถังซานไปที่ห้องทรมานเดี๋ยวนี้"
"จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ" สวี่หยางมองไปทางจางหลิง
จางหลิงพยักหน้ารับพลางเอ่ย "ท่านพัศดี พวกเราเตรียมคนไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้วขอรับ"
ทั้งสามคนเดินเข้าไปในเรือนจำ สวี่หยางกับจางหลิงยืนรออยู่ด้านนอก ส่วนผู้คุมสองคนเดินตามพัศดีเจียงเข้าไปด้านในและเริ่มการลงทัณฑ์
และในระหว่างที่กำลังถูกลงทัณฑ์อยู่นั้น ถังซานผู้นี้ก็เริ่มสบถด่าทอออกมาเสียงดังลั่น
"สวะอย่างพวกเ้ากล้าแตะต้องตัวข้างั้นหรือ? ไม่ดูเงาหัวตัวเองบ้างเลย ว่าพวกเ้ากินข้าวไปกี่ชามกันแล้ว ยิ่งพวกเ้าเห่าหอนเสียงดังเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งรู้สึกสบายตัวมากขึ้นเท่านั้น ตีสิ ลงแรงหน่อย ทำไมถึงไม่มีเรี่ยวแรงเลยล่ะ!?"
สวี่หยางส่ายหน้า ถังซานผู้นี้เป็คนบ้าไปแล้วจริง ๆ
"เหตุใดข้าถึงไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีคนบ้าเช่นนี้อยู่ด้วยนะ?"
แม้ว่าถังซานจะเป็มนุษย์ แต่ใช่ว่าจะไม่ถูกบันทึกลงในบันทึกเื่ราวปีศาจ ดูจากนิสัยสันดานของเขาแล้ว คาดว่าคงไม่ต้องทำอะไรให้มากความ เพียงแค่ยืนอยู่เฉย ๆ ค่าความมุ่งร้ายก็คงจะพุ่งพรวดขึ้นมาเอง
สวี่หยางลอบตำหนิตนเองในใจว่าบกพร่องต่อหน้าที่ ในเรือนจำมีตัวตนระดับนี้เข้ามา ทว่าเขากลับไม่ทันสังเกตเห็นั้แ่แรก!
แต่ก็ไม่จำเป็ต้องรีบร้อน รอให้ท่านพัศดีสอบสวนเสร็จแล้ว เมื่อตนเองได้พบหน้าเ้านั่น คาดว่าคงจะสร้างความรังเกียจให้แก่เขาเป็แน่ ค่าประสบการณ์นี้ช่างได้มาอย่างง่ายดายเสียจริง
"์" จางหลิงเหงื่อตกพลางเอ่ย "นี่ก็ผ่านไปตั้งหนึ่งชั่วยามแล้ว เขายังสามารถแหกปากร้องได้อยู่อีก สภาพร่างกายของเขาช่างไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ "
สวี่หยางหัวเราะหึ ๆ ไม่ว่าจะเป็มหาปีศาจหรืุ์ในขอบเขตรวบรวมลมปราณที่เพิ่งถูกส่งตัวเข้ามา ก็ล้วนมีสภาพไม่ต่างกันเท่าใดนักหรอก ทนไปได้ไม่กี่วันก็ทนไม่ไหวแล้วล่ะ
ทั้งสองคนพูดคุยกันได้สักพัก ประตูห้องทรมานก็ถูกเปิดออก
ผู้คุมสองคนยืดเส้นยืดสายร่างกายด้วยความเหนื่อยล้าพลางเอ่ย "หัวหน้าผู้คุมสวี่ พวกเราไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้ว ท่านพัศดีบอกให้เปลี่ยนคนขอรับ"
"เปลี่ยนคน?" สวี่หยางเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ท่านพัศดียังสอบสวนไม่พออีกหรือ?"
ทั้งสองคนพยักหน้ารับ "ใช่แล้วขอรับ ท่านรีบเปลี่ยนคนเถอะ"
"ข้าจัดการเอง" สวี่หยางฉีกยิ้ม นี่มันเป็งานชั้นเลิศ เขาอยากทำใจจะขาดอยู่แล้ว
เมื่อท่านพัศดีเห็นสวี่หยางเดินเข้ามาก็เอ่ย "เสี่ยวสวี่ เฆี่ยนให้หนักเลย แต่อย่าเพิ่งพลั้งมือตีจนตายไปเสียล่ะ"
"ถุย!"
ท่านพัศดียังพูดไม่ทันจบ ถังซานก็ถ่มน้ำลายพุ่งเป้าไปที่สวี่หยางที่เพิ่งจะเดินเข้ามาทันที
เพียงชั่วพริบตาเดียวนั้น ภายในหัวของสวี่หยางก็เกิดพายุหมุนขึ้นมา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับน้ำลายคำนี้ เขากำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะหลบหรือว่าไม่หลบดี
หากไม่หลบ น้ำลายที่เต็มไปด้วยคราบเืและสิ่งสกปรกก็จะต้องกระเด็นมาโดนหน้าของตนเอง ทว่าหากหลบ ด้านหลังของตนเองก็คือท่านพัศดี
สรุปแล้วเขาจะหลบหรือไม่หลบดี?!
ความคิดและความเร็วสอดคล้องกัน สวี่หยางเบี่ยงตัวหลบน้ำลายของถังซาน และน้ำลายคำนั้นก็ลอยไปตกแหมะอยู่บนหมวกขุนนางของท่านพัศดีอย่างพอดิบพอดี
ท่านพัศดีโกรธจัดจนแทบจะพ่นไฟออกมาได้ ทว่าถังซานกลับหัวเราะพลางเอ่ยว่า "ดี ๆ ๆ กินน้ำลายของข้าเข้าไป ดีมากจริง ๆ !"
และเพียงแค่พริบตาเดียว ข้อมูลของถังซานก็ถูกบันทึกลงบนบันทึกเื่ราวปีศาจของสวี่หยางเป็ที่เรียบร้อย เ้านี่เป็มนุษย์อย่างแน่นอน ทว่าก็ยังถูกบันทึกเอาไว้อยู่ดี
"มารดามันเถอะ!" ท่านพัศดีตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว "ตีมัน เฆี่ยนมันให้หนัก!"
สวี่หยางรีบเอ่ยปากในทันที "ท่านพัศดี เขาเป็แค่คนที่ใกล้จะตายผู้หนึ่ง ท่านไม่จำเป็ต้องไปลดตัวโกรธเคืองเขาหรอกขอรับ ข้าว่าท่านกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ดีกว่า เดี๋ยวข้าจะช่วยระบายอารมณ์แค้นนี้แทนท่านเอง!"
ก่อนที่ท่านพัศดีจะหันหลังกลับไป ก็ยังไม่วายกำชับให้สวี่หยางลงมือเฆี่ยนตีถังซานให้หนัก ๆ
"ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นที่เก้า ถือว่าพอมีฝีมืออยู่บ้าง สามารถให้ผลตอบแทนเป็ค่าประสบการณ์สามร้อยแต้มต่อหนึ่งชั่วยาม ไม่น้อยเลย ถือว่าไม่น้อยเลยจริง ๆ !"
สวี่หยางหัวเราะหึ ๆ พลางปรายตามองไปด้านข้าง ผลปรากฏว่าเครื่องทรมานส่วนใหญ่ล้วนถูกตีจนพังยับเยินไปหมดแล้ว
"พวกผู้คุมอย่างพวกเ้าคิด จะฆ่าข้าอย่างนั้นหรือ? ฝันไปเถอะ เหอะ ฝันกลางวันอยู่หรือไง!"
ถังซานยังคงสบถด่าทอต่อไป แต่ค่าความมุ่งร้ายของเขากลับหยุดอยู่เพียงเท่านี้
สวี่หยางหัวเราะพลางเอ่ยว่า "เ้ามันก็เป็แค่คนตายไปแล้ว ภายในเรือนจำแห่งนี้ พวกเรามีข้ออ้างเป็ร้อยเป็พันเหตุผลที่จะฆ่าเ้าให้ตาย ข้าว่าเ้าหุบปากเลิกพูดจาไร้สาระจะดีกว่านะ"
จากนั้นสวี่หยางก็ชักดาบประจำกายของตนเองออกมา แล้วใช้สันดาบฟาดฟันลงบนร่างของถังซานอย่างโเี้
พละกำลังของสวี่หยางแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก ต่อให้เป็ถังซานก็ยังไม่อาจทนรับการฟาดฟันเช่นนี้จากสวี่หยางได้ กระดูกทั่วทั้งร่างราวกับจะแหลกสลายไปเสียให้ได้
"ไอ้ลูกหมา ไอ้เดนมนุษย์ เ้าจะต้องตายไม่ดีแน่! สำนักถังของข้าไม่มีทางปล่อยพวกเ้าไปเด็ดขาด ต่อให้ข้าต้องตาย ไม่สิ ไม่ ๆ ๆ ไอ้เดนมนุษย์อย่างเ้าต้องตายก่อนข้าแน่นอน!"
สีหน้าของสวี่หยางไม่เพียงแต่ไม่โกรธ ทว่ากลับเผยรอยยิ้มออกมาแทน เขาหัวเราะคิกคักพลางเอ่ย "เ้าด่าได้ดี ด่าได้ยอดเยี่ยม ด่าได้ไพเราะเสนาะหูจริง ๆ !"
ค่าความมุ่งร้ายของถังซานพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง คนเพียงคนเดียวกลับสามารถมอบค่าประสบการณ์ให้สวี่หยางได้ถึงห้าร้อยแต้มต่อหนึ่งชั่วยาม ซึ่งมันเหนือกว่าหลี่เหวยเลี่ยที่อยู่ในขอบเขตหลอมชีพจรไปไกลโขเลยทีเดียว!
ถังซานเอ่ยต่อ "ข้าอยากจะเห็นนัก ว่าเ้ากับข้าใครจะตายก่อนกัน!"
สวี่หยางลงมือทุบตีต่อไปอีกพักหนึ่ง เสียงด่าทอของถังซานก็เริ่มเบาลงเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดก็เบาหวิวราวกับเสียงยุงบิน ไม่สามารถเปล่งเสียงะโออกมาได้อีก สวี่หยางถึงได้ปลดร่างของอีกฝ่ายลงมาจากเสา
"จางหลิง ให้คนพามันกลับไปขัง"
จางหลิงมองสวี่หยางพลางเอ่ยถาม "พี่สวี่ นี่ท่านพลั้งมือฆ่าคนตายไปแล้วงั้นหรือขอรับ?"
"ไม่ได้ฆ่าสักหน่อย วางใจเถอะ เขายังสบายดีอยู่เลย ตอนนี้ท่านพัศดีหมายหัวเขาไว้แล้ว คาดว่าคงต้องทรมานเขาไปอีกสักสิบวันครึ่งเดือน ข้าไม่กล้าฆ่าเขาให้ตายหรอก"
ถังซานที่ถูกปลดลงมา จู่ ๆ ก็เบิกตากว้าง แล้วสบถด่าอย่างคลุ้มคลั่งอีกครั้ง "เ้ารอก่อนเถอะ รอให้คนของสำนักถังของข้ามาฆ่าล้างโคตรพวกเ้าให้หมด ไอ้พวกเดนมนุษย์เอ๊ย!"
จางหลิงเอ่ยเหน็บแนม "คำพูดพรรค์นี้ของเ้า อย่าว่าแต่หัวหน้าผู้คุมสวี่จะได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนเลย ข้าเองก็ได้ยินมาไม่น้อยเหมือนกัน แล้วผลลัพธ์มันเป็อย่างไรล่ะ?
บุกรุกเรือนจำ์ มีโทษปะาสถานเดียวเท่านั้นแหละ..."