ณ งานเลี้ยง์เก้าชั้นฟ้าในระหว่างที่เหล่าเทพเซียนปีศาจกำลังสังสรรค์อยู่นั้นทูตตัวแทนจากแดนมรกตและแดนปีศาจต่างยืนขึ้นเพื่อที่จะพูดคุยกับเทียนตี้
“กราบทูลเทียนตี้ข้าน้อยชื่อเฟิงหานเป็ทูตจากแดนมรกต และท่านนี้คือหลงเสวี่ยทูตจากแดนปีศาจวันนี้ที่พวกเรามาร่วมงานเลี้ยง ยังมีธุระอื่นที่อยากกล่าวกับเทียนตี้ อีกทั้งมหาเทพทั้งสามก็อยู่ที่นี่พวกข้าขอกล่าวเลยได้หรือไม่”
ชายหนุ่มในชุดอาภรณ์สีเขียวผิวขาวหน้าตาสะอาดสะอ้านกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม
“เฟิงหานไม่ได้เจอเ้าซะนาน เฒ่าจิ่วหานสบายดีหรือไม่” เทียนตี้กล่าวถามด้วยรอยยิ้ม
“ทูลเทียนตี้ผู้นำเฒ่าสบายดีพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงหานตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“หลงเสวี่ย ข้าไม่นึกว่าเ้าจะมาเองเช่นนี้”
“ข้าน้อยก็ไม่ได้คิดเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ หากแต่ได้รับมอบหมายจากพญาปีศาจจึงจำใจมาด้วยตนเอง”
หลงเสวี่ยกล่าวแกมประชดประชัน
“เอาล่ะว่าธุระของพวกเ้ามาเถิดข้าอนุญาต”
เทียนตี้ไม่ได้กล่าวโทษหลงเสวี่ยแต่อย่างใดเพราะรู้นิสัยใจคอดีพลางกล่าวอนุญาตให้ทั้งสองกล่าวธุระที่ว่ากับตน
“ธุระของพวกข้าต่างก็เป็ที่รู้กันดีสองหมื่นปีมานี้เหล่ามารปีศาจของพวกข้า ถูกมหาเทพแดน์บุตรสาวของท่านไล่เข่นฆ่าจนาเ็ล้มตายจำนวนมาก ข้ายื่นเื่มายังแดน์หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ยังไม่รับความเป็ธรรมแต่อย่างใด เห็นทีแดนมรกตและแดนปีศาจคงถูกแดน์ทอดทิ้งเสียแล้ว”
หลงเสวี่ยกล่าวต่อว่าเทียนตี้อย่างไม่สบอารมณ์ด้วยความอึดอัดคับแค้นใจทำให้ทุกคนในงานเลี้ยงเงียบเสียงลงและฟังอย่างตั้งใจพยักหน้าเห็นด้วยดังที่หลงเสวี่ยกล่าว การกระทำโหดร้ายของเย่วซินนั้นทุกคนทั่วพิภพนี้ต่างรู้ดีแต่ก็เพราะนางเป็บุตรสาวเทพประมุของค์ก่อนที่เสียสละชีวิตช่วยบรรดาสรรพชีวิตในใต้หล้า การกระทำที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ต่างทำให้ทุกคนยกย่องสรรเสริญเทพประมุขและเกรงใจไม่มีใครกล้าพูดอะไรมากนัก อีกทั้งพลังตบะของนางก็แข็งแกร่งแถมยังมีตำแหน่งเป็มหาเทพด้วยยากที่เซียนธรรมดาทั่วไปจะต่อกรได้
“ทูลเทียนตี้ สองหมื่นปีมานี้ประมุขน้อยนางเข่นฆ่าพวกเราไปมากจริงๆ เหล่ามารปีศาจต่างก็อยู่อย่างหวาดกลัวหากเป็เช่นนี้ต่อไปอาจจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ก็เป็ได้ เทียนตี้โปรดพิจารณา มหาเทพโปรดพิจารณาด้วย” มหาเทพทั้งสามมองหน้ากันและตั้งใจฟังต่อไป
“ข้าเข้าใจความทุกข์ทรมานของพวกเ้าทั้งสองแดน ในฐานะพ่อข้าต้องขอโทษพวกเ้าจริงๆ ที่ดูแลบุตรสาวของตนได้ไม่ดี แต่ในฐานะเทียนตี้ข้ารับปากจะจัดการเื่นี้ให้เร็วที่สุด”
“หึ ท่านจะจัดการเช่นไรเล่าหากจัดการได้ปัญหาคงไม่เกิดมานานเช่นนี้หรอกใช่หรือไม่”
“หลงเสวี่ย เทียนตี้ทรงรับปากด้วยองค์เองเ้าก็ใจเย็นลงหน่อยเถอะ” เฟิงหานหันไม่กล่าวต่อว่าหลงเสวี่ยที่ตอนนี้กำลังหัวเสียไม่พอใจ
“เมื่อเทียนตี้รับปากเช่นนี้อีกทั้งมหาเทพและเหล่าเทพเซียนทุกท่านต่างเป็พยานข้าน้อยก็วางใจ จะกลับไปรายงานผู้นำเฒ่าและเหล่าพี่น้องของข้าน้อยตามนี้”
เฟิงหานกล่าวจบก็นั่งลงตามเดิม หลงเสวี่ยเองเห็นดังนั้นก็นั่งลงตามอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ส่วนด้านเทียนตี้ถอนหายใจออกมาสีหน้ากลัดกลุ้มใจทำเอาเทียนโฮ่วที่นั่งอยู่ข้างๆ มองอย่างเป็ห่วง
ณ สระ์
เหล่าเซียนรับใช้ได้พักผ่อนเพราะผู้เป็เ้านายไปร่วมงานเลี้ยงกันหมดต่างจับกลุ่มพากันพูดเื่สัพเพเหระ
“พวกเ้าเป็เช่นไรบ้างไม่เจอกันเสียนาน” เซียนรับใช้นางหนึ่งกล่าวขึ้น
“ข้าหรอ ก็ต้องสบายอยู่แล้วสิได้อยู่ตำหนักธิดา์อย่างองค์หญิงหนิงเซียน นางจิตใจดีมากๆ ดูแลพวกข้าอย่างดีแล้วเ้าล่ะ”
“ข้าได้อยู่ที่หอตำรา์ รับใช้ที่นั่นมีความสุขมากๆ”
“ส่วนข้าดูแลสวนบุปผาได้เห็นอะไรสวยๆ งามเต็มไปหมด”
“เห้อ...สงสารก็แต่ที่อยู่ตำหนักชุนซี” เซียนรับใช้นางนี้ยังพูดไม่ทันจบ เซียนรับใช้อีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเอามือปิดปากห้ามปรามทันที
“ชู่วววว เ้าอย่าได้เอ่ยส่งเดชเช่นนี้หากมีคนได้ยินเข้า ชีวิตเ้าจะหาไม่”
เซียนรับใช้อีกคนกล่าวกระซิบกระซาบพลางมองซ้ายมองขวาอย่างลนลาน เซียนสาวที่ถูกห้ามปรามพยักหน้าค่อยๆ แกะมือที่โดนปิดปากออกแล้วกล่าวกระซิบเบาๆ กับสหายของตน
“เมื่อครู่ข้าเดินผ่านที่ตำหนักนั้น เห็นพวกเซียนรับใช้ยืนปลอบใจพวกนางคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้กลัวตัวสั่นเทาข้าเดาว่าต้องเกิดเื่อะไรขึ้นเป็แน่ พรุ่งนี้เ้าฟังข่าวได้เลย”
ขณะที่พวกนางสุมหัวกันอยู่นั้นก็หารู้ตัวไม่ว่าผู้ที่พวกนางกำลังกล่าวถึงตอนนี้ได้ยืนอยู่ใกล้ๆ รอฟังสิ่งที่พวกนางพูดอย่างสงบนิ่ง
“ประมุขน้อยนางน่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ”
“ก็ใช่หน่ะสิเ้าเพิ่งมาอยู่จะไปรู้อะไร แต่อีกเดี๋ยวเ้าก็จะเข้าใจเอง นางน่ะร้ายสุดๆ แค่คิดว่านางจะได้ปกครองแดน์ถัดจากเทียนตี้ข้าก็มองไม่เห็นอนาคตของสรรพชีวิตทั้งสี่ภพ สู้องค์หญิงหนิงเซียนของข้าไม่ได้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน”
เซียนรับใช้นางนี้กล่าวต่อไปอย่างสนุกปากพลางวาดฝันถึงผู้เป็เ้านายของตน
“แต่ประมุขน้อยนางเป็บุตรเทพประมุของค์ก่อนเชียวนะข้าว่าลึกๆแล้วนางต้องเป็ผู้ที่มีจิตใจดีดังเช่นเทพประมุขเป็แน่”
“เ้ามองโลกในแง่ดีเกินไป แต่เพราะเหตุนี้แหละเหล่าเทพเซียนถึงไม่กล้ายุ่งเื่ของนางเพราะให้เกียรติเทพประมุของค์ก่อนอีกทั้งยังได้รับความเอ็นดูจากเทียนโฮ่ว ด้วยพฤติกรรมของนาง หากนางไม่ใช่บุตรีเทพประมุขละก็ป่านนี้คงโดนลงทัณฑ์ด้วยอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าไปแล้ว หากบังเอิญพบนางเข้าเ้าห้ามสบตานางเด็ดขาดไม่เช่นนั้นละก็....”
เซียนรับใช้ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกพลังซัดเข้าใส่เต็มๆ จนกระเด็นออกไปไกลและกระอักเืออกมาสร้างความแตกตื่นให้กับเซียนรับใช้ที่อยู่ตรงนั้น
“ไม่เช่นก็จะโดนแบบนี้! ท่าทางเ้าคงไม่กลัวตายเลยสินะ”
เย่วซินกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยและเผยรอยยิ้มอยู่ที่มุมปาก หญิงสาวในชุดอาภรณ์สีแดงสดตกแต่งด้วยเครื่องประดับสีทองเต็มยศค่อยๆ เดินออกมาปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าบรรดาเซียนรับใช้เ่าั้
“มหาเทพ! ข้าน้อยผิดไปแล้ว อภัยให้ข้าด้วยเถิด!”
เซียนรับใช้ที่ถูกซัดออกไปใกลัวรีบคลานเข้ามาหาอย่างลนลานหมอบลงอยู่กับพื้น เซียนรับใช้คนอื่นรีบก้มลงตามไปพร้อมกับพูดร้องขอให้มหาเทพอภัยให้ตน
“พวกข้าผิดไปแล้วขอมหาเทพโปรดอภัยด้วยเถิดเพคะ”
“หึ อภัยอย่างนั้นหรือ กล่าวิ่มหาเทพโทษเป็เช่นไรนะข้าจำไม่ได้” เย่วซินยังพูดอย่างใจเย็นพลางหันไปกล่าวถามเซียนรับใช้ของตน
“ทูลองค์เทพกล่าวิ่มหาเทพโทษโบยพันครั้ง รับอสนีบาต 3 ครั้ง คุกเข่าหน้าประตู์ 7 วัน 7 คืน เพคะ” เซียนรับใช้ตอบอย่างคล่องแคล่ว
“หนักถึงเพียงนี้เชียวหรือ แล้วพวกนางจะทานทนได้อย่างไรเล่า” เย่วซินกล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจจากนั้นค่อยนั่งลงตรงหน้าเซียนรับให้นางนั้น
“มหาเทพโปรดเมตตาด้วยเ้าค่ะ ข้าน้อยผิดไปแล้ว! ข้าน้อยผิดไปแล้ว!”
“เช่นนั้นข้ามีวิธีหนึ่งที่จะทำให้เ้าไม่ต้องทรมานเช่นนั้น ดีหรือไม่”
“วิธีอะไรหรือเ้าคะ มหาเทพท่านบอกข้ามาเถิดข้ายินดีทำทุกอย่างเ้าค่ะ”
มหาเทพเย่วซินยิ้มให้จากนั้นค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ แล้วใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำกล่าวขึ้นมาเป็คำพูดที่ทำให้ทุกคนโดยเฉพาะเซียนรับใช้เ่าั้ได้ยินแล้วต้องหวาดกลัวเป็อย่างยิ่ง
“ตายด้วยมือของข้าซะ!!!”
มหาเทพเย่วซินเปลี่ยนสีหน้าทันทีจากใบหน้าที่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเมื่อครู่กลับกลายเป็บึ้งตึง แววตาอำมหิตดูดุร้ายราวกับจะกินเืกินเนื้อผู้ที่อยู่ตรงหน้า เซียนรับใช้เข่าอ่อนกลัวจนตัวสั่นสติหลุดพยามลุกขึ้นและวิ่งหนีไปเพื่อเอาตัวรอด
มหาเทพที่ยังคงนั่งนิ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืนมองตามเซียนรับใช้นางนั้นไป จากนั้นชั่วพริบตานางได้หายตัววับไปโผล่ที่ตรงหน้าเซียนรับใช้นางนั้นพร้อมกับใช้มือบีบไปที่คอของนางอย่างแรง นางดิ้นพล่านทุรนทุรายหายใจไม่ออกแทบขาดใจอยู่รอมร่อ แต่เย่วซินไม่ได้สนใจนางไร้ความเมตตามองดูเซียนรับใช้ตรงหน้าที่ดิ้นพล่านในเงื้อมมือนางอย่างสะใจ้าให้นางตายคามือ แต่ในขณะที่เซียนรับใช้กำลังจะหมดลมหายใจอยู่ๆ ก็มีพลังสายหนึ่งพุ่งเข้ามาปะทะกับเย่วซินอย่างแรงทำให้นางเสียหลักเซออกไปเล็กน้อย แต่นั่นก็ทำให้เซียนรับใช้เป็อิสระและล้มลงไปนอนกองหมดสติอยู่กับพื้น ด้วยเหตุนี้ทำให้เย่วซินนางโมโหจนเืขึ้นหน้าะโกร้าวออกไปสุดเสียงด้วยความเกรี้ยวกราด พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาตัวผู้ที่บังอาจยื่นมือเข้ามายุ่งเื่ของนาง
“ใคร! บังอาจมาขวางข้า!”
“ข้าเอง...”