และในที่สุด พระเ้าเบอร์บิคที่สิบเจ็ดก็ทรงมีพระบัญชาสั่งให้พวกเราจัดทัพออกลุย แน่นอนว่าพวกเราได้ขอความช่วยเหลือจากอาณาจักรแคสตรานามัส และแน่นอนพวกเอลฟ์ก็ให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ยังดีที่มีเหล่าไฮเอลฟ์จากอาณาจักรอื่น ๆ ที่เป็พันธมิตรของแคสตรานามัสมาช่วยเหมือนกันครับ และที่ผมสังเกตได้ก็คือ เหล่าไฮเอลฟ์พวกนี้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง บางคนยังท้องแก่เหมือนกับผม หรือไม่ก็นานกว่าผมด้วยซ้ำ แต่ยังเลือกที่จะยกทัพมาช่วยพวกเรา เหมือนกับว่าตัวเองยังไม่เคยอุ้มท้องมาก่อนอีก
และแล้ว พวกเราก็แยกกลุ่มกำลังไป โดยแจสเตร็ดจะไปช่วยกลุ่มตัดกำลัง โดยทำหน้าที่ส่งอัสแซซินส่วนหนึ่งไปทำหน้าที่เก็บแม่ทัพที่ใช้สกิลตรวจจับการลอบเร้น ส่วนที่เหลือก็จัดเป็ขบวนใหญ่ออกรบ มุ่งหน้าสู่โดล-มานเทรียเต็มกำลัง
เส้นทางที่พวกเรามุ่งหน้านั้นก็ต้องอ้อมหุบเขาซาลลิมาตริก ซึ่งเป็พื้นที่ที่ัชอบมาทำรังตลอด และเรายังเดาไม่ออกเลยว่าสายพันธุ์ไหนเชื่องพอที่จะฟังคำสั่งมนุษย์บ้าง บางทีัต่างสายพันธุ์ชอบมาตีกันตรงนั้นเลยก็มี อ้อ ขอย้ำว่า ัสายพันธุ์ที่สามารถจำแลงกายเป็มนุษย์ได้เนี่ย หายากมากเลยนะครับ ฉะนั้นพวกผู้กลับชาติมาเกิดที่มีนิสัยนีทสุดโต่ง คงไม่น่าจะได้ร่างหุ่นโค้งเว้าของัเพศเมียสักตัวแหง ๆ
การอ้อมหุบเขา ก็ต้องเดินไปตามแม่น้ำโอโลทรูอิน แล้วจากนั้นก็เดินไปทางซ้ายสี่สิบห้าองศา แล้วจากนั้นก็มาถึงสักที อาณาจักรที่อยู่ในสภาพจวนจะล่มสลาย ช่างเป็เมืองที่อยู่ในบรรยากาศเงียบงันเสียนี่กระไร เหล่าทหารยามที่เฝ้าประตูอาณาจักรก็มีแค่คนเดียว ที่เหลือก็ประปรายไปตามบ้านเมือง และมากระจุกอยู่ในปราสาทเชื้อพระวงศ์ น่าจะเป็เพราะว่าเหลือเ้าหญิงที่เก็บแหวนประจำตระกูลผู้กล้าตั้งครรภ์ในตำนาน ใช่ครับ ตระกูลเดียวกับแอนดูอินเลย และผมเดาว่าเชื้อพระวงศ์ของเธอเคยปกครองอาณาจักรนี้ และผ่านการแย่งชิงราชบัลลังก์บ่อย ๆ จนมันมาถึงจุดนี้
ผมในฐานะแม่ทัพสูงสุดประจำมัสโทรนั่ม ผมก็เลยเดินมาพบกับยามเฝ้าประตู
“อ้าว ท่านเป็ขุนนางจากไหนครับเนี่ย ที่นี่เข้าไม่ได้นะครับ” ยามเฝ้าประตูทักทาย
“ผมเป็ดยุกมาจากอาณาจักรมัสโทรนั่ม ผมมีกองกำลังพันธมิตรมาปกป้องอาณาจักรของคุณ” ผมตอบ “ดูเหมือนว่ากำลังพลที่นี่ไม่เพียงพอจะปกป้องอาณาจักรสินะครับ”
“ไม่เชิงครับ” ยามเฝ้าประตูตอบ “พวกเราส่งเควสต์ไปยังกิลด์นักผจญภัยทั่วโลก ให้มาคุ้มกันอาณาจักรเรา ตอนนี้พวกเราก็กำลังรอคอยพวกนักผจญภัยที่ตอบรับเควสต์นี้ก่อนที่ข้าศึกจะบุกมาที่นี่น่ะครับ”
“ถ้าพวกเขาเ่าั้มาทันก็น่าจะดีครับ” ผมบอก “ที่พวกเรามาที่นี่ เพราะพวกเราเคยถูกข้าศึกกลุ่มเดียวกับของคุณบุกมาและเอาชนะไปได้ พวกเราเลยตัดสินใจยกทัพมาสกัดกั้นข้าศึกกลุ่มนั้นด้วยน่ะครับ”
“คุณรู้ด้วยเหรอครับว่าข้าศึกกลุ่มนี้เป็ใคร?” ยามเฝ้าประตูถามด้วยความตกตะลึง
“พวกผมรู้ครับ” ผมบอก “และขอบอกไว้ก่อนว่ามันน่ากลัวใช้ได้เหมือนกันนะครับ พวกคุณที่ไม่ได้เตรียมอะไรป้องกันไว้เยอะ ๆ อาจทำให้เมืองทั้งเมืองล่มสลายได้เลยนะครับ”
“ฮื้ย! จริงดิ?”
“จริงครับ” ผมตอบ แต่แล้วผมก็พบว่ายามเฝ้าประตูส่งสายตาจับไปที่ท้องกลมโตของผม และผมก็เดาได้ไม่ยากว่าเขาจะตอบอะไร
“แล้วคุณมาออกรบทั้ง ๆ ที่ยังท้องอยู่เนี่ยเหรอ?”
“ครับ ขนาดพวกเอลฟ์หลายคนที่มาช่วยพวกเรายังรบตอนท้องแก่ ๆ เลยครับ” ผมตอบ
“โอเค แล้วพวกคุณได้พกอะไรเสริมความปลอดภัยให้ลูกในท้องพวกคุณหรือเปล่า?”
“พกมาเยอะจะล้นอินเวนทอรี่อยู่ละครับ” ผมตอบ
“ถ้างั้นก็มาช่วยคุ้มกันแล้วกันนะ พวกเราแทบไม่มีกำลังอะไรจะสู้อยู่ละ”
ว่าแล้วยามเฝ้าประตูก็เปิดทางให้ผมและกลุ่มทหารหลวงจากมัสโทรนั่มเดินทางเข้ามาในเมือง ซึ่งแน่นอนว่าชาวเมืองที่นี่็ก็ตกอยู่ในสภาวะคร่ำเครียดเพราะ่นี้ชาวเมืองถึงกับเปื้อนเืบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ บางคนถึงกับต้องสูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตคนในครอบครัว เรียกได้ว่ามันแตกต่างราวฟ้ากับเหวมากเลยนะครับเนี่ย จากที่อาณาจักรรอบนอก ทั้งโอคอนเนีย แคสตรานามัส หรือแม้กระทั่งฟาโลน่า ยังดูดีกว่าโดล-มานเทรียอีก ผมพอเข้าใจเลยว่าเมื่ออาณาจักรอยู่ในยุคขาลงจนถึงจุดแตกหัก มันจะเป็ยังไง
แต่กระนั้น สิ่งที่ผมต้องทำก็คือ เดินทางไปหาเ้าหญิงองค์นั้นเพื่อขอความร่วมมือในการคุ้มกันโดล-มานเทรียให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหวังว่าแจสเตร็ดจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง…
==========
สวัสดีครับ ผมแจสเตร็ด มิชิเกอร์ ผมช่วยท่านดยุกออสเทร็ธเขียนนิยายนี้ในมุมมองของผม และผมเองก็ได้ชวนสมาชิกตี้ของผม ไม่ว่าจะเป็ออร์แลนด้า ซาร์ดีน ภรรยาของผม แล้วก็มีเพื่อนสหายในตี้เช่น เจด โคเดีย นักเวทย์สาวที่เคยร่ายเวทย์โจมตีเจสันมาแล้ว หรือจะนี่เลยครับ โจเซฟ แม็กคาร์แลนด์ เบอร์เซิร์กเกอร์กล้ามโตที่ใช้มือเปล่าแรงวาฬสีฟ้าเข้าคุย เอ็ดเวิร์ด ฟิช พาลาดินผมสีฟ้าที่ถือทั้งดาบใหญ่ระดับเกรตซอร์ดและค้อนศึก และแน่นอน แมตธิว โซโลมอน เอลฟ์หนุ่มสายเรนเจอร์อยู่ด้วย
ตี้ผมก็เดินทางไปกับกลุ่มนักผจญภัยสายลอบเร้นที่เคลมว่าเชี่ยวชาญการลอบเร้นสูง แถมยังรู้จักกับท่านมาร์ควิสโอเรนเป็อย่างดี มาช่วยเด็ดหัวไอ้แม่ทัพที่แบ็กซ์เทอรัสมันหามาใหม่ที่ว่ากันว่า มีสกิลในการตรวจจับการลอบเร้นของศัตรูด้วย และแอบวางยาด้วยการโรยผงธาตุแสงสว่างลงไปในอาหารของพวกข้าศึกด้วย
ฝั่งผมที่แยกทางจากทหารกลุ่มใหญ่ของท่านดยุกออสเทร็ธและเ้าหญิงเจสซิก้า ข้ามสู่เส้นเขตทะเลทรายฮาเวียร์ ลัดไปเรื่อย ๆ จนเลี้ยวซ้ายห้าสิบองศาเข้าป่าฝน และก็เจอกับค่ายออร์กค่ายใหญ่ ซึ่งจากการที่ออร์แลนด้าใช้สกิลสืบสวน (Investigation) [S] ก็พบว่า ค่ายออร์กนี้เป็ค่ายของจอมมารแบ็กซ์เทอรัสจริง ๆ
และสิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าก็คือ แม่ทัพที่มาในตอนนี้ก็คือจอมมารเช่นกัน จอมมารตนนี้มีชื่อว่า โรสโตรม เป็จอมมารชั้นเดลต้าด้วยเช่นกัน โชคดีที่สายลอบเร้นทั้งหลายที่มากับตี้พวกเรามีค่าอำนาจเฉลี่ยสูงทะลุเทพชั้นเดลต้าไปแล้ว พวกเราก็เลยแอบลอบเร้นได้แบบแเีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเราใช้ผ้าคลุมล่องหนสวมไว้ แล้วก็แอบโรยผงธาตุแสงลงไปในอาหารของพวกออร์ก โอเกอร์ และโทรลล์ ซึ่งพวกมันเนี่ยสมองขี้เลื่อยมาก แต่ดูจากอาหารที่มันกินสิครับ ผมเห็นหน้าตาแล้วผมจะอาเจียน แบบ… มีแขนมนุษย์ มีตับ สมอง ลำไส้ หัวใจก็ยังมี ถ้าจะให้ผมเดาว่าต้นตอมาจากอะไร ผมเดาว่า มันน่าจะมาจากเหล่าทาสที่แบ็กซ์เทอรัสจับมานี่แหละ แบบ หลังจากใช้งานหนักจนเสร็จแล้วก็ฆ่าแกงแล้วก็ไปทำเป็อาหารให้เหล่าออร์ก, โทรลล์, โอเกอร์ ที่อยู่ใต้บัญชาของแบ็กซ์เทอรัสชัวร์ ๆ
และแน่นอนว่าตอนนี้อยู่ใน่หัวค่ำ พวกเรารอให้พวกข้าศึกทั้งหมดหลับสนิทก่อน จากนั้นก็ถือโอกาสโรยผงอนุภาคธาตุแสงซะเลย แล้วก็คน ๆ คลุก ๆ ให้เข้ากันเพื่อให้อนุภาคไม่เรืองแสงจนเห็นได้ชัด แล้วเมื่อพวกเราทำเสร็จแล้ว ก็ถอย ๆ ออกไปให้ห่างแบบว่าไม่ต้องให้มันจับได้ และรอดูผลว่ามันจะเป็ยังไงต่อ
แน่นอนว่า พอเช้าวันรุ่งขึ้น พวกออร์ก โทรลล์ และโอเกอร์ที่กินอาหารพวกมันเข้าไปมันก็ปวดแสบปวดร้อนจากภายใน ดิ้นพรวดพราดมาก ๆ เลย ไอ้โรสโตรมมันก็งงเต้กเลยว่า เกิดอะไรขึ้นกับอาหารที่มันส่งมาให้พวกลูกสมุนกิน
แน่นอนว่าพวกเราก็ค่อย ๆ เฟดตัวถอยห่างกลับไปหาท่านดยุกออสเทร็ธให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหวังว่าพวกเราจะมาถึงได้ก่อนที่โรสโตรมมันจะไปถึงก่อน
==========
โอเค กลับมาที่มุมมองของผม ดยุกออสเทร็ธ นอฟเลส โมรันนัส ผมเอง รวมทั้งเคลลีนที่มาร่วมในกองทัพด้วยเพราะเป็ห่วงทั้งผมและลูกในท้อง แล้วก็เ้าหญิงเจสซิก้าจากแคสตรานามัส ได้เดินทางมาถึงห้องของธิดาคนสุดท้ายของราชวงศ์ที่ปกครองโดล-มานเทรีย และเมื่อเข้าพบ ผมกับเคลลีนก็ทำความเคารพ ส่วนเจสซิก้าได้จับมือกับเ้าหญิงคนนั้น ระหว่างนี้ผมก็ใช้สกิลประเมินตรวจดูว่าเธอเป็ใคร
ชื่อ: Rosellene XXXVIII Straryon
อายุ: 20 ปี
เพศ: หญิง
Health: 100%
Stamina: 100%
Mana: 100%
Condition: Normal
Magic Compatibility Rank: A
Average Power Rank: Expertise Plus 20 (203)
Class: None
STR: 199
AGI: 206
MAG: 203
INT: 201
DEX: 198
VIT: 202
“นี่พวกคุณเป็ใครเหรอคะ?” เ้าหญิงโรเซลลีนถาม
“พวกเรามาจากอาณาจักรที่อยู่ไกลออกไป” เจสซิก้าอธิบาย “เพื่อคุ้มกันอาณาจักรของคุณไม่ให้ถูกข้าศึกเข้ามาทำลายและชิงตัวคุณไปได้น่ะค่ะ”
“เอ๋?” โรเซลลีนอาจจะงงหนักว่า ทำไมถึงเป็แบบนั้น
“พวกเรารู้ว่าข้าศึกที่จะมาที่นี่ คือกลุ่มเดียวกับที่เคยบุกรุกอาณาจักรของเราเมื่อหลายวันก่อน” ผมอธิบาย “และด้วยความที่พระองค์มีสายเืของผู้กล้าตั้งครรภ์ในตำนาน การที่ข้าศึกจะชิงตัวคุณไปได้มันต้องมีนัยยะสำคัญแอบแฝงที่มีประโยชน์ต่อข้าศึกแน่นอนครับ”
“เอ๋ คุณรู้ด้วยเหรอคะ?” โรเซลลีนถาม
“คุณมีแหวนของตระกูลนาร์เซ็นเก็บไว้กับตัวไม่ใช่เหรอคะ?” เ้าหญิงเจสซิก้าว่า
“เออ จริงด้วยสินะคะ” โรเซลลีนว่า
“ฉะนั้นพวกเราก็เลยตัดสินใจมาช่วยปกป้องพระองค์นี่แหละค่ะ” เคลลีนต่อทันที
“งั้นก็ช่วยพวกเราด้วยนะคะ” โรเซลลีนบอก “พวกไพร่พลทหารที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะรับมือกับข้าศึกได้แล้วค่ะ”
“รับทราบครับ” ผมบอก
“แล้วก็…” โรเซลลีนผายมือไปยังท้องกลมโตของผม “ระวังด้วยแล้วกันนะคะ”
“ผมจะระวังตัวอยู่แล้วครับ” ผมบอก
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเราก็ได้รับทราบข่าวมาว่า นักผจญภัยหลายตี้เริ่มทยอยเข้ามาช่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากสามตี้ กลายเป็แปดตี้ ไปสู่สิบห้าตี้ และจบท้ายที่สามสิบเจ็ดตี้ และแน่นอนว่าระหว่างนั้น ตี้ของแจสเตร็ดและกลุ่มสายลอบเร้นของโอเรนก็มาสมทบด้วยเช่นกัน
และแจสเตร็ดเองก็ไม่รอช้า รีบมาพบกับผมทันที
“ว่าไงมั่งเหรอ?” ผมถาม
“ท่านดยุกครับ ไอ้พวกออร์ก โทรลล์ โอเกอร์ ใต้บังคับบัญชาของข้าศึกมันอ่อนแอลงแล้วครับ” แจสเตร็ดบอก “คาดว่าเมื่อพวกมันบุกมาที่นี่ กองทัพน่าจะอยู่ในสภาพที่อนาถาพอที่พวกเราจะปิดจ็อบได้แล้วล่ะครับ”
“เยี่ยมมาก” ผมตอบ “หวังอย่างเดียวว่า พวกข้าศึกจะไม่ได้งัดเอาแผนสองมาใช้”
“แล้วเดสเตรียนเป็ยังไงบ้างเหรอครับ?” แจสเตร็ดถาม เท่านั้นแหละ เดสเตรียนก็เรืองแสงในท้องผมทันทีให้รู้ว่าเขายังอยู่
“นี่พอจะตอบให้นายได้หรือยัง?” ผมถามกลับ และแจสเตร็ดก็พยักหน้าเป็คำตอบและยิ้มให้
ผมลูบท้องต่อไปเพื่อกล่อมให้เดสเตรียนสงบ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าผมต้องให้เขาออมแรงไว้บ้าง เผื่อที่เขาจะได้ช่วยลุยกับบอสไปด้วย จากนั้นผมก็หันมาถามแจสเตร็ดต่อว่า
“แล้วนายรู้หรือยังว่าแม่ทัพที่แบ็กซ์เทอรัสส่งมาชื่ออะไร?”
“มันชื่อโรสโตรมครับ เป็จอมมารชั้นเดลต้า” แจสเตร็ดตอบ “ระดับภัยคุกคามของมันก็… Apocalypse+ 28 (245) เลยครับ”
“อืม…” ผมพูด “ถ้างั้นก็เตรียมตัวให้ดีล่ะ เพราะถึงแม้พวกลูกน้องจะอ่อนแอ แต่เ้าแม่ทัพนี่น่าจะอันตรายพอสมควร”
“ครับ” แจสเตร็ดตอบ
จากนั้นเคลลีนก็เดินมาหาผม แล้วโค้งตัวลงมาแนบหูกับท้องผมเพื่อฟังชีพจรของเดสเตรียน (ก็แหม ใกล้เวลารบแล้วนี่ ไม่รู้จะตายทั้งครอบครัวหรือเปล่า) แต่ว่าระหว่างนั้นก็…
“รู้ไหมออสเทร็ธ” เคลลีนทักทาย
“ว่า?” ผมบอก
“คุณน่ะมีทายาทสำหรับปกครองแคว้นออฟเทร็มไว้แล้ว แต่ยังไม่มีคนที่ปกครองแคว้นกาเบรียสเลย” เคลลีนบอก “ฉันหวังว่าหลังจากจบศึกครั้งนี้ ฉันอยากจะตั้งท้องตามคุณบ้างอ่ะ”
เมื่อผมได้ยินแบบนั้นผมก็หน้าแดง ผมท้องคนเดียวยังไม่พอ นี่ผมต้องทำเมียตัวเองท้องตามผมไปด้วยเหรอ?
“ผมว่า ไปถามพ่อแม่ของคุณแล้วกันนะ” ผมตอบ “เื่นี้ผมทำอะไรเองโดยที่พ่อแม่ฝั่งคุณไม่รู้เื่ไม่ได้หรอกครับ”
“โอเคค่ะ” เคลลีนบอก
สักพัก กองกำลังของจอมมารโรสโตรมก็มาถึงแล้ว ถึงแม้ไพร่พลจะอ่อนแอ แต่ไอ้แม่ทัพตัวเอ้ยังแกร่งและปึ้กอยู่
เ้าหญิงเจสซิก้าตัดสินใจชักหอกขึ้นมา ส่วนจอมมารเองก็พร้อมชักขวานลุยเช่นกัน และผมเองก็ไม่รอช้า ชักดาบมาร์เวลัส โมรันนัส พร้อมกับใช้สกิลประเมินทันที
ชื่อ: Rostrome
เผ่าพันธุ์: จอมมาร/าาปีศาจ/เทพอสูร
ประเภท: Dark Deity
ธรรมชาติ: Hostile
อายุ: 2,120 ปี
Health: 100%
Stamina: 100%
Mana: 100%
Condition: Normal
Threat Level: Apocalypse Plus 28 (245)
รายละเอียด: โรสโตรมเป็จอมมารชั้นเดลต้า ทำหน้าที่เป็แม่ทัพให้กับแบ็กซ์เทอรัสแทนที่รอลว็อคที่เสียชีวิตไป ก่อนจะมาเป็แม่ทัพ เคยมีผลงานในด้านการรังสรรค์ของต้องสาปมาแล้ว และเมื่อถูกจ้างวานมา ก็มีการแบ่งของต้องสาปเหล่านี้ไปให้ผู้จ้างวาน ซึ่งแน่นอนว่าใครที่พลังอ่อนแอกว่าก็จะถูกของรางวัลต้องสาปนี้เล่นงาน ใครแข็งแกร่งก็จะทนได้มากกว่าหน่อย
ความสามารถ: Shadow Breathe ลมหายใจเงา การพ่นไฟให้เหยื่อถูกทำลายถึงตาย และเขาก็จะบินพ่นไฟพร้อมวาดเพลงดาบแบบเต็มที่เสมอ การจู่โจมแบบหลายรูปแบบทำให้เหยื่อไม่ทันตั้งตัวมานักต่อนักแล้ว
อย่างนี้นี่เองสินะ เ้าโรสโตรม จอมมารสายพ่นเพลิงเงาทางปาก
และแล้ว ผม, เจสซิก้า, เคลลีน, และแจสเตร็ดทั้งตี้ ก็เตรียมพร้อมในการต่อสู้แล้วครับผม
อย่างแรกเลยผมต้องหาอะไรมาใช้สกัดกั้นลมหายใจ โดยเฉพาะที่ปาก เวลาพ่นไฟจะได้ไม่ต้องไปกังวลว่าเปลวไฟมันจะมาโดนตัวผม
แมทธิว โซโลมอน เอลฟ์หนุ่มคลาสสายนายพราน ชักหน้าไม้ขึ้นมา ขึ้นลูกธนูเวทย์ที่ยิงไปเป็ห้าลูก แถมพ่วงด้วยดอกไม้ไฟ ทำให้เ้าโรสโตรมมันแสบตาและติดสตั๊นอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นผมก็ใช้ดาบมาร์เวลัส โมรันนัสของผม ร่ายคาถาโจมตีด้วยสายฟ้าผ่า แบบว่าสตั๊นแล้วก็หนีดาเมจจากสายฟ้าไปไม่ได้ เผลอ ๆ จะมีสตั๊นจากสายฟ้าเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งสายฟ้าอันไหนไปโดนพวกสมุนรอบตัวก็จะได้ทรัพยากรดร็อปเพิ่มด้วย
พอมันทำอะไรไม่ได้ (และจากที่ผมเช็กด้วยสกิลประเมิน เืก็ลดถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว) ผมก็คว้าดาบตัวเองจับด้วยท่าฮาล์ฟซอร์ดเหมือนเดิม
“แกนะแก!!” โรสโตรมคำราม จากนั้นก็ใช้กำปั้นของมันชกไปที่ท้องกลมโตของผมเต็มแรง ผมเซถอยไปก้าวสองก้าว และผมก็ไม่เจ็บเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นทำให้แจสเตร็ดโกรธมาก รีบมาเอาเื่จอมมารชั้นเดลต้าทันที และเช่นเดียวกับเซบาสเตียน เอลฟ์ผู้กลับชาติมาเกิดที่ก็ยังไม่คลอดลูกสักที เข้าตรงไปบวกกับโรสโตรมให้ผมด้วยเช่นกัน นักเวทย์สาวเจด โคเดีย เธอรีบร่ายเวทย์เสริมพลังให้แจสเตร็ดและเซบาสเตียนทันทีเพื่อป้องกันอันตราย และขณะเดียวกันเธอก็รีบร่ายเวทย์ยิงหอกน้ำแข็งใส่โรสโตรมซ้ำเข้าไปด้วย
และกลายเป็ว่าเหมือนเดจาวูซ้ำสอง เมื่อมีแสงสีทองปรากฏซ้ำขึ้นอีกครั้ง แอนดูอิน นาร์เซน ผู้กล้าตั้งครรภ์ที่กลับมาเกิดใหม่ ได้ถลาลงมาอีกครั้งพร้อมกับใช้ดาบลองซอร์ดสีทองอร่ามของตัวเอง เข้าฟันร่างของจอมมารโรสโตรมจนขาดสะบั้น
“หายไปซะ โรสโตรม” แอนดูอินพูดปิดทิ้งท้าย
ส่วนสมุนที่อ่อนแอเพราะโดนวางยาอยู่แล้ว รอบนี้สลายกลายเป็ฝุ่นไปหมดเลย
“โอ้โห นี่คุณมาปิดจ็อบอีกรอบแล้วเหรอเนี่ย?” ผมถามทันที
“ก็นะ อาณาจักรนี้มีคนในตระกูลผมปกครองอยู่” แอนดูอินหันมาบอกผม “ผมเลยต้องรีบจัดการมันก่อนที่แบ็กซ์เทอรัสจะทำสำเร็จได้น่ะครับ”
“ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้างนะคะ” เ้าหญิงเจสซิก้าตอบ
“เอาล่ะ ขั้นต่อไปก็…” ผมพูด “ฟื้นฟูอาณาจักรนี้ให้ดีขึ้น และให้มันมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น และแกร่งพอจะรับมือการโจมตีครั้งต่อไปของแบ็กซ์เทอรัสนี่แหละครับ”
“งั้นเดี๋ยวให้ผมช่วยจัดการให้ครับ” แอนดูอินบอก
หลังจากนั้นไม่นาน ฝั่งอาณาจักรโดล-มานเทรียกำลังทำการฟื้นฟูตัวเอง พร้อมกับจ่ายค่าจ้างให้กับเหล่านักผจญภัยที่กำลังทำเควสต์อยู่ จำนวนเงินนี่คนละสองแสนเหรียญมิธริล และสามหมื่นเหรียญพาราดิเซียม (โดยที่พวกเขาไม่ค่อยได้มีส่วนช่วยสู้โดยตรงเลยแฮะ)
ส่วนผมกับอาณาจักรพันธมิตรทั้งหลายก็บอกลาเ้าหญิงโรเซลลีน และอวยพรให้เธอสู้ต่อไป ให้สามารถรับมือกับจอมมารแบ็กซ์เทอรัส และจอมมารทุกตนทุกชนชั้นให้ได้ แล้วจากนั้นก็ทยอยแยกย้ายกันกลับอาณาจักรของตัวเองเหมือนเดิมเลยครับ
ไม่นานนัก ผมเองก็ได้ไปค้นหาหนังสือในห้องสมุดในคฤหาสน์ตระกูลโมรันนัส และก็พบกับหนังสือเล่มหนึ่งที่ระบุถึงความจริงบางอย่าง โดยเฉพาะเื่ระดับภัยคุกคามและค่าอำนาจเฉลี่ย ที่ทำให้ผมเปิดโลกใหม่ได้แบบสุด ๆ เพราะพวกสามัญชน หรือศัพท์แรง ๆ อย่าง “ไพร่” มักจะมีค่าอำนาจเฉลี่ยสูงสุดไม่เกิน Default 7 ส่วนใครที่เป็ข้ารับใช้ขุนนางชั้นไม่เกินยศไวส์เคานต์หรือไวส์เคานต์เทส ก็ได้ค่าอำนาจเฉลี่ยสูงสุดไม่เกิน Professional 7 สำหรับคนที่รับใช้ขุนนางชั้นประมาณเคานต์และเคานต์เทส ก็จะได้ค่าอำนาจเฉลี่ยสูงสุดไม่เกิน Expertise 7 ส่วนพวกที่มาทำอาชีพนักผจญภัย หรือเน้นรับใช้พวกขุนนางชั้นดยุก ดัชเชส หรือถึงขั้นรับใช้เชื้อพระวงศ์เลย ก็จะได้ค่าอำนาจเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า Expertise+ 8 เลยครับ
พออ่านถึงตรงนี้ ผมถึงกับถอนหายใจอยู่พักใหญ่ การประกอบอาชีพของพวกสามัญชน แบบที่ไม่ต้องไปเผชิญกับอันตราย มันมีผลกับค่าอำนาจเฉลี่ยน้อยจนไม่คุ้มที่จะใช้พลังสู้เลยเหรอเนี่ย แต่สิ่งที่ผมสังเกตก็คือ ขุนนางชั้นดยุก ดัชเชส และเชื้อพระวงศ์นี่ จะมีผลกับค่าอำนาจเฉลี่ยของสามัญชนที่รับใช้พวกเขาเทียบเท่ากับการที่สามัญชนประกอบอาชีพนักผจญภัยด้วย สงสัยน่าจะเพราะว่าการรับใช้ขุนนางชั้นสูงสุดหรือเชื้อพระวงศ์ อาจจะมีองค์ความรู้บางอย่างที่ถูกสอนให้กับสามัญชนที่รับใช้ ไม่ว่าจะสายใดก็ตาม มันช่วยให้พวกเขาพัฒนาไปมากขึ้นได้แบบก้าวะโเทียบเท่ากับการเป็นักผจญภัยเลยแฮะ
ทว่า ความจริงอีกด้านเกี่ยวกับค่าอำนาจเฉลี่ยก็คือ หากมนุษย์ที่ถูกอัญเชิญจากต่างโลก ได้รับค่าอำนาจเฉลี่ยจนอยู่เทียบเท่ากับจอมมารชั้นอัลติม่า ประมาณขั้น Expertise+ 140 เป็จำนวนมาก เมื่อนั้น ดรอว์มอธจะปรับระดับภัยคุกคามให้มากขึ้นเพื่อยังรักษาความแกร่งของมันเอง และจอมมารทุกตนที่ดรอว์มอธสร้างขึ้นมา ก็ต้องปรับตัวตามมันให้ได้ (เรียกว่าปรับหนีพวกผู้กลับชาติมาเกิดว่างั้นเถอะ) อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ผมเหมือนจะเป็ตัวแปรสำคัญสำหรับโลกใบนี้ ทำให้ผมต้องเตรียมตัวระดับหนึ่งว่า อาจจะมีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมก็ได้
ระหว่างที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ไป ในท้องผมก็ครึกครื้นมากเลยนะ เดสเตรียนดิ้นแรงแทบจะตลอดเวลา ราวกับว่ากำลังสนใจสิ่งที่ผมอ่านอยู่แฮะ
“พ่อครับ ๆ” เดสเตรียนทักจากในท้องผม “วันนี้ท่านพ่อจะทำอะไรต่อไปดีครับ?”
“นอกจากเด็ดหัวทั้งแบ็กซ์เทอรัสและดรอว์มอธน่ะเหรอ?” ผมว่า “พ่อก็…ไม่รู้เหมือนกัน ปกติแล้วเนี่ยชาติเก่าพ่อก็เคยเล่นเกมพวกอาร์พีจีแฟนตาซี เลยครุ่นคิดว่าพ่อจะทำอะไรได้บ้างในโลกนี้ – แบบที่ไม่ทำให้พวกที่เป็มิตรและเป็กลางเดือดร้อนอ่ะนะ”
“เอาเป็ว่า ลองไปตามหาไอเท็มที่ถูกทิ้งร้างไหมครับท่านพ่อ?” เดสเตรียนว่า “ในโลกนี้ผมเชื่อว่า มีไอเท็มโบราณที่ถูกฝังไว้ตามที่ต่าง ๆ และเราไม่รู้ว่าของชิ้นไหนเป็ประโยชน์ในการรบในอนาคต หรืออันไหนต้องคำสาปจนต้องเอาไปทำลายทิ้งด้วยครับ”
“อืม” ผมบอกและลูบท้องกลมโตของผม “เื่ตามหาสมบัตินี่ พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะ พ่อกับแม่ก็ไม่ค่อยได้เข้าสู่สายนักผจญภัยมาสักพักละ แต่ถ้าราชสำนักเอาข่าวขุมทรัพย์มาเล่าให้พ่อฟัง พ่อกับแม่อาจจะลุยด้วยก็ได้นะ อ้อ แล้วก็พ่อมีข่าวดีจะบอกล่ะ”
“อะไรเหรอครับพ่อ?” เดสเตรียนถามจากในท้องผม
“แม่ฝากมาบอกพ่อว่า แม่กำลังจะท้องในอีกไม่ช้านี้ น้องของลูกจะได้ช่วยปกครองแคว้นกาเบรียสแทนลูกไง”
“จริงเหรอครับ??” เดสเตรียนร้องลั่นในท้องผม
“จริงสิลูก” ผมตอบ “แต่เื่นี้ต้องรอให้ท่านตากับท่านยายของลูกยอมรับการตัดสินใจก่อนนะ ถึงจะยอมให้แม่อุ้มน้องได้”
“โห จะว่าไปก็ดีนะครับเนี่ย” เดสเตรียนว่า “ผมจะได้ไม่ต้องมาปกครองสองแคว้นควบไป”
“ก็นะ พ่อก็คงจินตนาการไม่ออกเลยว่าลูกคนเดียวจะปกครองสองแคว้นควบได้ยังไงกัน” ผมหัวเราะ
“แต่ว่า ท่านพ่อครับ” เดสเตรียนบอก “การที่ชาติเก่าพ่อมาเกิดที่นี่ แล้วจะมีโอกาสไหมครับที่ชาติเก่าพ่อจะกลับไปยังโลกเดิม?”
“เื่นี้พ่อก็ให้คำตอบไม่ได้น่ะลูก” ผมบอก “คนที่เป็ผู้กลับชาติมาเกิด ส่วนใหญ่จากโลกนั้นไปโดยที่ยังไม่ได้บรรลุเป้าหมายทั้งหมดของตนเอง และพ่อเองก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นพ่อจะถูกส่งกลับไปเกิดที่โลกนั้นต่อหรือเปล่าน่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง” เดสเตรียนกล่าวจากในท้องผม “ว่าแต่ อีกเื่ที่ผมอยากรู้ก็คือ เมื่อท่านแม่ตั้งท้องด้วยแล้ว ท่านพ่อกับท่านแม่จะจะรักลูกเท่าเทียมกันบ้างไหมครับ”
“รักเท่าเทียมกันอยู่แล้วลูก” ผมตอบ มือซ้ายของผมวางอยู่บนท้องของผม “พ่อเข้าใจว่า ปัญหาพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน มันมีมาั้แ่โลกชาติเก่าพ่อแล้ว แถมพ่อก็เคยได้ยินว่าบางตระกูลในอาณาจักรเราก็เคยมีปัญหาแบบนี้ เช่นตระกูลเซเลนัสของลุงยูจีนเป็ต้น และยังมีอาณาจักรอื่น ๆ ที่มีตระกูลชั้นสูงอีกมากที่ยังมีปัญหาแบบนี้อยู่ และพ่อกับแม่จะพยายามทุกวิถีทาง ไม่ให้ตระกูลโมรันนัส-อัสเทรียมีปัญหาแบบเดียวกันแน่นอน”
“ขอบคุณมากเลยนะครับ” เดสเตรียนบอกในท้องผม “เท่านี้ผมก็มีความสุขแล้วล่ะครับ”
ภาคผนวก 3
นี่คืออัปเดตตารางค่าอำนาจเฉลี่ยและระดับภัยคุกคามที่เทียบได้จากค่าพลังขั้นต่ำั้แ่ Expertise+/Apocalypse 57 - 84 ซึ่งเป็ค่าอำนาจเฉลี่ยของเทพและระดับภัยคุกคามของจอมมารชั้นเบต้าทั้งคู่
Expertise+/Apocalypse+ 57: 386
Expertise+/Apocalypse+ 58: 391
Expertise+/Apocalypse+ 59: 396
Expertise+/Apocalypse+ 60: 401
Expertise+/Apocalypse+ 61: 406
Expertise+/Apocalypse+ 62: 411
Expertise+/Apocalypse+ 63: 416
Expertise+/Apocalypse+ 64: 421
Expertise+/Apocalypse+ 65: 426
Expertise+/Apocalypse+ 66: 431
Expertise+/Apocalypse+ 67: 436
Expertise+/Apocalypse+ 68: 441
Expertise+/Apocalypse+ 69: 446
Expertise+/Apocalypse+ 70: 451
Expertise+/Apocalypse+ 71: 456
Expertise+/Apocalypse+ 72: 461
Expertise+/Apocalypse+ 73: 466
Expertise+/Apocalypse+ 74: 471
Expertise+/Apocalypse+ 75: 476
Expertise+/Apocalypse+ 76: 481
Expertise+/Apocalypse+ 77: 486
Expertise+/Apocalypse+ 78: 491
Expertise+/Apocalypse+ 79: 496
Expertise+/Apocalypse+ 80: 501
Expertise+/Apocalypse+ 81: 506
Expertise+/Apocalypse+ 82: 511
Expertise+/Apocalypse+ 83: 516
Expertise+/Apocalypse+ 84: 521
และหลังจากบทนี้เป็ต้นไปจะอธิบายค่าพลังขั้นต่ำของค่าอำนาจเฉลี่ยและระดับภัยคุกคาม Expertise+/Apocalypse+ 85 - 112 ซึ่งเป็ค่าอำนาจเฉลี่ยและระดับภัยคุกคามของเทพและจอมมารชั้นอัลฟ่าทั้งคู่