“อะไรนะครับนายนายจะจดทะเบียนรับเ้าอัคคีเป็บุตรบุญธรรมอย่างนั้นหรือครับ”โจเซฟอุทานออกมาอย่างใเมื่อได้ยินสิ่งที่นายของตนเอ่ยออกมาถึงเื่ที่จะรับอัคคีคู่หูของตนเป็บุตรบุญธรรม
“ใช่นายได้ยินไม่ผิดหรอกฉันบอกว่าฉันจะรับเ้าอัคคีเป็บุตรบุญธรรมและตอนนี้ฉันก็ทำเื่เสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยเหลือแค่เซ็นชื่อเท่านั้นทำไมจะต้องตกอกใอะไรขนาดนั้นด้วยโจเซฟ”
“ผมแค่แปลกใจอัคคีมาอยู่กับเราได้ห้าปีแล้ว ผมไม่เห็นว่านายจะมีความคิดที่จะรับมันเป็บุตรบุญธรรมเหตุใดจึงคิดที่จะรับมันมาเป็บุตรบุญธรรมเอาในตอนนี้ล่ะครับนาย”
“อาจจะเป็เพราะเหตุการณ์วันนั้นก็เป็ได้ที่ทำให้ฉันคิดเื่ที่จะรับใครสักคนเป็บุตรบุญธรรมเพราะถ้าหากคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์วันนั้น แก๊งของเราก็จะไร้ซึ่งผู้นำธุรกิจต่างๆที่ฉันสร้างมันมากับมือก็จะไร้ซึ่งคนดูแลและเพราะตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมาอัคคีได้แสดงให้ฉันเห็นแล้วว่าเขามีความเหมาะสมที่สุดที่ฉันจะรับมาเป็บุตรบุญธรรมเพื่อให้มารับ่งานต่อจากฉัน ยิ่งเหตุการณ์วันนั้นฉันยิ่งแน่ใจว่าฉันเลือกคนไม่ผิด”นายเมฆินทร์ตอบลูกน้องคนสนิทของตนอย่างโจเซฟ
“นายช่วยไปตามเ้าอัคคีให้มาพบฉันหน่อยได้ไหมโจเซฟ”หลังจากพูดจบเมฆินทร์ก็สั่งโจเซฟให้ไปตามอัคคีมาพบเพื่อบอกถึงเื่ที่ตนจะรับเขาเป็บุตรบุญธรรม
หลังจากที่โจเซฟสั่งให้คนไปตามอัคคีมาพบกับผู้เป็นายไม่ช้าอัคคีก็มาถึงที่ห้องทำงานของเมฆินทร์
“อะไรนะครับ”อัคคีอุทานออกมาทันทีอย่างใหลังจากได้ฟังเื่ที่นายเรียกตนมาในห้องนี้
“จะใอะไรนักหนา เ้าโจเซฟก็คนแล้วนี่ยังมาเ้าตัวเองอีก”
“ทำไมล่ะครับ”อัคคีถามออกไปอย่างอยากรู้เหตุผลที่ผู้เป็นายตัดสินใจรับตนเองเป็บุตรบุญธรรมถึงแม้ตนจะเป็ที่โปรดปรานและถูกเรียกใช้งานใกล้ชิดมากเพียงใดแต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นรับตนเองเป็บุตรบุญธรรม
“ก็เพราะว่าฉันเชื่อใจและไว้ใจนายอย่างไรล่ะวันนั้นถ้าฉันไม่ได้นายช่วยเอาไว้ถึงสองครั้งฉันก็อาจจะกลายเป็ศพรวมอยู่กับพวกหัวหน้ามาเฟียเ่าั้ที่ต่างก็เสียชีวิตอยู่ในสภาสูงไปแล้วอีกอย่างถ้าฉันเป็อะไรไปแล้วสิ่งที่ฉันสร้างมันมากับมือจะให้ฉันทำอย่างไรใครจะมาสานต่อเจตนารมณ์ของฉัน”ประโยคท้ายมีเพียงแค่อัคคีและเมฆินทร์เท่านั้นที่รู้ว่าเจตนารมณ์ที่ว่านั้นคือเื่ใด
“แต่นายครับ” อัคคีพยายามที่จะหาข้ออ้างเพื่อที่จะปฏิเสธแต่ถูกเมฆินทร์ยกมือห้ามไว้
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฉันตัดสินใจแล้วและนายก็ต้องยอมรับมันด้วยและหากฉันเป็อะไรไปนายคือคนที่จะสานต่อทุกอย่างต่อจากฉันรวมถึงการขึ้นเป็หัวหน้าแก๊งต่อจากฉันด้วย”เมื่อได้ฟังดังนั้นอัคคีจึงไม่กล้าที่จะค้านผู้เป็นายเกี่ยวกับเื่นี้อีกทำเพียงยอมรับในสิ่งที่ผู้เป็นายของตนตัดสินใจแล้วเท่านั้น
ดังนั้นหลังจากนั้นไม่นานขั้นตอนการรับรองบุตรเพื่อรับอัคคีเป็บุตรบุญธรรมก็เสร็จสิ้นลงยังความแปลกใจ และคลางแคลงใจจากลูกน้องคนอื่นๆเป็อย่างมาก และเหนือสิ่งอื่นใดก็ยังมีใครคนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดที่ไม่พอใจกับการตัดสินใจเื่นี้ของเมฆินทร์เป็อย่างมากเพราะนั้นเท่ากับว่าแผนการที่เขาวางไว้ต้องสะดุดลง
อัคคีผู้ที่ไม่รู้ว่ามีใครบางคนที่ไม่พอใจตนอยู่ก็ยังคงใช้ชีวิตของตนเองอย่างปกติไม่ได้แสดงความมีอำนาจในฐานะของบุตรบุญธรรมของนายเมฆินทร์เลยแม้แต่น้อยทำให้ลูกน้องบางคนที่แปลกใจและคลางแคลงใจค่อยๆเปลี่ยนความคิดลงและหันมายอมรับในการตัดสินใจของผู้เป็นายโดยไร้ข้อกังขาเพราะต่างก็ยอมรับในความรู้ความสามารถของอัคคี แม้เขาจะมาอยู่ที่นี่ได้เพียงห้าปีแต่ตลอดระยะเวลาห้าปีอัคคีก็ไม่เคยทำให้ผู้เป็นายของตนผิดหวังเลยแม้แต่น้อย
และการที่คนส่วนใหญ่ยอมรับในตัวของอัคคีและการตัดสินใจรับอัคคีเป็บุตรบุญธรรมนำมาซึ่งความไม่พอใจของคนในมุมมืดมากยิ่งขึ้นเพราะแผนการที่ตนตั้งใจจะทำให้คนเ่าั้ต่อต้านต้องหยุดลง
“สวัสดีครับนายอัคคี”ลูกน้องคนหนึ่งเปลี่ยนสรรพนามการเรียกของอัคคีใหม่หลังจากที่อัคคีกลายเป็บุตรบุญธรรมของผู้เป็นายของตนแล้ว
“พี่เข้มเรียกผมอัคคีหรือไอ้อัคคีเหมือนเดิมเถอะครับไม่ต้องเรียกผมว่านายหรอกเดี๋ยวเหาจะกินกบาลผมเอา” อัคคีรีบร้องห้าม
“ได้ไงวะก็ตอนนี้แกเป็ลูกนายแล้วจะให้พวกฉันเรียกแกเหมือนเดิมได้อย่างไรล่ะ”
“ได้ดิพี่ ทำไมจะไม่ได้ล่ะถึงผมจะกลายเป็ลูกบูญธรรมของนายแล้วแต่ผมก็ยังคงเป็อัคคีหรือไอ้อัคคีของทุกคนเหมือนเดิมนั้นแหละเรียกผมเหมือนเดิมเถอะนะ แบบนี้ดูเราสนิทกันมากกว่า มาเรียกนงเรียกนายบรื้อ...(ทำท่าขนลุก) ผมรับไม่ไหวอ่ะ”
“เออๆก็ได้วะไอ้อัคคี”
“นั้นแหละแบบนี้ค่อยสนิทกันเหมือนเดิมหน่อย”หลังจากพูดจบคนที่ชื่อเข้มและคนอื่นๆก็กลับมาเล่นหัวหยอกล้อกับอัคคีเหมือนเดิม
และถึงแม้อัคคีจะกลายมาเป็ลูกบุญธรรมของเมฆินทร์แล้วแต่ตนก็ยังคงทำงานที่ตนต้องรับผิดชอบเหมือนเดิมแต่ที่ไม่เหมือนเดิมคืออัคคีจะได้รับการเรียนรู้งานทางด้านบริหารด้วยเพื่อให้สามารถบริหารจัดการธุรกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของเมฆินทร์ได้
ถึงแม้เมฆินทร์จะได้ชื่อว่าเป็มาเฟียแต่ธุรกิจส่วนใหญ่ของเขาก็มีทั้งสีขาวและสีเทา ส่วนงานในด้านมืดก็จะเป็พวกผับโต๊ะบอล เก็บค่าคุ้มครอง และงานอย่างอื่นอีกเล็กน้อยแต่ก็ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด หรือค้าของเถื่อนเลยแม้แต่น้อยเพราะเหตุผลที่แท้จริงที่เมฆินทร์เข้ามาสู่วงการมาเฟียก็เพราะเหตุผลที่พวกคุณก็รู้กันอยู่แล้วว่าเพราะเหตุใด
“ไอ้อัคคีเดี๋ยวอีกอาทิตย์หนึ่งจะมีงานใหญ่นะโว๊ย”ลูกน้องคนหนึ่งของเมฆินทร์และอยู่ในกลุ่มที่ต้องทำงานร่วมกันกับอัคคีเดินมาตบที่บ่าก่อนที่จะบอกข่าว
“งานไรพี่”อัคคีถามออกมาอย่างอยากรู้
“กูก็ไม่รู้เหมือนกันเห็นเขาพูดกันว่าเป็งานใหญ่เดี๋ยวไปถึงหน้างานแกก็รู้เองแหละ ยังไงก็เตรียมตัวไว้ให้พร้อมล่ะ”
“ได้พี่ไม่มีปัญหาว่าแต่พักนี้ผมไม่ค่อยเห็นพี่โจเลย พี่เห็นบ้างไหม”ประโยคท้ายอัคคีถามถึงโจเซฟคู่หูและพี่เลี้ยงของตน
“พี่โจนายใช้ให้ไปช่วยงานทางสภาสูงหลังจากเหตุการณ์วันนั้นพวกเราแต่ละแก๊งก็ต้องเกณฑ์คนของเราบางส่วนให้ไปช่วยงานที่นั้นเพราะเหตุการณ์วันนั้นทางสภาสูงเสียหายหนักเอาการอยู่เหมือนกันเพราะแรงะเิทำให้พื้นที่ด้านในอาคารเสียหายหลายจุดไหนจะเพลิงที่ลุกไหม้หลังจากการะเินั้นอีก ดีที่ตัวอาคารโครงสร้างยังแข็งแรงจึงไม่ต้องถึงขั้นทุบทิ้งแล้วสร้างไหมทำแค่บูรณะและปรับปรุงให้สามารถกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมแค่นั้นเอง”คนที่อัคคีถามร่ายคำตอบออกมาเสียยาวเหยียด
“อ๋อแล้วแบบนี้งานใหญ่ที่จะถึงนี้พี่โจก็ไม่ได้มาร่วมทีมกับพวกเรานะสิ” อัคคีถามต่อ
“ก็น่าจะเป็อย่างนั้นแหละแต่แค่แกคนเดี๋ยวก็เอาอยู่ อยู่แล้วจริงไหมวะไอ้อัคคี”
“แหม...พี่ก็ขยันยอผมจริงๆ”
“เออกูมาบอกข่าวแค่นี้แหละเดี๋ยวต้องไปกินเหล้ากันต่อกับพวกไอ้เข้มมัน แกจะมาด้วยกันไหมล่ะ”
“ไม่ล่ะพี่เดี๋ยวต้องไปเรียนรู้งานกับนายอีกนี่ก็สายมากแล้ว งั้นผมขอตัวก่อนแล้วกันนะครับ”
“เออๆแล้วเจอกันโว๊ย”
“ไว้โอกาสหน้านะพี่เดี๋ยวผมไปกินกับพวกพี่ด้วย”
“เออๆ” แล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปคนละทางโดยกลุ่มคนที่คุยกับอัคคีก็มุ่งหน้าไปที่ร้านเหล้าที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านที่พวกตนอยู่ส่วนอัคคีก็เดินไปทางฝั่งห้องทำงานของเมฆินทร์เพื่อเรียนรู้งานทางด้านการบริหารต่อโดยที่ไม่รู้ว่าใครบางคนที่แอบมองตนเองอยู่นั้นมองตามหลังของอัคคีไปด้วยสายตาแบบใด