ตอนที่ 21
ตัวประกัน
ตอนแรกจางมู่หลินคิดจะฟังเื่ของเหอฟู่ต๋ากับเ้าเมืองก่อน แล้วค่อยวางแผนว่าจะรับมืออย่างไร แต่ตอนนี้ครอบครัวของหานจงกับโจวทงถูกจับไปเป็ตัวประกัน ทำให้ไม่มีเวลามาคิดแล้ว
เพราะรู้ว่าอาจจะมีคนของเ้าเมืองจับตาดูอยู่ เขาจึงไม่ได้พาทุกคนกลับไปยังเรือนที่ตัวเองเช่า แต่ตรงไปที่เรือนที่พวกหานจงเช่าอยู่แทน พอตรวจดูจนแน่ใจแล้วว่ารอบด้านไม่มีคนแอบฟัง เขาก็ถามเข้าเื่
“ในหมู่พวกท่าน ใครมีวรยุทธสูงที่สุด?”
“ข้า...” หานจงก้าวออกมาด้านหน้า เขามีพลังยุทธ์ขั้นสี่สูงสุด และติดอยู่ที่ขั้นนี้หลายปี ไม่สามารถก้าวผ่านไปยังขั้นห้าได้ แต่ก็ยังถือว่าวรยุทธสูงกว่าคนอื่นในกลุ่ม
ยิ่งพลังยุทธ์ขั้นสูงขึ้น ช่องว่างและความยากก็ยิ่งมากตามไปด้วย ขั้นห้าถือเป็ขั้นที่แบ่งแยกระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปกับยอดฝีมือ มีหลายคนที่ติดอยู่ขั้นนี้ไปตลอดชีวิตก็ไม่สามารถก้าวข้ามได้
“ถึงข้าจะสู้พี่ใหญ่ไม่ได้ แต่พลังยุทธ์ก็อยู่ขั้นสี่เช่นกัน” โจวทงก้าวออกมาด้านหน้าอีกคน
ในกลุ่มพวกเขามีพลังยุทธ์อยู่ที่ขั้นสามกับขั้นสี่ แต่คนที่เก่งกาจและมีฝีมือที่สุดก็ยังคงเป็หานจงกับโจวทง
“แค่สองคนก็น่าจะพอ แล้วคนที่ถูกจับไปมีกี่คน?” จางมู่หลินเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ เขาไม่ได้คิดจะบุ่มบ่ามเข้าไปช่วยตัวประกันออกมา แค่จะไปตรวจดูสถานการณ์เท่านั้น จึงไม่จำเป็ต้องพาคนไปเยอะให้เกะกะ
“ครอบครัวข้ามีภรรยากับบุตรชายสองคน ส่วนโจวทงมีแค่ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์...” หานจงเอ่ยตอบด้วยท่าทางสุขุม ทั้งที่ในใจตอนนี้ร้อนรนหาใดเปรียบ เพราะเป็ห่วงภรรยากับบุตรชาย
“คนที่เหลือรออยู่ที่นี่ คอยดูสถานการณ์ไปก่อน อย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่าม ส่วนพวกท่านสองคนไปกับข้า” จางมู่หลินออกคำสั่งกับทุกคนอย่างลื่นไหล ซึ่งทุกคนก็ไม่รู้สึกแปลกแต่อย่างใด กลับยอมฟังคำสั่งเด็กหนุ่มโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
“พวกท่านคิดว่าเหอฟู่ต๋าจับครอบครัวพวกท่านไปไว้ที่ใด?” พอออกจากเรือนมาแล้ว เขาก็เอ่ยถาม ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ทำให้พวกเขาสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก
“ข้าคิดว่าเหอฟู่ต๋าคงจับพวกเขาขังไว้ในเรือนสักหลังในคฤหาสน์ตระกูลเหอ” หานจงออกความคิด ความเป็ไปได้ที่เหอฟู่ต๋าจะขังครอบครัวพวกเขาไว้ข้างนอกมีน้อยมาก เพราะอีกฝ่ายรู้ดีว่าพวกเขามีฝีมือ คงไม่กล้าประมาท
“ได้ เช่นนั้นเราไปดูที่ตระกูลเหอก่อน นำทางไป”
ทั้งสามคนเก็บลมปราณปกปิดลมหายใจ และลอบเข้าไปที่คฤหาสน์ตระกูลเหอทางด้านหลัง ถึงภายในคฤหาสน์จะมีผู้คุ้มกันเดินไปเดินมามากกว่าปกติ แต่พลังยุทธ์ก็อยู่ที่ขั้นสามหรือขั้นสี่่ต้น ยังห่างจากพวกเขาทั้งสามคนอยู่มาก จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีคนลอบเข้ามา
จางมู่หลินหลับตาและแผ่พลังิญญาออกไปสำรวจโดยรอบ ทำให้ได้ยินบทสนทนาของคนในคฤหาสน์และผู้คุ้มกัน จนรู้ว่าคนถูกจับขังไว้ที่ไหน
“ทางด้านนั้น” เขานำทางทั้งสองคนไปยังเรือนเล็กด้านหลัง ที่มีผู้คุ้มกันสองคนกำลังนั่งดื่มสุราอยู่ที่หน้าเรือน
เพราะเหอฟู่ต๋ายังหวังว่าพวกหานจงจะยอมทำงานให้ตนเอง จึงไม่ได้ลงมือทำอะไรรุนแรงกับครอบครัวพวกเขา แค่จับขังไว้ด้านใน แล้วให้คนเฝ้าไว้เท่านั้น
จางมู่หลินดีดผงยาบางอย่างใส่ผู้คุ้มกัน รอจนทั้งสองคนล้มพับไป และแน่ใจว่ารอบด้านไม่มีคนอื่นอีก จึงปรากฏตัวออกมา
“คงหลับไปจนถึงเช้า เข้าไปดูด้านในเถอะ”
หานจงกับโจวทงรับคำ หันมามองผู้คุ้มกันสองคนที่หลับพับไปแล้วหันไปมองเด็กหนุ่มด้วยสายตานับถือ ก่อนจะเข้าไปในเรือนด้วยอาการร้อนใจ พอเห็นครอบครัวยังสบายดีไม่ได้รับาเ็ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ท่านพ่อ!” บุตรชายทั้งสองคนของหานจงที่อายุห้าขวบกับเจ็ดขวบเห็นบิดาเข้ามาก็วิ่งเข้ามากอด พลางร้องไห้ออกมา
“ท่านพี่…” ภรรยาที่ตื่นตระหนกและหวาดกลัวมาตลอด แต่ต้องพยายามเข้มแข็งเพื่อไม่ให้บุตรชายหวาดกลัวไปมากกว่านี้ พอเห็นสามีเข้ามาช่วย น้ำตาก็ไหลออกมาในที่สุด
ทางด้านโจวทงก็ปราดเข้าไปหาภรรยาที่อยู่บนเตียงและกำลังพยายามลุกขึ้นมา เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดและเป็ห่วง
“อย่าเพิ่งขยับ เ้านอนลงไปก่อน”
“ท่านพี่...ข้าปวดครรภ์ยิ่งนัก” เพราะความหวาดกลัวและความเครียดที่ถูกจับตัวมา ทำให้นางรู้สึกเจ็บครรภ์มาสักพักแล้ว
“ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่นี่แล้ว ข้าจะช่วยเ้าออกไป ไม่ต้องกังวล เ้ากับลูกต้องไม่เป็ไร…” โจวทงกอดภรรยาเข้ามาแนบอก พยายามลูบหลังปลอบให้นางสงบลง
“หลบไปหน่อย” จางมู่หลินได้ยินว่าสตรีผู้นี้เจ็บครรภ์ ก็เดินมาข้างเตียง บอกให้โจวทงหลีกทาง ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาวางและจับชีพจรให้ ั้แ่จับชีพจรและตรวจอาการให้มารดาของเว่ยหยางเมื่อคราวก่อน หลังจากนั้นเขาก็พกผ้าเช็ดหน้าไว้ตลอด
“คุณชาย ภรรยาข้าเป็อย่างไรบ้าง?”
ตอนแรกโจวทงยังงุนงงที่ถูกเด็กหนุ่มไล่ให้พ้นทาง แต่พอเห็นอีกฝ่ายจับชีพจรให้ภรรยาตนเอง ก็ขยับไปมาด้วยท่าทางร้อนรน ไม่ได้นึกสงสัยในฝีมือของเด็กหนุ่มตรงหน้าเลยสักนิด ในใจคิดว่าบุตรชายของขุนนางใหญ่ช่างแตกต่างจากคนทั่วไป นอกจากพลังยุทธ์จะสูง ยังรู้วิชาแพทย์ด้วย!
ถ้าจางมู่หลินรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ คงอยากจะหัวเราะเป็แน่ เพราะความสามารถของเขาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนสารเลวอย่างจางหยวนผิงแม้แต่น้อย
“โชคดีที่ครรภ์ไม่ได้การกระทบกระเทือน แค่จิตใจไม่สงบ ทำให้ครรภ์ได้รับผลกระทบอยู่บ้าง เอายาในขวดให้นางกินหนึ่งเม็ด ถ้าเจ็บครรภ์หรือรู้สึกไม่สบายก็ให้กินครั้งละเม็ด...” เขาพูดพลางล้วงเอาขวดกระเบื้องเคลือบออกมา ด้านในคือยาสงบจิตกับยาบำรุงสำหรับสตรีที่เขาตั้งใจจะทำให้แม่นมหวังกิน ได้โอกาสเอามาใช้พอดี ถึงจะไม่ได้มีสรรพคุณบำรุงครรภ์โดยตรง แต่ก็พอทดแทนกันได้
“ขอบคุณคุณชาย!” โจวทงรับเอาขวดกระเบื้องมาด้วยมือสั่นเทา ก่อนจะเทยาออกมาหนึ่งเม็ดส่งให้ภรรยา และดึงถุงหนังใส่น้ำที่ห้อยอยู่ตรงเอวออกมาให้นางดื่ม
จางมู่หลินเดินไปหยุดตรงหน้าหานจงกับครอบครัว พลางล้วงเอาขนมห่อหนึ่งออกมาส่งให้ อันที่จริงในแหวนมิติเขามีของกินมากมาย แต่ถ้าเอาอย่างอื่นออกมาเกรงว่าจะเผยพิรุธ เพราะคงไม่มีใครสามารถยัดสิ่งของมากมายไว้ในแขนเสื้อได้หมด
“ขอบคุณคุณชาย แล้วเราจะออกไปอย่างไร?” หานจงรับเอาขนมมาส่งให้บุตรชายทั้งสองคน และเอ่ยถาม ลำพังแค่พวกเขาสามคน การลอบเข้าออกคฤหาสน์ตระกูลเหอถือเป็เื่ง่าย แต่การที่จะพาครอบครัวออกไปด้วยโดยไม่เป็ที่สังเกต อาจจะเป็เื่ยาก
“เราพาพวกเขาออกไปตอนนี้ไม่ได้…” จางมู่หลินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พอเห็นสีหน้าของหานจงกับโจวทง เขาจึงอธิบายเพิ่มเติม “ถ้าเราพาตัวประกันออกไปตอนนี้ เหอฟู่ต๋าต้องรู้ตัว และตามไล่ล่าไปทั่วเมือง ยิ่งมีเ้าเมืองหนุนหลัง การจะสั่งปิดประตูเมืองเพื่อกักตัวพวกเราไว้ก็เป็เื่ที่เป็ไปได้…”
“…”
ตอนแรกหานจงกับโจวทงยังอยากจะแย้ง และคิดว่าในเมื่อมาแล้วก็ต้องพาครอบครัวออกไปด้วยกัน แต่พอได้ฟังที่เด็กหนุ่มพูดก็คล้อยตาม ต่อให้พวกเขาพาครอบครัวออกไปตอนนี้ ก็คงไม่สามารถหลบหนีออกจากเมืองไปได้ ถ้าไม่จัดการเหอฟู่ต๋ากับเ้าเมือง ต่อให้หนีไปได้ก็ต้องถูกออกหมายจับอยู่ดี เช่นนั้นจะมีอะไรต่างไปจากก่อนหน้านี้เล่า
“เราไปจัดการเหอฟู่ต๋ากับเ้าเมืองก่อน แล้วค่อยกลับมาช่วยพวกเขาก็ยังไม่สาย” จางมู่หลินรู้ว่าคำพูดของตนเองอาจจะทำให้คนฟังะเืใจอยู่บ้าง แต่นี่เป็ทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
“ขอรับ!” ทั้งสองคนรับคำพร้อมกัน แม้ในใจจะกังวลอยู่บ้าง แต่ก็รู้ว่านี่เป็หนทางที่ดีที่สุดในตอนนี้ พวกเขาหันไปปลอบภรรยาและบุตรของตนเอง และให้คำมั่นว่าจะกลับมาช่วยอย่างแน่นอน
ทั้งสามคนออกจากเรือนหลังเล็ก และลอบเข้าไปในเรือนหลักเพื่อหาห้องหนังสือ เหอฟู่ต๋าเป็คนที่ระมัดระวังและรอบคอบมาก นอกจากจะใช้แม่กุญแจใหญ่คล้องประตูไว้ ตอนกลางคืนยังให้คนคอยเฝ้าหน้าห้องหนังสือไว้ด้วย
จางมู่หลินดีดผงยาใส่คนเฝ้าประตูอย่างรวดเร็ว การทำให้คนหลับด้วยวิธีนี้ประหยัดแรงไปได้มาก อีกทั้งยังไม่เผยพิรุธอะไรในภายหลังด้วย เพราะคนที่หลับไปจะคิดแค่ว่าตนเองเผลอหลับเท่านั้น
ถึงจะจัดการคนเฝ้าไปแล้ว แต่กุญแจที่คล้องประตูอยู่ก็เป็ปัญหา เพราะถ้าพังเข้าไปก็จะเกิดเสียงดังและทิ้งหลักฐานเอาไว้ หานจงกับโจวทงจึงพยายามคิดหาวิธีเข้าไปในห้องหนังสือ แต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเดินเข้าไปกุมแม่กุญแจไว้ด้วยสองมือ ผ่านไปแค่ชั่วอึดใจกุญแจก็คลายออกโดยไม่มีอะไรเสียหาย ไม่ต่างจากใช้ลูกกุญแจไขเปิด
ต้องมีกำลังภายในกล้าแกร่งเพียงใด ถึงสามารถเปิดกุญแจได้โดยไม่มีอะไรเสียหาย!
ตอนแรกพวกเขายอมฟังและทำตามเด็กหนุ่มผู้นี้ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายมีเื้ัเป็ถึงจวนเสนาบดี แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เด็กหนุ่มก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกทึ่งและนับถือมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่เกี่ยวว่าจะเป็บุตรชายของขุนนางใหญ่หรือไม่
ทั้งสามคนเข้าไปในห้องหนังสือก็ลงมือค้นหาหลักฐานการกระทำผิดของเหอฟู่ต๋า แต่กลับไม่พบอะไรที่น่าจะใช้ได้เลยสักอย่าง จางมู่หลินเห็นสีหน้าผิดหวังของทั้งสองคนก็หลับตาแล้วแผ่พลังิญญาออกมาเงียบ ๆ ก่อนจะเดินไปยังด้านหลังโต๊ะ และกระทืบไปที่พื้นเบา ๆ
“ถอดไม้สองสามแผ่นนี้ออก”
หานจงกับโจวทงได้ยินก็รีบงัดแผ่นไม้ขึ้นมา พอเห็นด้านล่างเป็ช่องว่างขนาดไม่ใหญ่ แต่มีหีบและเงินทองของมีค่าวางไว้จนเต็ม ถึงเงินทองจะมีค่า แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ ยกเพียงหีบไม้ใบเล็กขึ้นมาเท่านั้น
ด้านในหีบเป็สมุดบัญชี จดหมาย และบันทึกตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเหอฟู่ต๋า มีทั้งเื่ติดสินบนเ้าหน้าที่ทางการ รวมไปถึงเงินทองของมีค่าที่ส่งให้เ้าเมืองทุกเดือนด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสามคนสนใจ คือจดหมายและสมุดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบขุดเหมืองแร่!
ในแคว้นเยี่ยน การลักลอบขุดเหมืองแร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการถือเป็โทษร้ายแรง ไม่รู้ว่าเหอฟู่ต๋าเอาความกล้ามาจากที่ใด จึงทำเื่ใหญ่ถึงขนาดทำให้หัวหลุดจากบ่าแบบนี้ได้
ตอนแรกพวกเขาคิดจะหาหลักฐานการกระทำผิดของเหอฟู่ต๋า แล้วนำมาต่อรองกับอีกฝ่าย แต่ไม่คิดว่าจะเจอเื่ใหญ่เช่นนี้เข้า
์เข้าข้างพวกเขาแล้ว!
โปรดติดตามตอนต่อไป
นายท่านเหอจะถึงคราวซวยแล้ววววว