รุ่งเช้าไก่โต้งโก่งคอขัน ต้อนรับฟ้าวันใหม่ ท้องฟ้าสีแดงสดใส ในยามเช้า มองลอดหน้าต่างเรือนออกไป เห็นท้องฟ้ากว้าง กับฝูงนกที่กำลังโบยบิน ออกหากินตามประสา จมูกเคล้ากลิ่นหอมจางๆ จากกายสรี ที่นอนแนบกายอยู่เงียบๆ
ใบหน้าขาวสวยของพี่ใบหม่อน มองแล้วน่าดูชมมากๆ ผมประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากขาวผ่องของนางเบาๆ สาวสวยยิ้มหลับตาพริ้มอยู่อีกครู่ จึงตื่นขึ้น
“ตื่นแล้วหรือ” ผมถาม
“เ้าค่ะ” สาวสวยยิ้มกอดผมแน่นขึ้น ช่างน่ารัก อีก 20 วันเท่านั้น อีกแค่ไม่กี่วันเราก็จะอายุครบ 15 ผมไม่ได้เคร่งประเพณีอะไร แต่อันปากพล่อยเอ่ยคำสัตย์เอาไว้ เลยต้องทำตามที่ตนพูด ตอนนี้ก็ทำได้แค่กอด จูบ ลูบ คลำไปก่อน แต่ละอย่าง ทรมานตัวเองทั้งนั้น
นอนจ้องตากันอยู่พัก มือเราก็เริ่มอยู่ไม่สุข ล้วงนั้นจับนี่ จนนางหน้าแดงหายใจถี่ สนุกดีหรือเปล่านะ เหมือนจะเป็การ ท้าทายความอดทนของตัวเองเสียมากกว่า
“นี่พี่สาวยืมนิ้วมือของท่านหน่อยสิ” ผมดึงมือเล็กๆ ของนายขึ้นมาหอม ก่อนจะส่งนิ้วชี้บางๆ เข้าปากไป ใช้ลิ้นพัวพันมันอย่างแ่เบา สาวน้อยหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม หายใจหอบแรงขึ้นอีก แต่ไม่กล้าดึงมือกลับช่างให้ความร่วมมือดีเสียจริง
ผมนึกพิเรนทร์ ยื่นนิ้วชี้เข้าปากนางบ้าง สาวสวยไม่ได้ปฏิเสธ แถมยังทำตามอย่างว่าง่าย ลิ้นนุ่มๆ อุ่นๆ ของเธอทำผมแทบคลั่งขึ้นมาเลย มือของนางลูบไล้ไปมา ข้าเรียวๆ ก็ถูไถไปเรื่อย เราหยอกล้อกันอยู่น่านจนผมทนไม่ไหว ต้องลุกไปอาบน้ำ เอาน้ำเย็นๆ ดับความร้อนรุ่มในใจให้ดับลง ปล่อยให้สาวสวยนอนเปียกอยู่คนเดียวด้วยอาการอารมณ์ค้าง
“ฮ้าๆ พี่ใบหม่อนเป็อะไรไปขอรับ” ผมหัวเราะขึ้นเมื่อเห็นสาวสวย เดินหน้ามุ่ยลงจากเรือน มา
“ชิ!บ่าวแค่ แค่ อารมณ์ไม่ดีเ้าค่ะ”
“เอาขัน ไปอาบน้ำแปรงฟัน จะได้ดีขึ้น” ผมหัวเราะ เดินขึ้นเรือนไปด้วยความสบายใจ นี่ก็เป็ความสุขเล็กๆ ของผมเช่นกัน บนเรือนวันนี้ผมมีแผนจะไปสำรวจูเาหลังเรือนเสียหน่อย วันนี้เลยอยากใส่อะไรที่มันเหมาะกับการขึ้นเขาสักหน่อย
“นี่ชุดที่นายน้อยให้ทำเ้าค่ะ” พี่น้ำตาลยื่น กางเกงผ้าฝ้ายมาให้ ผมยื่นผ้าเช็ดตัวให้แล้วลองสวมกางเกงดู สาวสวยหลับตาปี๋ หน้าแดงเป็ลูกตำลึง
“ให้บ่าวออกไปก่อนหรือไม่เ้าค่ะ”
“หืม ออกไปทำไม อีกหน่อยก็เห็นอยู่ดีไม่ใช่หรือ” ผมยิ้มร้าย แต่ใส่กางเกงแล้ว มันรู้สึกโหวงเหวงยังไงไม่รู้
“ใช่ ไม่มีกางเกงใน”
"พี่น้ำตาล ตัดกางเกงแบบนี้แต่ ขาสั้นเท่านี้ให้ข้าสัก 20 หน่อยนะขอรับ ผมเอามือชี้ประมาณให้นางดู สาวน้ำตาลเหล่มองแวบหนึ่งแล้วหันหน้าหนี ไม่กล้าดู
“ฮ้าๆๆ อะไร นี่ข้าใส่กางเกงแล้วนะ” ผมหัวเราะขึ้น อันที่จริงก็ไม่เคยคิด ว่าตัวเองจะเป็คนพิเรนทร์ขนาดนี้ คงเป็เพราะหยอกกับพี่ใบหม่อนมากไปหน่อย เลยติดเป็นิสัยไปเสียแล้ว
แต่งตัวเรียบร้อย สาวๆ ก็ใส่กางเกงเหมือนกัน พวกเราสวมเสื้อผ้าฝ้ายแขนยาวทรงกระบอก สวมรองเท้าหนังที่ซื้อมาจากท่าเรือ มองดูเข้ากันดีพิลึก คน 7 คนแต่งตัวเหมือนกัน เดินขึ้นเขาพร้อมๆ กัน ทีแรกกะจะไปกันเอง แต่บ่าวในเรือนไม่ยอม ต้องมีพรานติดตามไปด้วยอย่างน้อย 10 คน คนทั้งคณะจึงกลายเป็ 17 คนไปโดยปริยาย
พราน 5 คนเดินนำ ผมกับสาวๆ อยู่ตรงกลาง ด้านหลังมีพรานอีก 5 คนปิดท้าย ขบวนของเราเดินไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ แต่ไม่ได้หยุดเดิน ถนนในป่าเขา เป็เส้นทางที่พรานใช้ประจำ ต้นไม้ใบหญ้าเล็กๆ เลยถูกตัดถูกถางออกจนหมด ทำให้มองเห็นเส้นทางเล็กๆ ให้ได้เดินตาม
วันนี้ผมตั้งใจจะพาสาวๆ เดินทางไกลสัก 5 กิโลก่อน เราจะเดินทางไกลแบบนี้ติดต่อกัน 5 วัน แต่เพิ่มความเร็วในการเดินขึ้น เพื่อปรับสภาพร่างกาย วันที่ 6 เริ่มวิ่ง นี่คือแผน
“นายน้อย ข้าเหนื่อยแล้ว” น้ำค้างหอบแฮกๆ ออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อน ผมกวาดตามองสาวๆ ทุกคน ดูอาการไม่ต่างกันมาก
“ไม่ไหวก็หยุดพักกันก่อน” พวกเราหยุดพัก สาวๆ ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า
“เราจะเดินไปที่ใดกันเ้าคะ” พี่น้ำตาลถาม
“เดินขึ้นเขา ออกกำลังกันสักหน่อยจะได้แข็งแรง” ผมยิ้มตอบ
“เหนื่อยมากเ้าค่ะ พวกเราจำเป็ต้องไปจริงๆ หรือเ้าคะ” ขิงสาวปากหนัก ถามขึ้นเป็ครั้งแรก นางคงจะเหนื่อยมากจริงๆ เลยถามออกมา ปกตินางไม่ค่อยพูด ถามก็ยังไม่ค่อยตอบ
“จำเป็สิ พวกเ้าต้องเดินเป็เพื่อนเราไง ไหนรับปากว่าเราจะลำบากไปด้วยกันไง แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วหรือ” ผมถามหยอก
“ไหวเ้าคะ แค่เดินเอง พวกบ่าวไหวอยู่แล้วเ้าค่ะ” พี่น้ำตาลรีบตอบ
“ใช่ ข้าก็ยังไหว ข้าแค่เหนื่อย” น้ำค้าง พูดเสียงเศร้า พี่ใบหม่อน ดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อให้ผม นางรู้ใจผมที่สุด ให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เคยถาม ไม่เคยบ่น ยินดีทำด้วยความเต็มใจ
แต่ ร่างกายนี้ของผม มันไม่ได้เื่จริงๆ เดินแค่ไม่กี่กิโลก็เหนื่อยซะแล้ว เห็นตัวเองตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับสาวๆ พวกนี้แล้ว ไม่สบอารมณ์จริงๆ นี่สินะที่เขาเรียกว่า ความสบายมักจะทำร้ายตัวเราเอง นั่งพักกันอยู่ชั่วครู่ เราก็เริ่มออกเดินอีกครั้ง กว่าจะถึงที่หมาย พวกเราพักไปทั้งหมด 3 ครั้ง
“แฮกๆ ถึงแล้ว พวกเรามาถึงยอดเขาแล้ว” ผมหอบหายใจอย่างหนัก ยอดเขามีช่องหินแคบๆ พอให้เกวียนผ่านเข้าไปได้ ดูจากลักษณะทั่วไปของยอดเขา ูเาลูกนี้น่าจะเป็ูเาไฟที่มอดดับแล้ว
“น่าทึ่งมาก ที่นี่มีแอ่งน้ำหรือเปล่า” ผมอดถามไม่ได้ เพราะถ้ามีแอ่งน้ำจริงๆ มีความเป็ไปได้กว่า 10 ส่วนที่จะเป็บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ ถึงที่นี่จะเป็เขตร้อนชื้น แต่การแช่น้ำพุร้อนก็น่าจะดีไม่น้อย
“ไม่แน่ใจขอรับพวกเราไม่เคยเข้าไปสำรวจ”
“ข้างในนี้เป็รังของเสือโคร่ง มีเสือหลายสิบตัวในนั้น คนที่หลงเข้าไปไม่เคยมีใครได้กลับออกมาเลยขอรับ”
“ใช่ๆ ในนั้นน่ากลัวมาก พวกเราไม่ควรเข้าไปนะขอรับ”
“มีเสืออย่างนั้นหรือ มีคนเคยเห็นกับตาหรือเปล่า”
“เออ มีคนเฒ่าคนแก่เล่ามาอีกทีนะขอรับ”
“ไม่มีใครเห็นกับตาเลยงั้นหรือ” ผมเดินสำรวจไปรอบๆ ทางเข้าช่องเขา กว้างไม่ถึงสามวา เป็พื้นหิน พอมองลึกเข้าไป จะเห็นต้นหญ้าในบางจุด ไม่มีร่องรอยของสัตวป่าเลย แสดงว่าตรงนี้ไม่ใช่ด่านสัตว์
“พวกเ้าเป็พราน ลองดูอีกทีว่ามีร่องรอยของสัตว์หรือไม่” ผมชี้ไปที่ทางเข้าช่องเขาเบื้องหน้า เหล่าพรานมองหน้ากันไปมาอยู่หลายอึดใจ แล้วเดินแยกกันออกสำรวจตามที่ผมบอก ไม่นานทุกคนก็เดินกลับมา
“ไม่มีเลยขอรับ” ทุกคนตอบเป็เสียงเดียว
“อืม ไม่มีรอยเสือหรือ” ทุกคนส่ายหน้า ผมพอจะมั่นใจได้แล้วว่าในช่องเขานี้น่าจะไม่มีสัตว์อะไร แต่เพื่อความปลอดภัย เราจะไม่บุกเข้าไปในตอนนี้
พวกเรานั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หน้าช่องผา ผมคิดเื่ที่จะทำที่นี่อย่างรอบคอบ ช่องเขานี้จะมีขนาดใหญ่เท่าไร มีสัตว์หรืออันตรายอะไรซ่อนอยู่บ้าง ควรจะเข้าไปตอนไหน
ป่าข้างหน้ามันดูแตกต่างจากด้านนอก มันรกทึบ แลดูอันตราย ผมสังเกตเห็นแมลงมีพิษสองสามชนิด ทำรังอยู่บนต้นไม้ ในช่องผา
“ผึ้งหลวง รังต่อหัวเสือ รังแตน โอ้วแมลงมีพิษเยอะขนาดนี้อย่าเพิ่งเข้าไปยุ่งกับที่นี่ดีกว่า วันนี้เรากลับกันก่อน” ได้ยินคำสั่งของผม ทุกคนก็ถอนหายใจออกมา พวกเขากลัว กลัวช่องเขาแห่งนี้จริงๆ
ขากลับใช้แรงไม่เยอะนัก การลงเขาสบายกว่าขึ้นเขามาก สาวๆ เดินกันตัวปลิว ไม่มีการพักระหว่างทางเหมือนตอนเดินขึ้นเขา ไม่นานเราก็ลงมาถึงเรือน ถึงจะบอกว่าไม่เหนื่อยมาก แต่กว่าจะลงมาถึงทุกคนก็ขาสั่นไปหมด ผมเองก็ด้วยเพราะความเหนื่อย ตอนนี้ความหิวกำลังเล่นงานพวกเรา
อาหารเช้าวันนี้เน้นหนักไปที่เมนูเนื้อ อาหารจานเนื้อถูกจัดแจงโดยแม่ครัวมากฝีมือประจำเรือน ไม่ใช่แค่ผมกับสาวๆ แต่พรานอีก 10 คน ได้กินอาหารเหมือนกันกับเรา ผมตัดสินใจจะให้พรานพวกนี้ฝึกร่างกายไปพร้อมกับเรา ในอนาคต ผมอาจจะมีทหารฝีมือดีเป็สมุนก็ได้ กินข้าวเสร็จ ผมนั่งเอนหลังอยู่ที่เดิม พี่ใบหม่อนยกจานของหวานมาให้ ในจานเป็มะม่วงสุก สีเหลืองทอง ปอกเปลือกเรียบร้อยมะม่วงน้ำดอกไม้เป็มะม่วงอีกชนิดที่ผมชื่นชอบ เพราะกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะม่วงน้ำดอกไม้ ทำให้รู้สึกสดชื่นเวลากิน
“ไม่กินเหรอ กินด้วยกันสิ"ผมเอยชวน พี่ใบหม่อนมักจะเป็แบบนี้เสมอ เวลายกของกินอะไรมาให้ ก็จะยืนรอหรือไม่ก็นั่งเป็เพื่อนอยู่ข้างๆ เท่านั้น ไม่รู้ว่าไม่กล้ากินด้วย หรือไม่อยากกินกันแน่
“บ่าวยังแน่นท้องอยู่เ้าค่ะ” นางตอบอายๆ
“โอ้ว! นึกว่าไม่กล้ากินที่แท้ก็กินไม่ไหว ฮ้าๆๆ” ผมหัวเราะ พี่ใบหม่อนหน้าแดงขึ้นไปอีก ถือว่าเป็พัฒนาการที่ดี ผมมองว่านางเป็คนในครอบครัว ไม่ใช่บ่าวรับใช้ จะทำตัวเหมือนบ่าวตลอดเวลาแบบนี้ มันดูห่างเหินไปนิด
“ผา วันนี้เราเข้าเมืองกันไปเตรียมเกวียนสักหน่อย”
“ขอรับ” ผาลุกขึ้นเดินลงเรือนไปทันที สำหรับบ่าวคนนี้ ทำหน้าที่ของตัวเองได้สมบูรณ์แบบเสมอ น่านับถือ
“นายน้อยจะไปตรวจงานหรือเ้าค่ะ”
“หืม เรียกข้าว่าอะไรนะ!” ผมเอ่ยขัด เมื่อยกฐานะขึ้นจากบ่าวมาเป็เมียแล้ว คำพูดคำจาก็ควรเปลี่ยน
“คะคุณพี่..”
“ฮ้าๆๆ ใช่ๆ อีกไม่นานเราก็แต่งงานกันแล้ว จะเรียกนายน้อยไปตลอดไม่ได้”
“บ่าวเข้าใจเ้าค่ะ”
“อะไรนะ!” ผมทักอีกครั้ง
“ใบหม่อนเข้าใจเ้าค่ะ” นางเปลี่ยนคำแทนตัวตอนพูดคุยกันใหม่
“ใช่ๆ แบบนี้แหละ ต่อไปจะแทนตัวว่าบ่าวไม่ได้ ถึงจะเป็มีบ่าวแต่ไม่ถือว่าเป็บ่าวอีกแล้ว จะใช้คำแทนตัวเหมือนเดิมไม่ได้”
“เ้าค่ะ” พี่ใบหม่อน พยักหน้ารับ
“พี่ต้องสอนน้องๆ ของพี่ด้วยล่ะเวลาพูดจาต้องให้เกียรติตัวเองให้มาก คำพูดคำจาของบ่าวใช้ให้น้อยลง ต่อไปพวกท่านจะเป็นายหญิงของเรือน ต้องทำตัวให้เหมาะสม”
“เ้าค่ะ คุณพี่”
“ดีมาก วันนี้ข้าจะไปตรวจงานแล้วเลยไปร้านค้าทาส พี่ต้องไปกับข้าด้วย ไปอาบน้ำแต่งตัวเถิด”
“เ้าค่ะ” ใบหม่อน ลุกขึ้น หยิบชุดสำหรับออกงานจากราวแขวนในห้องนอน แล้วตรงไปที่เรือนห้องน้ำ ผู้หญิงยุคนี้ ไม่นิยมอาบน้ำในตอนกลางวัน แต่เรือนนี้ต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็บ่าวส่วนตัว หรือใครก็ตาม เมื่ออากาศร้อน เหงื่อออกมากๆ ต้องอาบน้ำจัดการกับตัวเอง เพราะผมไม่ชอบกลิ่นเหงื่อหรือกลิ่นตัวจากคนรอบข้าง ตอนกลางวันสาวๆ จะอาบน้ำในห้องน้ำ