ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

    ตอนที่ 128 เหลือเวลาอีกไม่มาก

    จิตวิญญาณสาวยิ้มอย่างอ่อนโยน“ความตั้งใจของเจ้าคือก้าวแรกที่สำคัญ ข้าจะช่วยเจ้าในการสร้างระบบนิเวศใหม่แต่เจ้าต้องเข้าใจว่าทุกธาตุล้วนมีบทบาทของตัวเอง เจ้าต้องเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกันและเรียนรู้วิธีการประสานพลังของธาตุเหล่านี้”

    จิตวิญญาณสาวจาชา ยกมือขึ้นและจากฝ่ามือของเธอมีแสงสีขาวนวลอ่อนๆ ไหลออกมาเป็นเส้นสาย พวกมันลอยไปในอากาศและค่อยๆแผ่กระจายไปทั่ว รอบๆ ตัวของนาฟ

    “ข้าจะมอบเศษเสี้ยวธาตุแห่งชีวิตทั้งห้าให้เจ้า วันใดที่เจ้าเข้าใกล้ธาตุเหล่านี้เจ้าสามารถเชื่อมโยงกับมัน เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงโลกใบนี้ได้

    นาฟรู้สึกถึงพลังที่ไหลเข้าสู่ร่างกายของเขามันเป็นความรู้สึกของความสมดุลของทุกสิ่ง

    อบอุ่นและสงบสุขเขามองดูจิตวิญญาณสาวด้วยความขอบคุณ “ขอบคุณพี่สาว ข้าจะนำพาธาตุแห่งชีวิตกลับมาให้ได้!”

     จิตวิญญาณสาวยิ้มและค่อยๆเลือนหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงเสียงใบไม้ที่พัดไหวและความเงียบสงบของธรรมชาติ

    นาฟก้าวเดินออกมายืนอยู่คนเดียวริมทะเลสาบแต่เขารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆ เพราะเขามีโลกใบนี้เป็นเพื่อนคู่ใจและมีจิตวิญญาณของโลกที่ค่อยๆเติบโต

    นาฟรู้สึกถึงความหวังและความฝันที่จะสร้างโลกใหม่ที่สมดุลและยั่งยืน

     

    วันหนึ่งท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงัดมีต้นไม้โบราณยืนตระหง่านอยู่กลางป่า เปลือกไม้ของมันหนาและแข็งแรงมีรอยแตกและลวดลายที่ซับซ้อนราวกับบทกวีแห่งกาลเวลา ใบไม้หนาทึบและเขียวชอุ่มแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ยังคงความสดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวารากของต้นไม้โบราณนี้แผ่ขยายออกไปทั่วพื้นดิน ราวกับมือยักษ์ที่กุมความลับแห่งป่าไว้ในอ้อมแขน

    ลำต้นของมันสูงกว่าต้นไหนในป่าแห่งนี้

     ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ทุกสิ่งดูเหมือนจะหยุดนิ่งและสงบสุขพื้นดินปกคลุมด้วยหญ้าเขียวและดอกไม้ป่าที่เบ่งบานด้วยสีสันสดใสราวกับการเฉลิมฉลองความงามของธรรมชาติ

    แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนต้นไม้นี้งูวิเศษหลากสี มีเขาเล็กๆ อยู่บนหัวลำตัวยาวไม่กี่ฟุตที่พันอยู่รอบกิ่งไม้ลำตัวของมันเป็นประกายแสงเรืองรองในยามแสงแดดส่องถึงลวดลายบนเกล็ดของมันดูเหมือนจะเปลี่ยนไปตามมุมมองที่มองเห็นราวกับว่ามันสามารถกุมพลังของป่าไว้ในตัว

    ดวงตาของงูวิเศษตัวน้อยเปล่งประกายแสงสีทองที่มีความลึกซึ้งและลึกลับราวกับสามารถมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในใจของผู้ที่กล้ามาเยือนงูวิเศษเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวด้วยความสงบและมั่นคง

    เหมือนมันเป็นผู้พิทักษ์แห่งป่าและต้นไม้โบราณแห่งนี้

    อยู่ๆ นาฟก็ปรากฏตัวขึ้นและก้าวเดินเข้ามาใกล้ต้นไม้โบราณเขารู้สึกถึงพลังอันแปลกประหลาดที่แผ่ออกมาจากมัน งูหลากสีตัวน้อยที่เลื้อยลงมาจากกิ่งไม้พลางสอดส่องด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย มันหยุดอยู่ตรงหน้านาฟและเงยหัวขึ้นราวกับจะสื่อสารบางสิ่ง

    นาฟเองก็สัมผัสได้ถึงความหมายในดวงตาคู่นั้นและรู้ว่าต้นไม้โบราณต้นนี้และเจ้ารุ้ง คงมีความผูกพันกันบางอย่าง

    ท่านผู้ยิ่งใหญ่เคยเอ่ยไว้ในบันทึกว่าสิ่งของหลายสิ่งในโลกแห่งนี้ ท่านได้นำมาจากสถานที่อื่นล้วนมีที่มาจากหลายสถานที่ 

    ต้นไม้ใหญ่นี้ นาฟเคยแวะมาดูอยู่บ่อยครั้ง

    ต้นไม้โบราณนี้มีลำต้นใหญ่โตและกิ่งก้านที่ยื่นยาวลำต้นที่เปล่งประกายสีทองราวกับทองคำแท้ ใบไม้เป็นสีเขียวมรกตสดใสมีแสงระยิบระยับเมื่อแสงแดดส่องผ่าน

    นาฟสัมผัสถึงรากที่ลึกลงไปในดินของต้นไม้มันเป็นแหล่งของพลังงานธรรมชาติที่ไม่มีวันหมดสิ้น  ทำให้ผืนป่าบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ที่สุดภายในโลกแห่งนี้

    นาฟเหม่อมองไปรอบๆ ป่าบริเวณนี้ ชื่นชมกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงาม

    “นี่ถ้าเรามีแหล่งพลังชีวิตอยู่ทั่วทุกพื้นที่ก็คงจะดีสินะ!”

     

    ฟากฟ้าส่องสว่างในยามเช้า ชายหนุ่มที่นั่งคร่อมรถเคลื่อนพลังอยู่บนขอบของหุบเหวที่สูงชัน ลมหนาวเย็นพัดผ่านเส้นผมเขาเบาๆสายตาของเขาจ้องมองลงไปยังเส้นทางด้านล่างที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดหุบเหวนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความลึกที่น่ากลัว

    แต่ยังเต็มไปด้วยหินลื่นไหล ต้นไม้ใหญ่ที่ขวางทางและผาสูงชันที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูงในการข้ามผ่านไป

    เสียงเครื่องยนต์ส่งเสียงคำรามที่ทรงพลังบ่งบอกถึงพลังงานอันลึกลับที่กำลังรอการปลดปล่อย

    ชายหนุ่มบิดคันเร่งกระโจนไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ทำให้ลมพัดปะทะหน้าเขาอย่างแรง

    ในเสี้ยววินาทีที่รถพุ่งลงจากขอบหุบเหว ชายหนุ่มต้องใช้ความชำนาญในการควบคุมรถหินก้อนใหญ่ที่ลื่นไหลเข้ามาขวางทางทำให้เขาต้องเอียงตัวและบิดคันเร่งอย่างรวดเร็วเพื่อหลบเลี่ยง

     

     ล้อของรถเกือบจะเสียการควบคุมแต่เขาก็สามารถรักษาสมดุลได้อย่างยอดเยี่ยม

    พอพ้นจากหินลื่น ก็ต้องเผชิญกับทางลาดชันที่มีต้นไม้ใหญ่ขวางทางชายหนุ่มยกล้อกระโดดขึ้นจากพื้นด้วยความเร็วสูง ใช้พลังงานที่ทรงประสิทธิภาพของรถเพิ่มแรงขับเคลื่อนเพื่อกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง

    การกระโดดนั้นทำให้เขาเหมือนบินอยู่กลางอากาศชั่วขณะเสียงลมที่พัดผ่านหูทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังทะยานขึ้นไปยังฟากฟ้า

    ทันทีที่เขาแตะพื้นอีกครั้งทางข้างหน้าก็เต็มไปด้วยผาหินสูงชัน เขาบิดคันเร่งเพิ่มความเร็วสูงสุดร่างของเขาและรถกลายเป็นหนึ่งเดียวในการเผชิญหน้ากับอุปสรรค

    ชายหนุ่มเอียงตัวเล็กน้อยเพื่อรักษาสมดุลขณะที่ล้อรถขุดเข้ากับพื้นดินเพื่อสร้างแรงเสียดทานและหยุดการลื่นไถล

    การฝึกฝนครั้งนี้ไม่เพียงแค่ทดสอบความสามารถของตัวเองแต่ยังทดสอบการตัดสินใจที่เฉียบขาดของเขาด้วย เขาต้องใช้ทักษะทั้งหมดที่มีในการข้ามผ่านไปในแต่ละครั้งเมื่อถึงที่หมายลงมาถึงด้านล่างของหุบเหว นาฟรู้สึกถึงความมั่นใจที่ท่วมท้นในใจ

    นาฟยืดตัวขึ้นจากรถ ปาดเหงื่อที่ไหลลงมาตามใบหน้า

    หยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาดู 

    “เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วสินะ!”