เส้นทางลดเลี้ยว ขึ้นลง ในแถบูเาโดยหลีกเลี่ยงเส้นทางเข้าสู่ตัวอำเภอมิใช่สิ่งที่คนขับรถม้าผู้เชี่ยวชาญอย่างจั่วรุ่ยเป็กังวล การเดินทางร่วมสองวันมานี้ง่ายดายเพราะสตรีหนึ่งนางคอยบอกเส้นทางและหยุดพักรถม้าเป็ระยะๆ เพื่อเข้าสู่หมู่บ้านปินเหอของสตรีนางนั้น แม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแต่ยังเป็เขตดินแดนของแคว้นโจวเหิง (บนดอย) ชีวิตความเป็อยู่ของผู้คนในหมู่บ้านและอาหารการกินมิใช่เื่ยากลำบากอันใด นั่นเพราะพืชผักในป่าคือหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านไม่เคยติดขัดเื่อาหาร แต่สิ่งที่เป็ปัญหาคือเื่ของการปกครองที่มีเพียงหัวหน้าหมู่บ้านคอยดูแล ยามเจ็บป่วยมีหมอหญิงชราคอยตรวจรักษาอาการขั้นพื้นฐานให้ แม้ไม่ดีเท่าใดนัก แต่หากเทียบกับการเดินทางลงไปจากหมู่บ้านเข้าสู่ตัวอำเภอที่ใช้เวลาเกือบสองชั่วยาม ซึ่งเสี่ยงกับชีวิตของผู้ป่วย ดังนั้นการรักษาเบื้องต้นอยู่ในหมู่บ้านย่อมเป็ทางเลือกที่ดีกว่า (ลงสู่พื้นที่ราบที่มีชุมชนจำนวนมากอาศัยอยู่เหมือนในตัวเมือง) กล่าวว่าผู้คนในหมู่บ้านมีความสุขตามอัตภาพก็คงจะใช่ หลายครั้งที่เขาต้องเดินทางขึ้นไปยังหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อรับส่งลูกค้า เขายังเคยนอนพักค้างคืนที่นั่นมากกว่าสามวัน บรรยากาศเย็นสบาย ไม่มีโจรร้ายใดให้ต้องหวาดกลัว จะบอกว่าหมู่บ้านแห่งนี้คือสถานที่แห่งหนึ่งที่ปลอดภัยก็คงไม่ผิด
เย่วซินเปิดม่านหน้าต่างรถม้า ลอบมองเส้นทางอันน่าหวาดเสียวนั้นเป็ระยะๆ ด้านล่างคือหุบเหวลึกจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ถ้าหากไม่มีราวกั้นด้านข้าง คนขับรถม้าผู้ที่ไม่ชำนาญเส้นทางอาจมีโอกาสเสียหลักไหลตกลงไปได้ร่องลึกนั้นได้ ใบหน้างามไม่อยากจะนึกถึงจุดจบนั้นเลย “ข้ามีชีวิตอยู่มาจนถึงยามนี้ หากมีอันตรายพลาดพลั้งตกเหวลึกนี่ลงไป คงไม่พ้นต้องเสียดายชีวิตตัวเอง”
“มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่เย่วซิน” เสี่ยวเม่าลูบหลังลูบไหล่ร่างบางนั้น พลันนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนั้น เหตุการณ์ที่มิสามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ หรือมันเป็เพราะความรักคือต้นเหตุของการตัดสินใจ หากเป็เช่นนั้นตัวนางที่ใกล้จะเป็สาวเทื้อคงไม่อยากจะมีรัก “พี่จะถามเ้าจากใจจริงนะ เ้าเสียใจหรือไม่เกี่ยวกับเื่เมื่อคืน”
เย่วซินจับแขนตนเองแน่น ทุกร่องรอย ทุกััอันหนักหน่วงกับคำรักที่ไร้สติของพี่ซัวหยาง นางเชื่อว่าเป็ความจริง แม้พี่ซัวหยางจะคิดว่าตนร่วมรักกับคุณหนูซือ แต่ทุกคำที่บุรุษในดวงใจผู้นั้นเปล่งออกมามีแค่ชื่อนาง จังหวะที่เผลอสบตากัน หากพี่ซัวหยางไม่เมามายอย่างหนัก อีกฝ่ายคงรู้ได้ไม่ยากว่าเมื่อคืนนี้เป็นางที่นอนครางอยู่ใต้ร่างเขา “ข้าเสียใจที่มิได้ครองคู่กับพี่ซัวหยางมากกว่า แต่มิเป็ไรเ้าค่ะ พี่เสี่ยวเม่าอย่าห่วงข้าเลย ยามนี้เราต้องคิดถึงเื่หมู่บ้านของพี่และช่วยกันคิดดีกว่าว่าเราจะทำอย่างไรเมื่อไปถึงที่นั่น ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่และข้าจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ เพื่อรอเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์แน่เ้าค่ะ”
เสี่ยวเม่ายิ้ม ^^ “ดีแล้ว เช่นนั้นอันดับแรกเมื่อเราไปถึงหมู่บ้าน เราต้องไปทำความรู้จักกับผู้าุโและทุกๆ คนก่อน พี่เองก็จากที่นั่นมานานหลายปีแล้ว คล้ายกับว่าเราต้องไปเริ่มใหม่ เ้าพร้อมหรือไม่ น้องพี่”
เย่วซินยิ้มหวาน ^^ “พร้อมเ้าค่ะ” ในชีวิตนี้นางดีใจที่ยังมีพี่เสี่ยวเม่าอยู่เป็เพื่อน ต่างกับบิดามารดาที่แท้จริง…ที่ทอดทิ้งนางไป ซึ่งเื่เล่าในวันวานั้แ่แรกเกิดนั้นถูกถ่ายทอดโดยท่านแม่บุญธรรมเมื่อนางเติบโตจนรู้ความ หากคิดในทางที่ดีคือท่านคงอยากให้นางรู้ว่าตนเองมิได้เป็บุตรสาวของท่าน? และมันคือความจริงที่นางปฏิเสธไม่ได้ บางครั้งนางเคยคิดน้อยใจที่ตนเองเป็เด็กกำพร้า แต่ด้วยความรักความเมตตาจากท่านแม่บุญธรรมและเสิ่นซัวหยางที่คอยแต่ประคบประหงมนางจึงทำให้นางลบความน้อยใจนั้นลงไปได้ ย้อนกลับมาในยามนี้ เด็กน้อยกำพร้าเติบใหญ่จนผ่านพ้นวันปักปิ่น หากนางจะโบยบินออกสู่โลกกว้างแล้วยืนด้วยลำแข้งของตนเองจะเป็ไร ความเข้มแข็งคือเกราะป้องกันภัยให้กับตนเอง ‘ชีวิตนี้ หากไม่สิ้น นางย่อมต้องกลับไปกราบไหว้ขอขมาสกุลเสิ่นในสักวัน’ ถึงยามนั้น พี่ซัวหยางของนางคงมีบุตรมากมายวิ่งอยู่เต็มจวน “เอ๊ะ?” ‘บุตรรึ?’ ใบหน้างามเริ่มขมวดคิ้วพลางก้มมองหน้าท้องน้อยๆ ของตนเอง ‘คงเป็ไปไม่ได้ที่ครั้งแรกและครั้งเดียวของนางกับพี่ซัวหยางจะทำให้นางถึงกับตั้งครรภ์’ ไม่มีทางแน่ ความคิดสะดุดลงเมื่อรถม้าส่าย เย่วซินจับบานหน้าต่างจนแน่น “พี่เสี่ยวเม่า”
เ้าของนามยิ้มพร้อมกับจับมือบางนั้น “มิเป็ไร ท่านอาคนขับรถม้าชำนาญเส้นทาง ก่อนจะขึ้นเขามานี้พี่เสี่ยวเม่าสอบถามแล้ว อย่ากังวลไปเลย”
คลุกๆๆ คลุกๆๆ รถม้าวิ่งแฉลบเนินหินเป็พักๆ แต่ด้วยความคล่องแคล่วของผู้ขับขี่ ทำให้รถม้าไม่เสียหลักและยังคงวิ่งต่อไปได้ จวบจนเวลาผ่านไปถึง่เย็น เสี่ยวเม่าผู้คุ้นเคยเส้นทางจึงบอกให้ท่านอาผู้ขับรถม้าได้จอดพักตรงศาลาที่อยู่ถัดไปหนึ่งลี้ แม้ตรงจุดพักรถม้าจะมองเห็นกระท่อมประมาณสามสี่หลังในหนทางลึกเข้าไปแต่ทั้งสามคนก็หาได้สนใจจะเข้าไปวุ่นวายไม่ หลังจากรับสำรับกันแล้วเสร็จ รถม้าจึงเร่งเดินทางต่อเพื่อไปให้ถึงจุดพักรถก่อนจะค่ำ
จวนสกุลเสิ่น 19.40น.
เสิ่นซัวหยางยังคงนั่งเงียบอยู่ในสวนกว้างของจวน ที่เมื่อวานนี้มีงานมงคลของเขาและซือหลิวเยี่ยน ทุกอย่างยังคงเงียบสงบเช่นนี้นับั้แ่ความจริงของเื่เย่วซินที่เขาได้ยินบิดามารดากล่าวถึงเมื่อครู่ หรือจะเรียกนางว่า หลงเย่วซิน ก็คงไม่ผิด ตำแหน่งท่านหญิง บุตรีของท่านอ๋องคงมิใช่เื่ปดเมื่อมันออกมาจากปากของมารดาและแม่นมว่าน ซ้ำหลักฐานคือป้ายหยกสูงค่าแนบมากับจดหมายเก่าฉบับนั้น ตัวเขาในยามเยาว์จำได้ว่าท่านแม่มีสหายรักนามว่า ลิ่วเข่อซิงจริงๆ ท่านน้าผู้นั้นงดงามมาก ถามว่างามกว่าเย่วซินหรือไม่…เขาต้องตอบว่าเย่วซินของเขางามกว่า “เย่วซินของพี่” ใจคิดไปว่าหากเขามีอำนาจหรือมีคนเยอะๆ ‘จริงสิ!’ “อาไฉ่”
“ขอรับคุณชาย”
“หากวันนี้บ่าวของสกุลเรายังตามหาเย่วซินของข้าไม่พบ วันพรุ่งนี้ให้เ้าไปจ้างวานบุรุษในเมืองให้ได้มากที่สุด ปูพรมค้นหานาง เบี้ยหวัดอย่าได้ห่วง ข้าจะเป็ผู้จ่ายให้ทั้งหมด!!”