ชายาสองตำหนัก

    บทที่ ๙ หนีวัง {Part 2}

    บทที่๙หนีวัง
    รัชทายาทจูหยางเหยี่ยนมิได้แสดงอาการอนาทรร้อนใจใดๆ เมื่อทราบว่าไท่จื่อเฟยล้มป่วย คงจะมีเพียงการเรียกฮัวชุนมาไต่ตามความเอาเท่านั้น แถมยังรับสั่งให้เข้ามารายงาน ณ ห้องส่วนตัวของจ้าวหมิงเย่วอีกต่างหาก แม้คนโดนเรียกจะไม่พอใจ แต่ก็ตบตาด้วยสีหน้าเรียบเฉย คอยทูลตอบคำถามไปเรื่อย
    “ให้หมอมาดูหรือยัง?” ทรงตรัสถามครั้งแรก
    “เป็นเพียงไข้จากโรคประจำตัวที่ธาตุไฟอ่อน พระชายาทรงมีร่างกายมิแข็งแรงอยู่แล้วเป็นทุนเดิม พอสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ก็ทรงเป็นไข้” ฮัวชุนตอบ
    “เช่นนั้นหรือ...ข้าก็เห็นนางแข็งแรงดี ซุกซนเสียจนเป็นข้าต่างหากที่อยากล้มเจ็บ” องค์ไท่จื่อแอบเหน็บถึงเหตุการณ์ตอนนางจุดธูปและดอกไม้ไฟเสียจนคลุ้งทั้งวัง
    “คงเพราะพระนางขยับตัวมากเกิน สุดท้ายจึงล้มป่วยเจ้าค่ะ”
    “เจ้าว่าอย่างไร...ไป๋หู” ครานี้ทรงหันไปหาพระสหายคู่ใจซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลในห้องนั้นเอง จางไป๋หูสะดุ้งจากอาการเหม่อลอยแล้วจึงตอบ
    “หรือเพราะมีคนร้ายลอบเข้าตำหนักมา พระนางอาจจะตกใจจนเสียขวัญพะย่ะค่ะ”
    เขาพูดเช่นนั้น ก็ด้วยเพราะในใจยังคงคิดติดอยู่กับคืนนั้น คืนซึ่งมีใครบางคนลอบเข้าห้องส่วนตัวของเขา และกลับออกไปตัวเปล่า เป็นไปได้อย่างไรกัน เขาไม่อาจสลัดความทรงจำเกี่ยวกับคนร้ายที่บุกเข้ามาแล้วได้โรมรันพันตูด้วยกันออกไปได้อย่างสิ้นเชิง
    “ให้เจ้าไปเรียกหมอหลวงเขียนเทียบยาเอาแล้วกัน ออกไปได้แล้ว”
    คนมีอำนาจสูงสุดในห้องกล่าว ฮัวชุนถวายคำนับและเดินออกไป แต่ไม่ทันจะเดินออกไปพ้นเรือนของจ้าวหมิงเย่ว ท่อนแขนของนางก็ถูกดึงรั้งเอาไว้จนต้องหันกลับมา เป็นจางไป๋หูเองที่ตามนางมา ฝ่ายสตรีจึงเป็นผู้ก้มลงคำนับ
    “ใต้เท้าจาง ไม่ทราบว่ามีเหตุอันใดกับข้าหรือ?”
    “นี่กลิ่นอะไร?” เขาถาม นางยิ่งมีสีหน้าพิศวง
    “กลิ่นอันใดหรือเจ้าคะ...” ฮัวชุนถามกลับไปอีก พอเห็นจางไป๋หูยกมือข้างที่เคยสัมผัสแขนนางขึ้นมาดอมดม นางจึงพอเข้าใจว่าคนตรงหน้าต้องการทราบสิ่งใด “คงเป็นกลิ่นเครื่องหอมที่พระชายาโปรดในตำหนัก”
    “งั้นรึ...มีที่ใดนอกจากในเรือนของพระชายาหรือไม่ที่นิยมกลิ่นหอมเช่นนี้?”
    “ข้าคิดว่าคงหามีไม่แล้ว กลิ่นนี้เป็นของติดตัวมาจากจวนใต้เท้าเยี่ย ปรุงเป็นพิเศษสำหรับพระชายาโดยเฉพาะ เกรงว่านอกจากแม่นางเยี่ยผู้พี่แล้ว จะไม่มีใครใช้กลิ่นคล้ายกันได้อีก”
    “เป็นเช่นนี้เอง เอาเถิด ข้าเห็นว่ากลิ่นหอมดี” จางไป๋หูยิ้ม เป็นรอยยิ้มแรกที่ฮัวชุนเคยพบเห็นตั้งแต่เข้ามาในตำหนักบูรพา “เจ้าไปได้แล้ว”
    “ข้าน้อยขอลา ใต้เท้าจาง”
    มองร่างเล็กของฮัวชุนเดินออกไปจนลับตา พยัคฆ์หนุ่มจึงยกมือขึ้นมาดมกลิ่นเดิมอีกครั้ง ไม่ผิดแน่...เป็นกลิ่นเดียวกับที่เขาได้จากร่างคนร้ายในคืนนั้น กอดก่ายแนบชิดพัวพันแบบนั้นย่อมไม่พลาดแน่ หากโจรในคืนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับฮัวชุน ก็นับว่าตัวคนร้ายอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกนี่เอง
    เสียดายที่ตัวเขาติดงานสมรส มิเช่นนั้นคงได้รีบล้อมจับโดยพลัน แต่โบราณว่าช้าช้าได้พล้าเล่มงาม นางจะหนีไปไหนได้ หากถูกขังอยู่ในกรงทอง
    คิดแล้วเขาจึงถ่ายทอดคำสั่งออกไป ให้รักษาเวรยามอย่างเคร่งครัดโดยไม่ยอมลดจำนวนทหารให้เท่ากับภาวะปกติ รอจนกว่าหัวหน้าองครักษ์จางผู้นี้กลับมาสะสาง ก่อนจะถึงเวลานั้น...แม้แมวสักตัวก็อย่าให้ทราบว่าเล็ดลอดออกมาได้

    เพียงแค่เห็นร่างของบุตรสาว ซู่ฟูเหรินตรงปรี่เข้ามาสวมกอดนางทั้งน้ำตา ราวกับทั้งโลกใบนี้นางเหลือลูกสาวเพียงผู้เดียว ใต้เท้าเยี่ยเพียงยืนมองด้วยความอาทรอยู่ไม่ไกล มารดากอบกุมมือของเยี่ยซูจิ้นแน่น น้ำตายังคงอาบผิวแก้ม
    “เป็นอย่างไรบ้าง...เจ้ากินนอนสบายดีหรือไม่?” นางถามลูกสาว
    “นั่นข้าอยู่ในวังหลวง จะมีที่ใดสบายกว่านี้อีกหรือ” ซูจิ้นตอบและไม่รอช้าที่จะถามต่อ “มีใครได้ข่าวของซูเจี้ยนหรือไม่?”
    ทั่วทั้งเรือนใหญ่เงียบกริบ แม้เสียงนกเสียงกาก็ไม่ได้ยิน คงเหลือเพียงเสียงสะอื้นจากคนตรงหน้าที่ดูเหมือนใกล้ขาดใจ นางไม่คาดคั้นใครต่อ และเริ่มการปลอบโยนคนที่ยังอยู่แทน
    “ทำใจดีๆ ไว้ ท่านแม่ มีข้าอยู่ทั้งคน ข้าจะต้องตามหาซูเจี้ยนกลับมาให้ได้”
    “แม่จะทำอย่างไรได้ ลูกคนนึงก็ถูกลักตัวไป อีกคนก็ต้องหาเรื่องโดนตัดหัว จะให้แม่ทำใจได้อย่างไรอีก”
    “ท่านแม่...” คราวนี้เป็นเยี่ยเค่อซูที่เพิ่งกลับมากล่าว “ข้าได้ยินข่าวลือหนาหูมาบ้าง ไว้ข้าหารือกับท่านพ่อและซูจิ้นเอง ขอให้ท่านแม่พักผ่อนก่อนเถิด ซูจิ้น...เจ้าพาแม่เข้าห้องนอนนะ”
    ตั้งแต่เล็กนางไม่เคยจะได้ปรนนิบัติแม่แบบนี้มาก่อน เดิมเป็นหน้าที่ของซูเจี้ยน แฝดคนน้องซึ่งจะอยู่รับใช้สนิทสนมกับมารดา ส่วนนางเอาแต่เที่ยวเล่นไล่ตามพี่ชายคนโตจนเป็นสาวจึงได้มาฝึกหัดเล่าเรียนงานบ้านงานเรือนอย่างไม่เต็มใจ เมื่อไม่มีซูเจี้ยนแล้ว...นางจะหนีหน้าที่คงไม่ได้
    เมื่อนางโอบตัวผู้เป็นแม่ รู้สึกได้ถึงกระดูกที่ปูดโปนพ่ายผอม ดังราวกับว่าไม่มีแรงพยุงทั้งตัวก็พร้อมที่จะเอนโค่นลงไปกับพื้นเหมือนต้นไม้แก่ ตอนนางห่มผ้าให้กับซู่ฟูเหริน มองเห็นริ้วรอยบนใบหน้าที่มีมากขึ้นกว่าก่อนนางเข้าวัง ทั้งที่นางจากไปเพียงสิบวัน...ดั่งว่านางตายจากไปเป็นแรมเดือน
    ซู่ฟูเหรินเพลียจนหลับภายในเวลาชั่วก้านธูป นางดูผ่อนคลายเมื่อได้ฟังเรื่องราวในวังหลวงที่เยี่ยซูจิ้นพบเจอ แม้นางจะแอบละไม่เล่าในส่วนวีรกรรมจุดประทัดกลางอุทยานจนโดนลงโทษก็ตาม พอพิจารณาแล้วว่าแม่ของนางหลับสนิทดี นางจึงได้เดินตรงไปยังเรือนใหญ่เพื่อหารือกับบิดาและพี่ชาย
    ใต้เท้าเยี่ยและลูกชายนั่งคุยกันอยู่ในห้องหนังสือ ซูจิ้นก้าวเข้าไปด้านในและลั่นกลอนราวกับรู้งาน ก่อนที่จะเดินเข้ามานั่งยังโต๊ะน้ำชา รินถ้วยหนึ่งส่งให้บิดา อีกถ้วยส่งให้พี่ชาย แล้วจึงได้ยกซดของตนเองดับกระหายใคร่รู้ไปบางส่วน แต่ก็ยังเหลือมากพอจะถามอยู่ดี
    “ท่านพี่บอกว่าได้ข่าวซูเจี้ยนแล้ว เป็นอย่างไรหรือ? นางยังไม่ตายใช่หรือไม่?”
    น้องสาวถามมาเช่นนี้เล่นเอาเยี่ยเค่อซูกระอักกระอ่วน “ขอโทษเถอะ ข้าเพียงโกหกเพื่อให้ท่านแม่สบายใจก่อนเสียเท่านั้น อย่าได้คาดคั้นอะไรกับข้าเลย”
    “ท่านนี่มัน!” ซูจิ้นนึกอยากจะกัดแขนเขาให้จมเขี้ยวด้วยความหมั่นไส้
    “ช้าก่อน! ใช่ว่าข้าจะไม่ได้เบาะแสอันใดเลย เพียงเมื่อพิจารณาถึงผลประโยชน์ของการแต่งงานแล้ว ข้าพบคนกลุ่มหนึ่งซึ่งน่าสงสัย”
    “ไหนเจ้าลองว่ามา เค่อซู” ใต้เท้าเยี่ยยกแขนขึ้นมาเท้าใบหน้าพลางเงี่ยหูตั้งใจฟัง
    “แน่นอนว่าพระราชทานสมรสครั้งนี้ เป็นไปด้วยแรงผลักดันจากซู่เต๋อฮองเฮา โดยมาดมั่นว่าจะเชื่อมใจให้กับตระกูลเยี่ย และสกุลจาง รวมถึงไม่ยอมให้อำนาจของฮองเฮาองค์ต่อไปต้องตกไปยังตระกูลอื่นได้”
    ซูจิ้นไม่ตอบ เพียงพยักหน้าเบาๆ ดังนั้นคนเล่าจึงได้เล่าต่อ “ด้านสกุลจางนั้น รับใช้ด้านกลาโหมแก่ราชวงศ์ต้าหมิงมาตั้งแต่รุ่นบิดา บุตรชายคนโตนั้นก็เติบโตเคียงข้างรัชทายาทอย่างซื่อสัตย์ราวกับสิงห์คู่บัลลังก์ หนำซ้ำออกปากทูลสิ่งใดก็ดูจะรู้อกรู้ใจกันมาแต่อ่อนแต่ออก ภรรยาของจางไป๋หูจึงควรมาจากตระกูลมีหน้ามีตา ไม่ปากมากหรือมักใหญ่ใฝ่สูงเกินควร เพื่อป้องกันการสุมไฟใต้พระแท่น เป็นหอกข้างแคร่เตรียมโค่นล่มราชวงศ์ได้”
    “ส่วนการเลือกไท่จื่อเฟยนั้น เป็นเรื่องยากที่สุด เพราะต้องมาจากตระกูลที่ไม่ทะเยอทะยาน เป็นครอบครัวที่กินตำแหน่งสูง ต้องรับใช้มานานด้วยเช่นกัน เคราะห์ดีที่ซู่เต๋อฮองเฮากับท่านแม่ของเรานั้น...เป็นพี่น้องคลานตามกันมา นางจึงไม่รอช้าที่จะเลือกบุตรีสกุลเยี่ยเข้ารับตำแหน่ง ประจวบเหมาะกับการที่สกุลเยี่ยของเรามีพี่น้องฝาแฝดคือเจ้าทั้งสอง...ซูจิ้นและซูเจี้ยน จึงสามารถออกราชโองการพระราชทานสมรสอย่างพร้อมกันได้ทีเดียว”
    “เดินหมากเดียว กินทั้งกระดาน” ฝ่ายน้องสาวปรารถขึ้นอย่างรู้ใจ
    “ถูกต้อง และเมื่อเป็นเช่นนี้ ถัดจากคนได้ประโยชน์ ย่อมต้องมีผู้เสียประโยชน์”
    “เจ้าหมายตาใครไว้หรือ?” ใต้เท้าเยี่ยเอ่ยถาม เค่อซูไม่ตอบเสียทีเดียว กลับหันไปถามน้องสาวตนเองต่อไปว่า
    “เจ้าได้หมายตาใครในวังว่ามีพิรุธหรือไม่?”
    ซูจิ้นครุ่นคิด นางพยายามพิจารณาว่าใครแสดงอากัปกิริยาต้องสงสัย ทว่าก็มิได้พบสิ่งใดผิดแปลก แต่หากใคร่ครวญแล้วว่าผู้ใดย่อมเสียผลประโยชน์ในการที่ซูเจี้ยนขึ้นมาเป็นไท่จื่อเฟยแล้ว ไม่พ้นต้องสงสัยเหล่าบรรดานางในของไท่จื่อเสียก่อน
    “บรรดานางในของรัชทายาทนั้นแลจะเป็นที่ต้องสงสัยก่อนแน่ แต่ข้ามิได้พบเห็นว่าใครแสดงท่าทีเย็นขาต่อข้าเลย”
    “แล้วจ้าวหมิงเย่วล่ะ?” เยี่ยเค่อซูพูดขึ้น “นางมาจากสกุลเดียวกับจ้าวกงกง และอีกทั้งยังมีแม่ทัพสกุลจ้าว นามว่าหม่านจิ้ง อีกหนึ่งคน”
    “น่าพิศวงดีแท้ หนึ่งถูกตอนเข้าวังเป็นขันที อีกหนึ่งเข้าวังเป็นชายารอง ล้วนแต่เป็นตำแหน่งใกล้ชิดฝ่ายใน ย่อมไม่แปลกที่จะมีลูกหลานเข้ามารับราชการ ดังเช่นหม่านจิ้ง...ข้าได้ยินว่าเป็นหลานของจ้าวกงกง” ผู้สูงวัยกล่าวสนับสนุน
    “นอกจากสกุลจ้าวดังที่กล่าวมา ข้าคิดว่าพวกสนมอื่นๆ ก็แค่สามัญชนทั่วไป” ซูจิ้นพยายามคิดต่อไปอีก “หากมองไปในกลุ่มสกุลที่กินตำแหน่งทางกลาโหมสูงๆ ล่ะ”
    “นอกจากตระกูลเยี่ยและสกุลจางแล้ว ข้าไม่คิดว่ามีผู้ใดกล้าหักล้างฐานอำนาจแน่”
    “งั้นก็คงต้องมองไปทางพลเรือน ในเมื่อขุนนางฝ่ายบู๊ไม่มีใครต้องสงสัย คงต้องมองไปทางบุ๋น” บิดากล่าว
    “ข้าอับจนหนทางเสียจริง ไม่คิดถึงใครเลยขอรับ” เยี่ยเค่อซูกุมหน้าผาก
    “อย่างไรเสีย...ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของซูเจี้ยนมากกว่าสิ่งอื่นใด” พี่สาวฝาแฝดมีทีท่าอ่อนกำลังลงเมื่อคิดถึงคนที่หายไปอย่างเสียมิได้ ยิ่งเมื่อยังไม่เห็นลู่ทางจะสืบหา ความหวังในการตามหาตัวเยี่ยซูเจี้ยนยิ่งริบหรี่ลงราวกับเทียนใกล้หมดไข
    “เรื่องนั้นพวกเราเองก็มิได้นิ่งนอนใจ เจ้าอย่าได้สิ้นหวังไปเลย ซูจิ้น” ใต้เท้าเยี่ยเอ่ยปลอบก่อนจะหันไปสั่งการกับลูกชาย “เค่อซู เจ้าจงแอบส่งคนไปสืบนอกด่านเสียด้วย เผื่อว่านางจะถูกพาตัวออกไปจากอาณาจักร ส่วนเรื่องภายใน คนของข้าน่าจะพอดูแลไหว ที่สำคัญคือเรื่องภายในวังบูรพา...ข้าคงจำเป็นต้องรบกวนเจ้า...ซูจิ้น”
    ได้ยินดังนั้นนางก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาตรงขอบตา เมื่อก่อนซูจิ้นเพียงร้องไห้น้ำตาตกไม่กี่ครั้ง และแต่ละครั้งคือเวลาที่นางเสียรู้แก่คนอื่น ทว่าในครั้งนี้นางยากจะอธิบายได้ว่าน้ำตาที่มีนั้นเป็นเพราะความเสียใจ หรือว่าความแค้นที่มิอาจเอาชนะลิขิตฟ้าได้กันแน่
    หนทางเดียวที่นางจะพิสูจน์ความรู้สึกนี่ได้ ก็คงจะเป็นวันที่เรื่องราวของซูเจี้ยนนั้นคลี่คลายลง ไม่ว่าจะเป็นไปในทางใดก็ตาม...นางจะต้องรู้ให้ได้
    เช่นนั้นนางจึงสัญญากับบิดาและพี่น้องต่อไปว่า “ถึงตัวตายข้าต้องเอาผิดคนที่ทำการเช่นนี้ให้ได้ ขอพวกท่านจงเชื่อมั่นเถิด”
    ตอนนั้นเยี่ยเค่อซูมองหน้าสบตากับบิดา ตะลึงในความไร้เดียงสาของสตรีเพียงหนึ่งตรงหน้า โดยมิได้ติดใจเชื่อเลยว่า...นางหมายความตามที่พูดจริงๆ