บทที่ 20
พิสูจน์
บุรุษวิหคที่คอยจับจ้องทั้งสองมาตลอดทาง สังเกตเห็นความแปลกที่ผิดวิสัยของการเป็สามีภรรยาระหว่างทั้งคู่ หากจะบอกว่าเขาคิดมากจนเกินไปก็คงไม่ใช่ แต่การบอกกล่าวความสงสัยนี้ออกไป ก็ทำให้ผู้เฒ่าและประมุขเผ่าฝูถูดูมีความหวังขึ้นอีกครั้ง
“หากนางเป็เทพธรรดาทั่วไป ก็มิอาจช่วยเผ่าเราได้อยู่ดี”
เทพธรรมดาทั่วไปย่อมไม่ผนึกพลังเทพด้วยพลังจิตของวิหคเทพ และท่านวิหคเทพก็คงไม่เสียพลังมหาศาลมากมายไปเพื่อนาง ย่อมต้องมีสิ่งใดซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
“เช่นนั้นก็พิสูจน์”
ผู้เฒ่าเอ่ยตัดบทคำพูดของท่านประมุข อีกไม่นานเผ่าฝูถูคงเหลือเพียงชื่อ หากไร้ซึ่งการสร้างพันธะสัญญาระหว่างวิหคสีชาดกับประมุขแดน์
สัญญาเมื่อเกิดแล้วก็ย่อมต้องรักษา
ประมุขเผ่าฝูถูจึงส่งบุรุษวิหคไปคอยดูแลทั้งสองอย่างใกล้ชิด นั่นก็เพื่อพิสูจน์ว่านางกับปีศาจเป็สามีภรรยากันจริงหรือไม่ อย่างที่สองก็คงไม่พ้นเื่สายเืเทพของนางที่ถูกผนึกไว้
ท่ามกลางความงดงามของทิวทัศน์ด้านนอก จิ่วเหรินถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย นางคิดถึงไป๋หลี่และสหายภูติของนาง รวมไปถึงสัตว์เทพทั้งสี่อีกด้วย ส่วนซือเหยียนนั้นออกจากห้องไปตั้งนานแล้ว ด้วยความเป็ห่วงนางจึงออกจากห้องไปตามเขา
“คุณหนูจะไปที่ใดหรือเ้าคะ?”
“หา.. ค..คุณหนู? ใครกัน?” จิ่วเหรินถามสาวใช้ที่อยู่ด้านหน้าตาปริบ ในชีวิตนี้นางไม่ค่อยคุ้นชินกับสรรพนามเรียกขานแบบนี้สักเท่าไร
“ก็คุณหนูนั่นแหละเ้าค่ะ ประมุขไม่ทราบนามของท่าน จึงสั่งให้ข้าเรียกท่านว่าคุณหนู”
“อ่อ.. ข้าชื่อจิ่วเหริน”
“ถึงแบบนั้นข้าก็ต้องเรียกท่านว่าคุณหนูอยู่ดี” สาวใช้ตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม จิ่วเหรินถอนหายใจที่ตนเองนั้นเสียรู้แก่สาวใช้
“เห็นสามีของข้าหรือเปล่า?”
“เหมือนจะเดินไปทางโน้นเ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้รีบบอกพลางชี้มือไปยังทางเดินเงาวับตรงหน้า จิ่วเหรินพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินออกไป
“นางชื่อ จิ่วเหริน เ้าค่ะท่านประมุข”
จิ่วเหริน.. ไฉนจึงไม่ใช้สกุลเสิ่น ในเมื่อนางบอกว่าเป็หลานสาวของเสิ่นซ่างฉือ
“ขอบใจเ้ามาก”
ประมุขเผ่าฝูถูโบกมือให้สาวใช้ออกไปจากห้อง พินิจเื่ราวที่น่าจะเป็ไปได้ทั้งหมดแล้ว ใจของเขาเองก็ยังคงปักใจเชื่อว่านางนั้นต้องเป็สายเืของจิ่วหรูเฟิ่ง แต่เื่ที่นางกลายไปเป็หลานสาวของเสิ่นซ่างฉือได้อย่างไรนั้น คงต้องสืบต่อไป
“ซือเหยียน..”
ถนนนั้นตัดไปทางด้านหลังของวิหาร มีทางเดินเชื่อมไปยังที่ต่างๆทั่วดินแดนนี้ จิ่วเหรินส่งเสียงเรียกซือเหยียน ทว่าก็มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา นางคิดว่าเขาคงไปหากลับออกไปด้านนอกอย่างที่พูด
“ซ..ซือ อุ๊บ!”
ปากของนางที่กำลังจะเอ่ยชื่อของเขาก็ถูกฝ่ามือปริศนาปิดไว้เสียก่อน นางถูกลากให้ไปหลบอยู่หลังเสาศิลาขนาดใหญ่ ก่อนที่จะมีทหารหลายสิบคนเดินผ่านไป และตามด้วยบุรุษวิหคเทพที่มองซ้ายมองขวาก่อนจะเดินตามทหารไป
อื้อ!
เมื่อถูกปล่อยเป็อิสระ จิ่วเหรินจึงหันไปหมายจะต่อว่าคนที่ทำเช่นนี้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยนางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พลางจับอกซ้ายของเขาเพื่อตรวจดูโลหิตวิหคสีชาด
“ท่านอย่าหายไปแบบนี้ได้ไหม? อาการของท่านยังไม่ดีขึ้น”
“...”
เห็นเขาเงียบไม่ยอมโต้ตอบนางก็แหงนหน้ามองด้วยความสงสัย
“เป็อะไรไปซือเหยียน”
“เปล่าหรอก”
ท่าทางประหลาดของซือเหยียนนั้นทำจิ่วเหรินแอบสงสัย สุดท้ายนางก็เลือกเมินเฉยไม่พูดอะไรต่อ ทว่าเขากลับคว้าเอวของนางมาแนบกาย นั่นก็ยิ่งทำให้จิ่วเหรินสะดุ้งใในท่าทีของเขา
“อ..อะไรของท่านเล่า”
“ข้าได้ยินพวกเขาบอกว่าไม่เชื่อที่เ้ากับข้าเป็สามีภรรยากัน จึงส่งคนมาคอยจับตามอง”
“!!!”
“อีกอย่างตาเฒ่าพวกนั้นก็อยากพิสูจน์ความจริง”
“แล้วจะทำอย่างไรดี!”
“ทำอย่างไรงั้นรึ? ก็ทำอย่างที่ควรทำ หน้าที่สามีภรรยาที่เ้าสร้างขึ้นมา” ซือเหยียนโอบเอวบางแน่นกว่าเดิม ในชีวิตนี้ก็ไม่คิดว่าสตรีที่อยู่ข้างกายแนบชิดจะเป็เทพ
“ข..ข้า”
“หรือจะไปสารภาพความจริงให้เื่ยุ่งยาก นี่ข้าก็ลดตัวมาทำเื่ไร้สาระกับแผนการของเ้า”
“ก็ได้ๆ ฮึ่ย!”
จิ่วเหรินหน้างอเมื่อถูกอีกฝ่ายต่อว่า ซือเหยียนนั้นปากร้ายซ้ำยังพูดจาไม่ถนอมน้ำใจกันสักนิด
บุรุษวิหคเทพถึงกับอึ้งเมื่อเห็นภาพตรงหน้า สองสามีภรรยาโอบเอวเดินผ่านไป ปีศาจเ็าแข็งทื่อไร้ชีวิตจิตใจกำลังคลอเคลียไม่ห่าง เขาขยี้ตาตนเองอยู่หลายครั้งเพื่อมองให้แน่ใจ ความรักหวานชื่นจนสาวใช้อายม้วน ทั้งสองเข้าห้องนอนปิดประตูลงกลอนทันที
“ซือเหยียน.. ซือเหยียน!”
“อะไร?”
“ปล่อยข้าเสียที นี่เราอยู่ในห้องแล้ว” ซือเหยียนถึงกับสะดุ้งปล่อยมืออย่างเร็ว นี่เขาใจลอยเดินมาถึงในห้องั้แ่เมื่อไรกัน มันแปลกมากที่พออยู่ใกล้กับจิ่วเหรินแล้ว ซือเหยียนก็ไม่เป็ตัวเองเลยแม้แต่น้อย
“มานั่งตรงนี้หน่อย”
“จะทำอะไร?”
“จะขอดูหัวใจของท่าน ข้าต้องถ่ายพลังเพื่อไม่ให้มันกำเริบ” จิ่วเหรินบอกอีกฝ่ายที่ยืนแข็งทื่ออยู่ เขาเดินมานั่งข้างกายตามคำสั่ง จิ่วเหรินปลดเสื้อด้านนอกออกเพราะต้องดูแผลด้านใน
“นี่..เ้า!”
“อะไรกันซือเหยียน ท่านคิดว่าข้าชอบท่านมากนักหรือ? ข้าอยากดูแผลด้านใน”
“...”
ถึงแม้ซือเหยียนจะไม่ชอบใจมากเท่าไร แต่ก็ขัดนางที่เป็ผู้รักษาเขาไม่ได้ จะเรียกรอยเส้นเืพวกนี้ว่าาแก็ไม่เชิง มันคือพันธะที่บอกว่าชีวิตเขากับเ้าของโลหิตนี้เกี่ยวพันกัน
นางลูบไปบนเส้นเืที่โผล่พ้นขึ้นมา ดวงตานั้นมองอย่างคะนึงหา ชีวิตของซือเหยียนกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง ตอนนั้นนางคิดเพียงว่าขอแค่เขากลับมา สิ่งใดนางก็ล้วนยอมแลกทั้งสิ้น
“ซือเหยียน”
“...”
“ท่านเชื่อเื่ วิหคสีชาด หรือไม่?” จิ่วเหรินเอ่ยถามเสียงเบา คนที่เอาแต่มองหน้านางกลับมามีสติอีกครั้ง
“ข้าไม่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น หาไม่พบ หรือััมันไม่ได้”
“แต่ข้าอยากให้ท่านเชื่อว่ามันมีจริง”
ปลายนิ้วอ่อนนุ่มนั้นยังคงลูบเส้นเืที่กระจายตัวทั่วอกซ้าย นางจรดริมฝีปากเป่ามันจนจางลงไป ก่อนจะทาบฝ่ามือเพื่อยั้งไม่ให้โลหิตวิหคสีชาดไหลเร็วจนเกินไป
“คงบรรเทาอาการท่านไปได้สักสามราตรี”
นางว่าจบก็สวมเสื้อตัวนอกกลับคืนให้ดังเดิม เม็ดเหงื่อเล็กผุดขึ้นจนรู้สึกว่าห้องโคลงเคลง พลังเทพของนางถูกผนึกเอาไว้ ดังนั้นการถ่ายทอดพลังรักษาจึงมาจากเส้นลมปราณของเซียน นางคงใช้มันมากไปหน่อยจึงรู้สึกวิงเวียนศีรษะ
“จิ่วเหริน!”
เขาคว้าตัวของนางเอาไว้ทันก่อนที่จะล้มลงบนพื้น ใบหน้าอมชมพูเืฝาดกลายเป็ขาวซีด จับชีพจรดูก็พบว่านางอ่อนแรงจนหมดสติ จึงอุ้มนางขึ้นไปนอนพักบนเตียง หยิบผ้าผืนเล็กมาคอยซับเหงื่อที่อยู่ตามกรอบหน้า
ชั่วหนึ่งก้านธูปนางก็ฟื้นคืนสติดังเดิม ดวงตากลมโตค่อยลืมขึ้น และพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียง ภายในห้องว่างเปล่าไร้เงาของซือเหยียน นางจึงประคองสติของตนลุกขึ้นนั่ง ด้านนอกมืดสนิทมองเห็นแสงจากโคมไฟเรียงรายงดงาม นางก้าวลุกจากเตียงเปิดประตูออกไป
“คุณหนูตื่นแล้วหรือเ้าคะ?”
“เอ่อ..”
“สามีของคุณหนูเป็ห่วงมาก จึงฝากข้าให้คอยดูแลคุณหนูอย่างใกล้ชิด”
“แล้วเขาไปไหน?”
“เห็นว่าจะออกไปสูดอากาศเ้าค่ะ” สาวใช้รายงานเสียงใส จิ่วเหรินพยักหน้าและบอกให้ยกอาหารกับยาไปไว้ในห้อง ส่วนนางนั้นจะออกไปดูซือเหยียนสักหน่อย
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด