กระโจมงานเลี้ยงชมดอกเหมย
“ฮ่องเต้เสด็จแล้ว” หลิวกงกงเดินเข้ามาในกระโจมจัดเลี้ยง แล้วเปล่งเสียงอันดังบรรดาแเื่ก็ยืนขึ้นเตรียมต้อนรับองค์ประธานในพิธี
ฮ่องเต้มู่เหวินหลงเป็บุรุษรูปโฉมงามสง่ากล่าวได้ว่ามีราศีของโอรส์อยู่อย่างเต็มเปี่ยม
เมื่อมองพระพักตร์จะพบว่าทรงมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงฉินอ๋องอยู่สามส่วนแต่ไม่ทรงเ็าเท่า แม้พระองค์มักจะแย้มพระสรวลอยู่บ่อยครั้งพระพักตร์เปี่ยมด้วยพระเมตตา แต่ความน่าเกรงขามก็ไม่ได้ลดลงพระเนตรคมกริบคู่นั้นเหมือนจะมองทะลุถึงใจคน แผ่รังสีกดดันรอบพระวรกายทำให้บรรดาขุนนางทั้งหลายมิกล้าเสี่ยงแตะเกล็ดย้อนของั[1]
ฮ่องเต้มู่เหวินหลงฉลองพระองค์สีทองอร่ามปักลวดลายัเก้าตัวโลดแล่นอยู่เหนือระลอกน้ำรอบชายชุดคลุม ทุกฝีเข็มช่างหลวงออกแบบด้วยความพิถีพิถันแลดูงดงามล้ำค่าสมเป็ฉลองพระองค์ของโอรส์
ฮ่องเต้เสด็จมาพร้อมกับฮองเฮา ไทเฮาและเหล่าพระสนมเอก พระองค์ค่อย ๆ พระดำเนินผ่านบรรดาเชื้อพระวงศ์ ขุนนางและคนในครอบครัวที่ได้รับสิทธิ์ร่วมงานไปยังตำแหน่งประธานของกระโจมจัดเลี้ยง
เมื่อทรงประทับลงบนตำแหน่งประธานเรียบร้อยแล้วบรรดาแเื่ก็กล่าวถวายพระพรโดยพร้อมเพรียง
“ขอฮ่องเต้ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆปี”
ฮ่องเต้ทรงอนุญาตให้ทุกคนลุกขึ้นได้จากนั้นเปล่งสุรเสียงประกาศเริ่มงานเลี้ยงทันที
เสียงดนตรีเริ่มประโคมบรรเลงบทเพลงสำหรับการแสงนางระบำชุดแรกก็วิ่งออกมาร่ายรำอย่างงดงาม สร้างความสุขสำราญอย่างเต็มที่นางกำนัลทยอยยกสุราชั้นดีกับอาหารเลิศรสที่หาทานได้ยากเข้ามาภายในงาน
เมื่อถึงเวลานี้ก็จะสามารถมองเห็นได้ว่าใครนั่งอยู่ตรงไหนบ้างที่นั่งของแขกถูกแบ่งออกเป็สองฝั่งแยกชายหญิง มีลานแสดงกั้นอยู่ตรงกลางบริเวณฝั่งของสตรีจะมีผ้าโปร่งบาง ๆ ลงมาบดบังสายตาจากฝั่งตรงข้ามแต่ก็ยังพอให้เหล่าบุรุษได้ยลโฉมของเหล่าสตรีทั้งหลายทั้งชายหญิงต่างหาผู้ที่ตนพึงใจโดยใช้สายตาส่งประสานเชื่อมสัมพันธ์ หากบิดามารดาเห็นด้วยก็ส่งแม่สื่อไปทาบทามสู่ขอตามประเพณี
มู่เลี่ยงหรงจิบสุราอย่างใจเย็นมีขุนนางมาขอคารวะสุรามากมาย เขาพันจอกไม่เมาหน้าไม่เปลี่ยนสีแต่วันนี้ไม่อยากดื่มจนเสียเื่ สุดท้ายจึงแผ่รังสีเย็นเยียบไปรอบกายส่งผลให้บรรดาขุนนางหยุดเข้ามาที่โต๊ะทันที เมื่อไล่บุคคลน่ารำคาญเหล่านี้ไปได้แล้วชายหนุ่มก็นั่งนับเวลารอให้สตรีในห้วงคำนึงได้รับจดหมาย
เยี่ยนเยว่ฉีสีหน้าไม่ดีนักเพราะทำขลุ่ยพลิ้วพรายหายไปทั้งที่งานเลี้ยงเริ่มแล้ว การแสดงก็ดำเนินไปเรื่อย ๆโชคดีที่นางอยู่ลำดับสุดท้ายของรายชื่อ หญิงสาวได้แต่นั่งรอซูจิ้งหาขลุ่ยหยกกลับมานางชำเลืองมองไปทางเข้ากระโจมครั้งแล้วครั้งเล่า
หญิงสาวจิบน้ำชาลงไปอีกหลายอึกความกระวนกระวายทำให้ความอยากอาหารหายไปสิ้นขณะนั้นเองนางกำนัลผู้หนึ่งแอบยื่นจดหมายให้อย่างเงียบ ๆแล้วหันหลังจากไปทันทีโดยไม่กล่าวอะไร เยี่ยนเยว่ฉีคลี่กระดาษเปิดอ่านทันที
ขลุ่ยพลิ้วพรายงดงามล้ำค่าปรารถนาจะคืนสู่ผู้เป็เ้าของอีกครา
จงมาพบข้าทีู่เาจำลองของอุทยานฝั่งตะวันออกเพียงผู้เดียว
คนงามพลิกจดหมายไปมาแต่ก็ไม่พบสิ่งใดเขียนไว้อีก
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะออกไปตามนัดดีหรือไม่ในใจก็รู้สึกหวาดระแวงอยู่ไม่น้อย แต่ที่นี่คือวังหลวงจึงคิดว่าไม่น่าจะมีคนร้ายได้บางทีผู้ที่เก็บขลุ่ยของนางได้อาจจะมิใช่ผู้ที่ได้รับเชิญในงานเลี้ยงด้วยเหตุนี้กระมังจึงต้องนัดให้ไปรับคืนในบริเวณอื่นแทน
ในที่สุดหญิงสาวก็ตัดสินใจก้าวเดินออกไปจากงานเลี้ยง
ด้วยความใจร้อนอยากได้ขลุ่ยหยกคืนโดยเร็วพอก้าวขาออกจากงานเลี้ยงได้เท่านั้น นางก็รีบวิ่งจนอาภรณ์สีชมพูสะบัดพลิ้วเป้าหมายคืออุทยานตะวันออก
เยี่ยนเยว่ฉีใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเค่อก็มาถึงูเาจำลองขนาดใหญ่พาร่างงามเข้าไปภายในอย่างรีบร้อนั์ตาหวานหยาดเยิ้มพยายามสอดส่ายหาเ้าของจดหมาย เมื่อไม่พบผู้ใดก็ตัดสินใจเดินลึกเข้าไปตามเส้นทางอันคดเคี้ยว
ูเาจำลองของวังหลวงช่างใหญ่โตกว่าที่คิดเยี่ยนเยว่ฉีเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า นางทั้งเดินทั้งวิ่งจนมาถึงน้ำตกจำลองอันสวยงาม
ทันใดนั่นเองหญิงสาวเหลือบเห็นเงาของคนผู้หนึ่งหายเข้าไปตรงทางเขาถ้ำใต้น้ำตก
คนงามลังเลที่จะตามเข้าไปแต่หากเป็คนที่พบขลุ่ยหยกของนางเล่า
เยี่ยนเยว่ฉีสูดหายใจลึกเพื่อเรียกความกล้าแล้วจึงเดินเข้าไปใต้น้ำตกอย่างช้าๆ มองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง
เมื่อเข้ามาถึงภายในถ้ำหลังน้ำตกก็ปรากฏภาพของบุรุษในชุดคลุมชินอ๋องสีดำยืนหันหลังอยู่
‘นั่นมันฉินอ๋องนี่’
เยี่ยนเยว่ฉีรู้สึกได้ถึงเสียงของหัวใจที่เต้นระรัว
[1] ตามตำนานของจีนเชื่อว่าัมีเกล็ดย้อนอยู่เกล็ดหนึ่งหากไปััเข้าจะทำให้ัคลุ้มคลั่งมักใช้เปรียบกับการไม่กล้าล่วงเกินฮ่องเต้ให้ทรงกริ้วเพราะอาจจะถูกลงพระอาญาอย่างหนัก