ย้อนกลับมาเป็นสตรีมเมอร์ในยุค 70

    บทที่ 39 [อ่านฟรี 14 พฤศจิกายน 66 เวลา 19.00 น.]

    คุยกันสักนิด


    ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่สนับสนุนผลงานการเขียนของไรท์ขอให้นักอ่านทุกคน อ่านนิยายให้สนุกนะคะและไรท์ก็ต้องขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยติดตามและเป็นกำลังใจให้กับไรท์นะคะ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++







    บทที่ 39





    “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ พวกคุณต่างก็เป็นพวกเดียวกัน ดังนั้นฉันไม่มีทางย่อมให้พวกคุณตรวจค้นฉันกับแม่แน่นอน”


    หวงจื่อเฟยไม่มีทางที่จะยินยอมรับการตรวจค้นอย่างง่ายๆ เนื่องจากเธอเกรงกลัวว่าจะมีตราสัญญาลักษณ์ในกองเงินและตั๋วที่เธอกับโจวอู๋หวานได้แบ่งกันเก็บภายในตัวนั่นเอง


    “พวกคุณสองคนไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”


    “ไฉ่หง เจียวจิน พวกเธอตรวจค้นสองแม่ลูกในห้องนี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวพวกเราที่เหลือจะยืนรออยู่หน้าประตู”


    ซุนซีห่าวไม่ยินยอมให้หญิงต่างวัยทั้งสองคนปฏิเสธแม้แต่น้อย ดังนั้นหลังจากที่เขาบอกกล่าวกับลูกน้องทั้งสองคนแล้วนั้น ชายหนุ่มจึงได้หันกลับมาเชื้อเชิญนายทหารทั้งสองคนออกจากตู้นอนแห่งนี้เสียก่อน รวมไปถึงเขายังไม่อนุญาตให้สามีภรรยาที่ยืนอยู่ร่วมกับเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนจากไปเช่นเดียวกัน


    “เจ้าหน้าที่รังแกประชาชน ทหารรังแกประชาชน” โจวอู๋หวานพยายามตะโกนออกไปเพื่อหวังว่าจะมีใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือ


    แต่น่าเสียดายที่ผู้คนเหล่านั้นต่างก็ไม่ต้องการที่จะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่และนายทหารตรงหน้า ดังนั้นต่อให้พวกเขารู้สึกสงสารอีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว อีกทั้งพวกเขาก็ยังต้องการรอดูเช่นเดียวกัน ว่าเจ้าหน้าที่หญิงทั้งสองคนนั้นจะพบเจอกับตรสัญญาลักษณ์ของทนายอย่างที่นายทหารทั้งสองคนนั้นบอกเอาไว้หรือเปล่า


    “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ พวกแกจะพาฉันไปไหน”


    หวงจื่อเฟยพยายามสะบัดตัวเองให้ออกจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่หญิงข้างกาย แต่ถึงแม้ว่าทั้งเธอและอีกฝ่ายจะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่เพราะว่าคนตรงหน้าเธอเป็นถึงเจ้าหน้าที่การรถไฟที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี กับเธอที่เป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นหวงจื่อเฟยจึงไม่สามารถสะบัดอีกฝ่ายออกไปได้


    ซึ่งการค้นตัวในครั้งนี้ใช้เวลาเพียงไม่นาน บานประตูตู้นอนก็ถูกเปิดออกมาอีกครั้ง พร้อมกับร่างของหวงจื่อเฟยและโจวอู๋หวานที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยท่าทางเหม่อลอย


    “หัวหน้าคะ ฉันพบเจอเงินและตั๋วต่างๆ ภายในตัวของโจวอู๋หวานและหวงจื่อเฟยค่ะ นอกจากนี้พวกเราทั้งสองคนยังได้พบเจอกับตราสัญลักษณ์ที่คุณเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนได้บอกเอาไว้อีกด้วย ดังนั้นฉันคิดว่าผู้หญิงทั้งสองคนนี้อาจจะเป็นโจรในคราบของสองแม่ลูก ที่พยายามเข้าหาคนที่ดูจะมีเงินสักหน่อย เพื่อขโมยข้าวของของพวกเขาค่ะ”


    ยังดีที่ฝูไฉ่หงไม่ได้ดูคนแต่เพียงภายนอก เพราะไม่อย่างนั้นเธอคงจะยื่นบื้อใบ้เหมือนกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ในตอนนี้อย่างแน่นอน เพราะว่าใบหน้าของแต่ละคนต่างก็ไม่คาดคิดว่าสองแม่ลูกที่ตัวเองต้องการให้ความช่วยเหลือ แท้จริงแล้วจะกลายมาเป็นโจรขโมยของเสียเอง


    “นอกจากนี้ฉันยังพบกับจดหมายฉบับหนึ่งอีกด้วยค่ะ ซึ่งทำให้พวกเราได้รับรู้ว่าเธอสองคนนี้อยู่ในขบวนการบางอย่างอย่างแน่นอนค่ะ”


    ลั่วเจียวจินยื่นจดหมายที่อยู่ในมือให้กับหัวหน้าของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าข้อความที่อยู่ภายในจดหมายฉบับนี้เป็นจุดนัดหมายที่ผู้หญิงทั้งสองคนนี้จะต้องนำเอาข้าวของที่ขโมยได้ไปวางไว้ในบริเวณนั้น เพื่อที่นายจ้างของพวกเธอจะเข้ามารับข้าวของเหล่านั้นในภายหลัง


    ซุนซีห่าวรู้สึกโมโหเป็นอย่างมากที่คนเหล่านี้กล้าลงมือกับประชาชนด้วยกันเอง ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็เป็นชาวบ้านธรรมดาเช่นเดียวกัน ดังนั้นแทนที่จะเข้าใจกันและกัน แต่อีกฝ่ายกลับใช้โอกาสนี้เพื่อขโมยของคนในชาติของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าหญิงสาวทั้งคู่นี้จะต้องได้รับบทลงโทษที่หนักหนาพอสมควร เพราะในเวลานี้ท่านผู้นำกำลังรณรงค์เรื่องการลักขโมยอยู่เช่นเดียวกัน


    “พาพวกเขาทั้งสองคนไปขังเอาไว้ก่อน หลังจากที่ขบวนรถไฟจอดที่สถานีถัดไป ก็นำตัวพวกเขาทั้งคู่ลงไปฝากขังที่สถานีตำรวจของเมืองนั้นเอาไว้ก่อน ส่วนเรื่องขบวนการการลักขโมยนี้ ฉันจะติดต่อไปที่สถานีตำรวจในเมืองข้างหน้า เพื่อให้พวกเขาส่งคนไปตรวจสอบและจับกุมคนเหล่านั้นต่อไป”


    “ครับหัวหน้า / ค่ะหัวหน้า”


    หลังจากที่ลูกน้องของตัวเองเดินจากไปพร้อมกับโจรลักขโมยเรียบร้อยแล้วนั้น ซุนซีห่าวก็หันกลับมาหาเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนอีกครั้ง


    “ต้องขอบคุณคุณเมิ่งเหวินฮั่นและคุณเสิ่นเจ๋อหยวนด้วยนะครับ ถ้าหากไม่ได้คุณทั้งสองคนแล้วละก็ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าประชาชนบนรถไฟจะต้องสูญเสียทรัพย์สินของพวกเขาไปกี่คน”


    เมิ่งเหวินฮั่นโบกมือของตัวเองไปมา ถึงยังไงเขาก็เป็นนายทหารที่จะต้องดูแลประเทศชาติและประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อได้เห็นความผิดปกติเหล่านี้ เขาก็ต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ถ้าหากเขาคิดว่าคนที่ต้องมาพบเจอเป็นครอบครัวของตัวเอง เขาก็คงจะรู้สึกเสียใจเช่นเดียวกัน


    “ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ มันเป็นหน้าที่ของผมและเจ๋อหยวนเช่นกัน”


    ซุนซีห่าวส่งยิ้มให้กับชายหนุ่มทั้งสองคนอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะขอตัวกับอีกฝ่าย เพื่อให้คนทั้งคู่ได้พักผ่อนกันเสียที หลังจากที่พวกเขาต้องเสียเวลาพักผ่อนเพื่อมาจัดการเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหล่านี้


    หลังจากที่เจ้าหน้าที่รถไฟเดินออกไปจากห้องนอนของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เมิ่งเหวินอั่นก็ก้มลงมองเงินและตั๋วต่างๆ ในมือของเขาอีกครั้ง ก่อนที่พวกเขาจะปิดบานประตูตู้นอนของตัวเองให้สนิท พร้อมกับไม่ลืมที่จะใส่กุญแจเพื่อไม่ให้คนที่อยู่ภายนอกสามารถเปิดเข้ามาในตู้นอนของเขาได้


    “ไม่คิดเลยว่าการเดินทางกลับบ้านของพวกเราในครั้งนี้ จะต้องมาพบเจอกับโจรขโมยของด้วย”


    เมิ่งเหวินฮั่นยื่นเงินของเสิ่นเจ๋อหยวนคืนให้กับอีกฝ่าย ซึ่งแน่นอนว่าเงินและตั๋วของพวกเขาต่างก็ทำสัญลักษณ์เอาไว้อยู่แล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าพวกมันจะผสมปนเปกันไปหมดเช่นนั้น แต่ใช้เวลาเพียงไม่นานเมิ่งเหวินฮั่นก็สามารถแย่งเงินและตั๋วของตัวเองและเสิ่นเจ๋อหยวนออกจากกันได้สำเร็จ


    “อีกไม่นานก็จะถึงเมืองเจิ้งโจวแล้ว พวกเราก็นอนพักผ่อนกันเถอะ”


    หลังจากที่เสิ่นเจ๋อหยวนยืนมือไปรับเงินและตั๋วต่างๆ ของตัวเองมาจากเมิ่งเหวินฮั่นและนำไปเก็บในกระเป๋าของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น เขาจึงได้นั่งลงไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนของตัวเองอีกครั้ง เพื่อที่จะได้พักผ่อนก่อนที่รถไฟขบวนนี้ของพวกเขาจะเดินทางไปถึงเจิ้งโจว ซึ่งเป็นสถานีที่พวกเขาจะต้องลงจากรถไฟและต่อรถเพื่อไปยังตำบลเจิ้งหยวนนั่นเอง


    “ก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้ดูเหมือนว่าตาของฉันจะปิดแล้ว”


    เมิ่งเหวินฮั่นพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับเพื่อนสนิทของตัวเอง ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนอนของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เพียงไม่นานสติของเมิ่งเหวินฮั่นก็ดับสนิทลงไปในที่สุด


    อาจจะเพราะได้นอนพักอย่างเต็มที่แล้ว ทำให้หลังจากที่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมิ่งเหวินฮั่นก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาในทันที ดังนั้นเขาจึงสลับกับเสิ่นเจ๋อหยวนเพื่อไปล้างหน้าล้างตาและเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยนั่นเอง เนื่องจากอีกไม่นานรถไฟที่พวกเขานั่งมานั้นก็จะจอดอยู่ที่เจิ้งโจวนั่นเอง ซึ่งเป็นสถานีที่พวกเขาทั้งคู่จะต้องลงจากขบวนรถไฟแห่งนี้


    “โชคดีที่เนื้อหมูแดดเดียวของพี่จือหลันยังเหลืออยู่ ดังนั้นพวกเราจึงไม่ต้องซื้ออาหารเพิ่ม”


    เมิ่งเหวินฮั่นพูดขึ้นมาในขณะนี้ที่เขากำลังกินทานเนื้อหมูแดดเดียวอยู่นั่นเอง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีข้าวเหลืออยู่แล้วก็ตาม แต่ว่าเนื้อหมูแดดเดียวของพี่สาวเขานั้นก็ยังคงมีรสชาติที่ดีอยู่ ดังนั้นต่อให้เขาต้องกินแต่เนื้อหมูแดดเดียวนี้ไปอีกสามสี่วัน เมิ่งเหวินฮั่นก็ยังไม่รู้สึกเบื่ออย่างแน่นอน


    “นั่นสิ แต่อีกไม่นานรถไฟก็คงจะจอดแล้ว”


    หลังจากที่เมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนทานมื้อกลางวันเสร็จไปได้สักพักแล้ว ในที่สุดขบวนรถไฟก็จอดสนิทที่สถานีเจิ้งโจว ซึ่งเป็นจุดที่เมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนต้องลงนั่นเอง แต่ก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองจะลงจากรถไฟนั่น พวกเขาทั้งสองคนก็ไม่ลืมที่จะแวะไปบอกลาซุนซีห่าวเสียก่อน


    โชคดีที่เสิ่นเจ๋อหยวนมีคนรู้จักที่อยู่ในเมืองเจิ้งโจว ดังนั้นเพียงไม่นานพวกเขาทั้งคู่ก็อยู่บนรถยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเดินทางด้วยรถยนต์นี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนก็เดินทางมาถึงบ้านของพวกเขาที่ตำบลเจิ้งหยวนเป็นที่เรียบร้อย


    “ขอบคุณมากเลยนะครับ ที่ขับรถมาส่งพวกเราถึงที่ตำบลเจิ้งหยวนแบบนี้”


    เสิ่นเจ๋อหยวนเอ่ยขอบคุณคนขับรถของคนรู้จักก่อนที่เขาจะเดินลงจากรถยนต์ แต่หลังจากที่เสิ่นเจ๋อหยวนเดินมาถึงประตูทางเข้าบ้านของเขาแล้วนั้น เขาก็ต้องรู้สึกแปลกใจขึ้นมาอยู่เหมือนกัน เพราะดูเหมือนว่าพ่อและแม่ของเขาจะไม่อยู่บ้านเหมือนเช่นปกติ เพราะว่าประตูทางเขาบ้านของเขาถูกปิดเอาไว้ด้วยกุญแจนั่นเอง


    “ดูเหมือนว่าพ่อแม่ของฉันจะไม่อยู่บ้านนะ”


    เมิ่งเหวินฮั่นอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้หลังจากที่เขาได้ยินคำพูดของเสิ่นเจ๋อหยวน เพราะดูเหมือนว่าครอบครัวของเขาก็ไม่อยู่บ้านเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นเมิ่งเหวินฮั่นก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเหมือนอย่างเสิ่นเจ๋อหยวน เพราะว่าเขารู้ดีว่าในเวลานี้ครอบครัวของเขาจะต้องอยู่ที่หมู่บ้านเฟิงหยวนอย่างแน่นอน


    “ไม่แน่พ่อแม่ของนายอาจจะไปที่หมู่บ้านเฟิงหยวนพร้อมกับครอบครัวของฉันก็ได้ พวกเรารีบไปเก็บข้าวของกันเถอะ จะได้เดินทางไปยังหมู่บ้านเฟิงหยวนต่อ”


    ถึงแม้ว่าพ่อแม่ของเขาจะสนิทสนมกับครอบครัวเมิ่งมากกว่าบ้านหลังอื่นในบริเวณรอบๆ แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ครอบครัวของเขาจะเดินทางไปยังบ้านแม่ของเมิ่งเหวินฮั่น แต่ดูเหมือนว่าในครั้งนี้ครอบครัวของเขาจะให้ความสนิทสนมกับครอบครัวเมิ่งอย่างสนิทใจอย่างแน่นอน ดังนั้นอีกฝ่ายถึงได้ออกจากกรอบของตัวเองและเดินทางไปยังหมู่บ้านเฟิงหยวนเหมือนอย่างในครั้งนี้


    “ได้ ว่าแต่นายมีจักรยานหรือเปล่า”


    เสิ่นเจ๋อหยวนเอ่ยถามเมิ่งเหวินฮั่นในทันที หลังจากที่เขาเปิดประตูบ้านของเองออกมาและพบว่าจักรยานที่ปกติแล้วจะจอดเอาไว้อยู่บริเวณตัวบ้าน แต่ในเวลานี้กับหายไปถึงสองคันด้วยกัน แต่ถึงอย่างนั้นบ้านของเขาก็ยังคงเหลือจักรยานอีกหนึ่งคันที่เป็นของเขา ดังนั้นเขาจึงคิดว่าทางครอบครัวเมิ่งก็ต้องปั่นจักรยานไปที่หมู่บ้านเฟิงหยวนด้วยเช่นกัน อีกทั้งบ้านเมิ่งยังมีจักรยานเพียงแค่สามคันเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงไม่แน่ใจว่าที่บ้านของอีกฝ่ายจะมีจักรยานเหลือพอให้เมิ่งเหวินฮั่นปั่นไปที่หมู่บ้านหรือเปล่า


    “มีเหลืออยู่หนึ่งคัน ฉันคิดว่าพ่อกับแม่คงจะนั่งไปด้วยกัน ส่วนพี่สาวของฉันก็ปั่นจักรยานของตัวเองไป”






    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    คล้ายกับเรื่องย้อนกลับมาเป็นสตรีมเมอร์ในยุค 70 ที่คุณอ่าน