“นังเดือน!”
เสียงแผดลั่นมาจากห้องครัว ส่งผลให้เ้าของชื่อสะดุ้งขึ้น หันไปมองทางต้นเสียง ถอนหายใจเบาๆจัดการปิดวาวน้ำ วางสายยางรดน้ำต้นไม้ในมือลง ก่อนจะเดินตามเสียงเรียกไป
“เดินอ้อยสร้อยอยู่นั่นแหละ ไม่ได้ยินเสียงเรียกหรือไงยะ” เดินเข้ามายังไม่ทันจะพ้นประตูบ้านดี เสียงเหน็บแนมจากอีกฝ่ายก็ตามมาอีกระลอก
“ได้ยินสิคะ เสียงคุณป้าออกจะดัง” หญิงสาวพูดเรียบๆ ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ แต่คนฟังอดไม่ได้ที่จะได้ยินเป็คำประชดประชัน
‘เคล้ง!’
มือไวเท่าความคิด จานสังกะสีร่อนจากมือผู้เป็ป้า หากแต่เต็มเดือนเองก็มีทักษะเอาตัวรอดพอตัว จึงเขย่งตัวหลบ ปล่อยให้ของแข็งลงกระทบพื้นเสียงดังลั่น
“พอโตเข้าหน่อยก็ช่างประชดประชันนักนะ”
“เดือนเปล่า..”
“อย่ามาเถียง ฉันมองตาแกก็รู้แล้ว แกกำลังด่าฉันอยู่ในใจสินะ”
เฮ้อ เอาเข้าไป... อะไรหนอที่ทำให้ผู้เป็ป้าหล่อนคิดจิตนาการเดาความคิดหล่อน จนโมโหเป็ตุเป็ตะได้ขนาดนี้
“คุณป้ามีอะไรจะให้เดือนรับใช้หรือคะ” หญิงสาวเอ่ยถามน้ำเสียงนอบน้อม เมื่อเห็นแล้วว่าโต้แย้งไปก็ไร้ผล การที่ต้องอยู่อาศัยร่วมกันมาหลายปีทำให้หล่อนรู้ดีว่าต้องพูดและทำตัวอย่างไรผู้เป็ป้าจึงจะผ่อนคลายอารมณ์ลงได้
ซึ่งนั่นก็ได้ผลสีหน้าของโฉมสะคราญดีขึ้นมาเล็กน้อย ความมึนตึงและน้ำเสียงต่อมาที่พูดกับหญิงสาวจึงอ่อนลงจากเดิม แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
“เมื่อวานฉันบอกแล้วนี่ ว่าฉันเบื่อไก่เต็มที เมื่อวานซืน เป็ไก่ต้มน้ำปลา เมื่อวานไก่ผัดพริกอ่อน วันนี้ไก่ผัดเผ็ด พรุ่งนี้แกไม่เอาไก่ดิบให้ฉันกินเลยเลยหรือไง”
ก็น่าจะดี... เสียงหญิงสาวดังขึ้นในใจ หล่อนแอบถอนหายใจเบาๆก่อนตอบ
“ครัวบ้านเรามีแต่ไก่กับผัก เดือนคิดว่าคุณป้าคงไม่อยากกินแต่ผักอย่างเดียวทุกมื้อ เดือนเลยใส่ไก่ลงไปด้วย แต่ถ้าคุณป้าอยากทานแต่ผัก...” หญิงสาวว่าเสียงซื่อ ไม่รู้ซื่อจริงหรือแกล้งซื่อ แต่ก็ทำเอาผู้เป็ป้าเหมือนจะอารมณ์ขึ้นอีกหน
“ก็ออกไปซื้อที่ตลาดสิยะ ไม่ได้เป็ง่อยเสียหน่อย ทำไมแค่นี้คิดไม่ได้หรือสมองมันฝืดฝ่อไปหมดแล้ว”
“คุณป้าไม่ได้ให้เงินค่ากับข้าวมาหลายอาทิตย์แล้วนะคะ” หญิงสาวตอบกลับไป นั่นส่งผลให้โฉมสะคราญชะงักเล็กน้อย
“ทำไมแกไม่ไปเบิกจากยายเกล้าละ”
เต็มเดือนเป็ผู้รับผิดชอบดูแลงานบ้าน เมื่อยังเป็เด็กผู้เป็ป้าให้หล่อนเริ่มหัดจากงงานง่ายๆอย่างสองอย่าง แล้วก็ค่อยๆเพิ่มเป็สาม สี่ ห้า... ั้แ่เมื่อไหร่เต็มเดือนก็จำไม่ได้ มารู้ตัวอีกทีงานบ้านทุกอย่างเท่าที่จะมีให้ทำได้ก็กลายเป็ภาระติดตัวเธอไปเรียบร้อย
ส่วนเงินที่ใช้จ่ายภายในบ้านนั้นทั้งหมดมาจากกรวี ลูกสาวคนโตทั้งสิ้น เนื่องจากเป็เพียงคนเดียวในบ้านที่มีหน้าที่การงานค่อนข้างมั่นคง
“เบิกแล้วค่ะ แต่พี่เกล้าบอกว่าส่วนของค่ากับข้าวเธอให้คุณป้ามาแล้ว”
หญิงสูงวัยฟังแล้วก็พูดไม่ออก พอจะจำได้อยู่เหมือนกันว่าลูกสาวคนโตของหล่อนให้เงินส่วนนั้นมาแล้ว และคลับคล้ายคลับคลาว่ามันได้ละลายหายไปกับบ่อนหมดสิ้นภายในวันเดียวกัน แต่โฉมสะคราญมีหรือจะยอมรับว่าเป็ความผิด ร้องตวาดเสียงแหลม
“แล้วทำไมแกไม่คิดจะออกเงินช่วยบ้าง หน็อย อยู่ฟรีกินฟรีไม่มีกระดากบ้างหรือไง”
“เดือนไม่มี คุณป้าก็รู้”
“แล้วที่แกไปทำงานพิเศษเสาร์ อาทิตย์ แล้วบางวันที่กลับมาค่ำๆมืดๆนั่นเงินมันไปอยู่ไหน หรือแกโกหกฉัน! แอบไปแรดร่านกับพวกผู้ชายมา” หญิงสูงวัยลุกขึ้น มาจับเข้าที่แขนเขย่าจนอีกฝ่ายหัวสั่นหัวคลอน
“เงินนั่น เดือนต้องเอาไว้จ่ายค่าเทอมค่ะ” หญิงสาวตอบตรงๆ ทำเอาอีกฝ่ายชะงัก
ใช่ อย่างที่บอกว่ากรวีคือผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในบ้าน แต่... ไม่ได้หมายรวมถึงค่าเล่าเรียน ค่าของใช้ ค่ากินอยู่ของเธอ ทั้งนี้มาจากคำสั่งห้ามของผู้เป็ป้าของเธอนั่นเอง
เพราะเหตุนี้เต็มเดือนจึงต้องเป็ฝ่ายขวนขวายด้วยตัวเองเท่าที่จะทำได้ ยังดีหน่อยที่หล่อนหัวดีพอจะสอนพิเศษให้เพื่อนๆ และรุ่นน้องได้ ประกอบกับทุนเรียนดี และรับจ้างทำงานพิเศษเล็กๆน้อยๆทำให้เธอสามารถศึกษามาได้จนเกือบจะจบปริญญาตรี
“ช่วยไม่ได้ พ่อแม่แกอยากทิ้งแกไว้เป็ภาระฉันทำไม ฉันก็ใช่ว่าจะรวย มีข้าวแดงแกงร้อนรดหัวแกอยู่ทุกวันนี้ก็ดีถมไปแล้ว”
โฉมสะคราญพูดพลางเดินไปมา ปากก็เริ่มพร่ำสิ่งที่พูดฝังหัวหญิงสาวซ้ำๆมาั้แ่เด็กอย่างไม่รู้จักเบื่อ
“เฮอะ ฉันเองก็ซวยที่มีน้องชายทุเรศอย่างมัน อวดดีอวดเก่งอยากจะทำธุรกิจ หน็อย มาขอให้ฉันเซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้ แล้วเป็ยังไง ยังไม่ทันจะได้กำรี้กำไร เฮอะ... หนีไปตายห่าตายโหงกันหมด เหลือหนี้ไว้ให้ฉันใช้หัวโต!” โฉมสะคราญพูดน้ำเสียงคั่งแค้น ก่อนจะหันมาหาเต็มเดือน
“จำใส่กะโหลกไว้ ว่าที่แกต้องอยู่สภาพนี้ก็เพราะว่าพ่อแม่ของแกนั่นแหละ แล้วเอาแกมาโยนทิ้งให้ฉันไม่ไยดี ฉันก็จะคิดซะว่ารับเลี้ยงลูกหมาลูกแมวมันเอาบุญ ดูเอาสิ! พระคุณฉันมันท่วมหัวแกขนาดไหน! ”
เต็มเดือนนิ่งไปทันที เผลอกัดริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัว คำพูดของโฉมสะคราญนั้นราวกับคมมีด ถึงแม้จะได้ยินมาอย่างนับครั้งไม่ถ้วนั้แ่เล็ก และพยายามจะไม่เก็บมาคิดน้อยเนื้อต่ำใจอะไร หากแต่ก็ยังเจ็บแปลบในอกทุกครั้งที่ได้ยิน
โฉมสะคราญพ่นคำผรุสวาทอีกยาวเหยียดก่อนจะหยุดพักหายใจ มองหลานสาวอย่างหงุดหงิด สายตาเหลือบขึ้นไปเห็นลูกสาวคนโตเดินลงบันไดมาพอดี หญิงสาวใส่เสื้อสีแดงมีลูกเล่นเป็เลื่อมเล็กๆอยู่ที่ปลายแขน กระโปรงสีดำแค่เข่าที่มีรอยผ่าแหวกขึ้นมาเล็กน้อย แค่ให้พอเซ็กซี่ แต่ไม่มากเกินจนดูน่าเกลียด เธอเดินลงบันไดด้วยท่วงท่าราวนางหงส์ก่อนจะหยุดอยู่ที่ตีนบันได
“เสียงดังอะไรแต่เช้าเลย”
“ทำไมแกไม่ให้ค่ากับข้าวยายเดือน แกรู้มั้ยแม่กินไก่จนจะออกลูกเป็ไข่ได้อยู่แล้ว” หญิงสูงวัยประชดประชันหน้าตึง หากแต่กรรวีกลับขำออกมา
“นี่คุณแม่ยังออกลูกได้อีกหรือคะ กับลุงก้องนะหรือ”
เมื่อพูดถึงก้องเกียรติผู้เป็พ่อเลี้ยงหล่อนมักใช้สรรพนามเช่นนี้เสมอ เนื่องจากตอนที่บิดาแท้ๆของหล่อนเสียชีวิต และมารดามาแต่งงานกับก้องเกียรติ เธอโตพอที่จะรู้ความเป็ไปของคนรอบข้าง ผิดกับกัลยาที่มีพ่อเดียวกันกับหล่อน แต่เพราะยังเล็กอยู่มาก จึงเรียกก้องเกียรติว่าพ่อได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ
“จริงๆฉันออกลูกเป็ไข่ซะ น่าจะดีกว่าออกเป็ตัวแล้วโตมาเป็แบบแก”
หญิงสูงวัยว่าอย่างขัดใจหากไม่กล้าทำอะไรมากกว่านั้น เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าลูกสาวหล่อนคนนี้เป็คนสำคัญที่หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนทั้งบ้าน และนิสัยไม่ยอมคนของหญิงสาวนั่นเองจึงทำให้ผู้เป็มารดาต้องเป็ฝ่ายยอมลงให้ในบางครั้ง กรวีทำเพียงยักไหล่ ก่อนจะว่า
“ตกลงคุณแม่เรียกเกล้าทำไมนะคะ”
“ค่ากับข้าว”
“อ้อ” กรรวีทำเสียงหนึ่งตอบรับในลำคอ กรอกตามองทางลูกพี่ลูกน้องสาวนิดหนึ่ง ก่อนเอ่ย “เกล้าบอกไปแล้วว่าค่ากับข้าวอยู่ที่คุณแม่”
“มันพอซะที่ไหนละ” ผู้เป็แม่สะบัดเสียง กรวีลมหายใจออกมาอย่างแรงก่อนเอ่ย
“ก็ถ้าคุณแม่ไม่เจียดไปทำอย่างอื่น เงินจำนวนมากขนาดนั้นมันก็คงพออยู่ละคะ”
“ก็แค่นิดๆหน่อยๆ” ผู้เป็แม่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ จนหญิงสาวต้องถอนหายใจออกมาอีกรอบ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะๆ
“ถ้าเป็สมัยก่อนก็คงเรียกว่านิดหน่อยได้นะคะ แต่ตอนนี้ทั้งบ้านมีแค่เกล้าที่ทำงานตัวเป็เกลียวอยู่คนเดียว ถ้าคุณแม่ยังจมไม่ลงอยู่แบบนี้ อีกหน่อยเกล้าคงต้องไปขึ้นเตียงกับอาเสี่ยสักคน แล้วให้เขาช่วยรับเลี้ยงเราทั้งครอบครัวแล้วละคะ”
“เฮอะ อย่างแกคงหาได้ไม่ยากหรอก อย่าดีแต่ปากละกัน แม่กับน้องๆแกจะได้สบายสักที!”
ฟังมารดาแล้ว มือที่กำลังหยิบแอปเปิ้ลที่วางอยู่บนโต๊ะชะงักไปนิดหนึ่ง สูดหายใจเข้าอย่างสะกดกลั้นอารมณ์
ใบหน้ารูปไข่เชิดขึ้นเล็กน้อย โยนแอปเปิ้ลทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่ใยดี ก่อนจะเดินลิ่วๆออกจากบ้านไป
โฉมสะคราญมองตามหลังลูกสาวได้แต่ฮึดฮัดหน้าดำหน้าแดง พอโกรธแล้วตามธรรมดาของมนุษย์ย่อม้าที่ระบายออก ซึ่งจะเป็ที่ไหนไปได้หากไม่ใช่ ‘กระโถน’ ใบเดิม
“เพราะแก เพราะพ่อแม่แกแท้ๆเลย ฉันถึงต้องเป็แบบนี้ อีกาฝาก!”
เต็มเดือนออกจากตัวบ้านมองรอยเขียวช้ำดวงใหญ่บริเวณต้นแขนที่พึ่งได้มาสดใหม่เมื่อครู่ รอยยิ้มขืนผุดขึ้นบนใบหน้ารู้สึกสมเพชชีวิตตัวเองอย่างบอกไม่ถูก อาจเพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่หล่อนต้องรองมือรองเท้าผู้เป็ป้า หล่อนจึงไม่ได้รู้สึกรู้สาเท่าไรนัก แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำใจให้ชินได้สักทีเช่นกัน
เดินกลับเข้าไปในสวนตั้งใจว่าจะเก็บสายยางที่วางทิ้งไว้เข้าที่ ตอนนี้หล่อนหมดอารมณ์จะอยู่รดน้ำต้นไม้ชื่นชมสวนแล้ว ต้นไม้ขาดน้ำสักวันคงไม่ถึงกับตายถือเสียว่าเป็การทดสอบความแข็งแรงก็แล้วกัน หากพรุ่งนี้ต้นไหนอยู่ไม่รอดเธอจะจับถอนทิ้งเสียให้หมดเื่หมดราวไป
กำลังคิดใจลอยไปเรื่อยเปื่อย ก็รู้สึกได้ถึงแรงกระชากจากด้านหลังจนตัวแทบจะหงายไปแต่ที่ที่อีกมือหนึ่งมาโอบรับตัวหล่อนไว้ได้ทัน พอตั้งสติได้และเห็นว่าคนที่โอบเธออยู่เป็ใคร ความรู้สึกขยะแขยงเข้ามาแทนที่ เต็มเดือนขืนตัวเองออกจากสองมือนั้น แต่เหมือนยิ่งดิ้นอีกฝ่ายก็ยิ่งรัดแน่นเข้าไปอีก
“เป็อะไรหรือเปล่าหนูเดือน หืม” ก้องเกียรติถามสาวน้อยด้วยน้ำเสียงเหมือนผู้ใหญ่ใจดี แต่ตาทั้งสองวาววับดูกระหายหื่นเสียจนเต็มเดือนขนหัวลุกชัน
“เดือนไม่เป็อะไร ลุงก้องปล่อยเถอะค่ะ” เธอละล่ำละลักบอก
“เกือบจะล้มลงอยู่แล้ว จะบอกว่าไม่เป็ไรได้ยังไง”
ก็ตัวเองเป็คนดึงหล่อนลงมาเองไม่ใช่หรือไง... เต็มเดือนได้แต่คิดอย่างเจ็บใจ ก่อนจะรู้สึกได้ถึงแรงสูดดมที่บริเวณริมขมับแล้วทำท่าว่าจะไล่ลงมาเรื่อยๆ มือสากหนาทั้งลูบทั้งขยำไปทั่วร่างบางด้วยแรงปรารถนา
“ลุงก้องคะ เดี๋ยวคุณป้าออกมาเห็นนะคะ” พูดไปโดยพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น แต่ก็อดสั่นที่ปลายเสียงไม่ได้อยู่ดี ทั้งกลัว ทั้งรังเกียจอีกฝ่ายจับใจ
“คุณโฉมไม่ออกมาหรอก ตอนนี้มีรายการประกวดร้องเพลงที่เขาชอบอยู่” พูดไปริมฝีปากก็คลอเคลียริมหูหญิงสาวไม่ขาด ...ฮ้า กลิ่นเด็กสาวมันหอมเหลือเกิน
“เราเข้าไปในห้องกันดีกว่านะจ๊ะ เอาเป็ห้องหนูนะ เราจะได้คุยกันยาวๆหน่อย”
ว่าแล้วก็ทำท่าจะลากตัวหญิงสาวเข้าห้องไป เต็มเดือนเห็นท่าไม่ดี สะอิดสะเอียนขนหัวลุกเต็มที สมองเริ่มคิดหาทางหนีทีไล่ แล้วก่อนที่จะเสียท่านั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“อ้าว ลุงก้องอยู่นี่เองหรือฮะ” เด็กชายหัวเกรียนตัวผอมแห้งคนหนึ่ง ที่โผล่หน้ามาจากริมรั้วทักอย่างคุ้นเคย
“ไอ้โจ้ มาทำไมวะ” คนถูกขัดจังหวะตอบกลับไปอย่างหงุดหงิด มือเริ่มคลายออกจากตัวหญิงสาวอย่างเสียไม่ได้ หล่อนรีบสะบัดตัวออกมาได้ ก่อนจะวิ่งออกมาอย่างไม่เหลียวหลัง
เต็มเดือนไม่โง่พอที่จะวิ่งกลับเข้าห้องตัวเอง หากแต่เธอก็ไม่รู้จะไปที่ไหนจึงตัดสินใจวิ่งออกจากตัวบ้านไป พอดีเจอกับกับลูกพี่ลูกน้องของเธอทั้งสองที่คงกำลังยืนรอรถอยู่ เบรกสองเท้าได้พอดิบพอดีก่อนที่จะชนคนตรงหน้าคะมำไปด้วยกัน
“อ้าว จะไปไหนจ๊ะ” กัลยาที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษาเอ่ยทัก มองท่าทางตื่นๆของอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ ทำให้เต็มเดือนจำต้องหยุด ส่งยิ้มให้คนทั้งคู่
“วิ่งขาแทบขวิดขนาดนี้ จะไปหาผู้ชายหรือไง” กุลปริยาในชุดนักเรียนมัธยมปลายเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางที่เป็สาวเกินวัย
“ก้อย ทำไมพูดแบบนั้น” กัลยาเอ่ยเตือน
“คุณแม่บอกว่าไม่ต้องพูดดีกับมัน ก้อยเชื่อคุณแม่ ผิดตรงไหน” หญิงสาวเอ่ยลอยหน้าลอยตา
“ไม่ผิดจ๊ะ แต่มันดูไม่น่ารัก”
“เอ๊ะ เดี๋ยวเถอะ ก้อยจะฟ้องคุณแม่” ว่าแล้วก็เดินกระฟัดกระเฟียดไป
เต็มเดือนมองสองพี่น้องอย่างอ่อนใจ โฉมสะคราญมีลูกสาวทั้งหมดสามคน กรวี หรือเกล้า ลูกสาวคนโตที่ต้องดิ้นรนมาั้แ่เด็ก พอๆกับผู้เป็แม่ หล่อนจึงโตมาอย่างแข็งแกร่ง และเป็ลูกที่แม่เกรงใจมากที่สุด
กุลปรียาลูกสาวคนเล็กที่พึ่งกระฟัดกระเฟียดออกไปเมื่อครู่ อาจเพราะเป็ลูกคนเดียวที่เกิดกับก้องเกียรติสามีคนปัจจุบัน ประกอบกับเธอเกิดมาใน่ผ่านพ้นวิกฤติ ทั้งครอบครัวพอจะลืมตาอ้าปากจากความล่มจมได้พอดี กุลปรียาจึงได้รับความรัก การเอาอกเอาใจ จากพ่อและแม่อย่างเต็มที่ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็เด็กสาวที่เอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ
ส่วนกัลยา...ในสามคนพี่น้องกัลยาเป็คนที่มีน้ำใจกับหล่อนเสมอ บางครั้งก็แบ่งปันของกิน ของใช้เล็กๆน้อยๆให้หล่อน และหากเปรียบกุลปรียาเป็ลูกรัก ก็คงพอจะเรียกกัลยาว่าเป็ลูกชังได้ หล่อนเป็ลูกติดท้องจากสามีคนเก่าของโฉมสะคราญเหมือนกับกรวี หากแต่ไม่ได้แข็งแกร่งเช่นพี่สาว และอาจเพราะไม่อยากให้สามีใหม่รู้สึกขัดหูขัดตา โฉมสะคราญจึงไม่ใคร่จะไยดีลูกคนนี้นัก
เต็มเดือนเคยได้ยินคุณโฉมเอ่ยปากกับเพื่อนถึงลูกสาวคนกลางที่นั่งอยู่ด้วยกันตรงนั้นว่า
‘ยายแก้วมันเป็เด็กนิ่งๆเงียบๆ ว่าง่าย บางทีก็เกินไปด้วยซ้ำ สั่งซ้ายก็ไปซ้าย สั่งขวาก็ไปขวา ไม่รู้จะเรียกว่าเป็เด็กหัวอ่อน หรือว่าปัญญาอ่อนกันแน่’
ด้วยเหตุนี้กัลยาจึงมักถูกผู้เป็แม่กดให้เป็รองพี่สาวและน้องสาวอยู่เสมอนั่นเอง
“เดือนวิ่งหนีอะไรมา... พ่อหรอ”
“อืม”
“่นี้เห็นพ่อบ่นว่าเงินขาดมือ สงสัยกำลังตกงาน คงอยู่บ้านบ่อยๆ เดือนต้องระวังตัวดีๆนะ”
“งานแบบนั้น ยังมีตกงานด้วยหรอ” เต็มเดือนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยันๆ พอรู้อยู่บ้างว่า ‘งาน’ ของลุงเขยของหล่อนนั้นคืออะไร
“เห็นว่าตำรวจกำลังเพ่งเล็งนายของพ่ออยู่ ก็เลยต้องหยุดกันสักพัก”
“ดีแล้วละ ...ก้อยมองตาเขียวแล้ว แก้วไปเถอะ เดี๋ยวก้อยจะมีเื่ไปฟ้องคุณป้าอีก” เต็มเดือนว่าสายตามองเลยไปทางลูกพี่ลูกน้องสาวอีกคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งซอย
“ถึงไม่มีเื่ คุณแม่ก็ว่าแก้วเป็ประจำ แก้วชินแล้วละ”
“คุณป้าเขาว่าเพราะเป็ห่วงนั่นละ” เต็มเดือนเอ่ยปลอบ อีกฝ่ายกระตุกยิ้มบางๆก่อนจะว่า
“เดือนไม่ต้องพยายามให้กำลังใจแก้วหรอก แก้วรู้อยู้แล้วละ ว่าอะไรเป็อะไร”
“แก้ว...” เต็มเดือนพึมพำเบาๆอย่างเห็นใจ หากแต่กัลยาส่ายหน้าเล็กน้อย พร้อมกับยิ้มกลับมาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะขอตัวเดินตามน้องสาวออกไป
เต็มเดือนเดินไปเรื่อยๆ จนไปหยุดที่ริมบึงในสวนสาธารณะของหมู่บ้าน ก่อนจะนั่งลงอย่างหมดแรง ลมเอื่อยๆพัดมากระทบผิวหน้า บริเวณนั้นนอกจากผู้ชายที่กำลังนั่งม้านั่งอ่านหนังสือพิมพ์สบายอารมณ์อยู่ไกลๆ กับชายหญิงคู่หนึ่งที่มาปูเสื่อปิกนิกนั่งหยอกล้อกัน แล้วก็มีเธอ เต็มเดือนจึงตัดสินใจทิ้งตัวลงบนพื้นหญ้านุ่ม หากแต่หลับตาลงได้ไม่นานก็รู้สึกได้ถึงเงาที่พาดทับตัวหล่อน
“โจ้! พี่ใหมด” หญิงสาวว่าพลางลุกขึ้นมานั่ง เมื่อเห็นเด็กชายฟันหลอยืนยิ้มอยู่
“ใอะไรพี่ ไม่ต้องห่วงหรอกหนีมาตั้งขนาดนี้แล้ว แก่ๆอย่างลุงก้องวิ่งไม่ทันร้อกก” เด็กชายว่าท่าทะเล้นก่อนหัวเราะเสียงดังลั่น
เต็มเดือนส่งค้อนไปให้อย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะเผยยิ้มเอ็นดูส่งให้เด็กชายตรงหน้า “ขอบใจมากนะโจ้ ไม่ได้เราพี่คงแย่”
“โอ๊ย แค่นี้จิ๊บๆ แต่คราวหน้าพี่เดือนต้องระวังให้มากกว่านี้นะ โจ้คงเอาตัวเองไปสอดตอนที่ลุงก้องเขาจะหามหมูไม่ได้ทุกครั้งหรอก”
“ตัวเท่านี้ แต่เ้าสำบัดสำนวนนักนะ”
“เด็กฉลาดชาติเจริญไงพี่” เด็กชายว่าพลางยิ้มกว้าง
เต็มเดือนมองภาพเด็กชายตรงหน้ายืนเก็กท่าเหมือนพระเอกหนังสมัยเก่า ซ้ำยังคำพูดแก่แดดเกินเด็ก แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“พี่ก็โชคดีที่มีเด็กฉลาดอยู่ข้างบ้าน”
“แน่นอน ลุงก้องนิสัยเสีย ชอบรังแกพี่เดือน ถ้าโจ้โตขึ้น โจ้จะเป็ตำรวจไปจับลุงก้องให้พี่เดือนเอง” เด็กชายบอกอย่างหมายหมาด เต็มเดือนยิ้ม มองเด็กชายอย่างปลงๆ
...มันก็ดีอยู่แหละ แต่กว่าโจ้จะโตได้ขนาดนั้น พี่คงต้องเอาตัวรอดหัวซุกหัวซุนอีกหลายปี
“ขอบใจมากนะ ไว้วันจันทร์พี่จะเอาขนมปังกระเทียมที่โจ้ชอบมาฝาก”
“เย้ พี่เดือนคนสวยใจดีที่สุดในโลกเลย”
ยืนโม้อยู่พักใหญ่เ้าชายขี่ม้าขาวของเต็มเดือนก็โบกมือลา ก่อนจะขึ้นคร่อมจักรยานปั่นฉิวออกไป หญิงสาวมองจนลับสายตาก่อนจะทิ้งตัวลงนอน หลับตาลงอีกครั้ง
ย้อนไปตอนที่เต็มเดือนยังมีอายุเพียงสิบขวบ เมื่อครั้งที่มารดานำเธอมาฝากไว้กับผู้เป็ป้าที่บ้านหลังนั้น ตอนนั้นแม้จะเป็เด็กแต่หล่อนก็จำได้ดี วันแล้ววันเล่าที่หล่อนนั่งรอคอย มารดาของหล่อนก็ไม่ได้กลับมารับ ตอนแรกผู้เป็ป้าก็เข้ามาปลอบประโลม ลูบหัวลูบหางอยู่สักพัก แล้วก็จะลุกออกไปปล่อยให้เด็กหญิงนั่นอยู่ที่เดิม จนเวลาผ่านไปกว่า 1 เดือน
ครั้งหนึ่งเต็มเดือนได้ยินคุณลุงกับคุณป้าพูดคุยถึงการเสียชีวิตของพ่อและแม่ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ นั่นเองที่ทำให้เด็กหญิงที่พอจะรู้ความอยู่บ้างเริ่มเข้าใจว่าบิดาและมารดาไม่สามารถกลับมาหาเธอได้อีกแล้ว
่แรกด้วยความเป็เด็กจึงอาละวาด ร้องไห้เสียบ้านแทบแตก ไม่ว่าจะปลอบ หรือขู่ก็ไม่ฟัง เป็แบบนี้อยู่หลายวัน สุดท้ายผู้เป็ป้าจึงจับเธอโยนเข้าไปขังไว้ในห้องเก็บของอับๆที่อยู่ภายในบ้าน
‘อยู่ในนั้นแหละ! สงบเมื่อไหร่ค่อยออกมา’
‘ไม่เกินไปหรือคุณ’
‘สมควรแล้วต่างหาก เด็กบ้าอะไรไม่รู้ นี่ถ้าไม่เห็นแก่ว่าเป็หลาน ฉันไล่มันไปนอนข้างถนนแล้ว!’
เสียงนั้นยังดังก้องอยู่ในหัว หลังจากนั้นไม่นานเด็กหญิงที่เริ่มทำใจได้ก็เริ่มสงบลง ไม่มีการโวยวายใดๆ มีเพียงแอบร้องไห้บ้างเป็ครั้งคราว และสุดท้ายก็หยุดไปเองทุกครั้ง เพราะไม่มีใครให้ความสนใจเธออีก
และคงเป็ั้แ่ตอนนั้นที่กระเป๋าเสื้อผ้า รวมทั้งของใช้จุกจิกทั้งหมดของเธอย้ายที่จากห้องที่เคยนอนรวมกับเด็กหญิงกรรวี และเด็กหญิงกัลยา มาอยู่ที่ห้องเก็บของนี้แทน ซึ่งเมื่อเต็มเดือนมองผู้เป็ป้าด้วยความสงสัย ฝ่ายนั้นก็ตอบกลับมาแบบขอไปที
‘อีกห้าหกเดือนน้องก็จะคลอดแล้ว ฉันอยากให้น้องได้นอนกับพี่ๆ ถือว่าเสียสละที่ให้น้องละกัน’
แล้วความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น เมื่อทนายจากธนาคารใหญ่มาขอพบโฉมสะคราญถึงบ้าน พร้อมกับข่าวร้าย คือการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุของพ่อกับแม่เต็มเดือน และหนี้สินมหาศาล ที่โฉมสะคราญจะต้องรับผิดชอบเนื่องจากหล่อนมีชื่อเป็ผู้ค้ำประกันให้กับผู้เป็น้องชาย
ทันทีที่รู้จำนวนเงินทั้งหมดโฉมสะคราญทั้งหูอื้อตาลายไปหมด สาปแช่งด่าน้องชายชนิดไม่ให้ผุดให้เกิด หล่อนต้องขายทรัพย์สิน ที่ดินหลายต่อหลายแปลง รวมทั้งหุ้นที่มีเกือบทั้งหมดไป นั่นทำให้ครอบครัวของโฉมสะคราญเปลี่ยนสถานะจากเศรษฐี เป็ยาจกได้ในพริบตา แล้วเหมือนดวงราหูเข้ากระทืบซ้ำ เมื่อธุรกิจบ้านจัดสรรที่ก้องเกียรติร่วมหุ้นกับเพื่อนล้มไม่เป็ท่าด้วยพิษเศรษฐกิจ ทำให้รายได้ที่พอจะหาได้หายไปอีกทาง
่นั้นเป็่เวลาเลวร้ายของทั้งครอบครัวคุณโฉมตัดสินใจขายบ้านหลังใหญ่โต มาอยู่บ้านไม่หลังเล็กๆสองชั้นที่เป็บ้านหลังเก่าของคุณโฉมก่อนที่จะมาแต่งงานกับสามีแทน รายได้ใน่แรกนั้นมาจากความช่วยเหลือของคุณมานพคนรู้จักของก้องเกียรติ ซึ่งมีข่าวลือว่าเื้ัแอบทำธุรกิจผิดกฏหมาย โฉมสะคราญที่ไม่สบายใจนักจึงหันมาขอความช่วยเหลือจากคุณหญิงท่านหนึ่งที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงนี้แทน
เวลาผ่านไป เื่เลวร้ายต่างๆเหมือนจะเบาบางลง เมื่ออะไรหลายๆอย่างเข้าที่เข้าทางขึ้น และทุกคนในบ้านเริ่มปรับตัวได้ ยิ่งเมื่อกรวีเรียนจบได้งานทำทุกชีวิตในบ้านก็ดูเหมือนจะดีขึ้นไปด้วย
...อ้อ คงจะยกเว้นหล่อนไว้คนหนึ่ง
แม้ชีวิตหล่อนจะเติบโตมาอย่างไม่สวยงามนัก หล่อนก็ไม่คิดจะกล่าวโทษ หรือร้องขอความช่วยเหลือจากใครอีก เพราะเชื่อว่าสักวันหล่อนจะสามารถผ่านพ้นมันไปได้ด้วยตัวหล่อนเอง
เหตุการณ์ใน่เวลาสิบสองปีที่ผ่านมา สอนให้เต็มเดือนเข้มแข็ง และยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง
แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้หัวใจที่เคยสดใจกลายเป็ด้านชา พยายามปิดกั้นตัวเองอยู่เสมอ และสุดท้ายในสายตาของคนรอบข้าง หล่อนกลายเป็คนที่ดูไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใดทั้งนั้นบนโลกใบนี้อีกแล้ว…