บทที่ 2: ทำนองพิณคร่าิญญา
เบื้องนอกเรือนพักอาศัย ความมืดมิดปกคลุมวัดหลานรั่วจนแทบมองไม่เห็นนิ้วมือตนเอง สายฝนเริ่มซาลงเหลือเพียงละอองฝอย แต่หมอกหนากลับเริ่มก่อตัวขึ้นแทนที่ ไหลเอื่อยเรี่ยพื้นดินราวกับงูสีขาวนับพันตัวที่เลื้อยรัดพันรอบฐานเจดีย์เก่า
ไป๋อวิ๋นกางร่มกระดาษสีแดงสด เดินทอดน่องไปตามทางเดินหินแตกหัก ท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนขนลุกขนพอง เขากลับผิวปากเป็ทำนองเพลงเบาๆ สบายอารมณ์ รองเท้าบูทเนื้อดีเหยียบย่างลงบนพื้นโดยไร้สุ้มเสียง ราวกับภูตพราย
เสียงพิณที่เขาได้ยินเมื่อครู่ ดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางมาจากศาลาริมสระบัวท้ายวัด
เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูวงเดือน ภาพเบื้องหน้าก็ปรากฏชัด...
ท่ามกลางความมืดมิดและซากปรักหักพัง ศาลาริมน้ำกลับดูสะอาดสะอ้านผิดตา แสงเทียนสว่างไสววูบไหวตามแรงลม ที่ใจกลางศาลา สตรีโฉมงามนางหนึ่งในชุดสีขาวบริสุทธิ์กำลังนั่งดีดพิณกู่ฉิน นิ้วเรียวยาวของนางกรีดกรายลงบนสายพิณ บรรเลงทำนองที่ทั้งหวานซึ้งและโศกตรม
ไป๋อวิ๋นหุบร่มลง ยืนกอดอกพิงเสาไม้ ยืนฟังจนจบเพลง
"เพลงไพเราะ... แต่น่าเสียดายที่จิตสังหารรุนแรงไปหน่อย" เขาเอ่ยทักขึ้นลอยๆ ทำลายความเงียบ
เสียงพิณหยุดชะงักลงทันที สตรีชุดขาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางงามซึ้งปนเศร้า ผิวขาวซีดดุจหิมะตัดกับผมดำขลับที่ยาวสลวยถึงกลางหลัง ความงามของนางนั้นสามารถล่มเมืองได้จริงๆ หากชายใดได้พบเห็นคงยากที่จะหักห้ามใจ
นางลุกขึ้นยืนแล้วย่อกายคำนับอย่างแช่มช้อย "ข้าน้อยไม่คิดว่าดึกดื่นป่านนี้ จะมีแขกผู้มีเกียรติมายืนฟังเพลง... นามของข้าคือ 'เสี่ยวเชี่ยน' (เนี่ยเสี่ยวเชี่ยน) มิทราบว่าคุณชายมีนามว่ากระไร เ้าคะ?"
เสียงของนางหวานหยดย้อย ราวกับมนต์สะกดที่แทรกซึมเข้าไปในโสตประสาท หากเป็บุรุษทั่วไปคงเคลิบเคลิ้มเดินเข้าไปหานางแล้ว แต่ไป๋อวิ๋นยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม รอยยิ้มมุมปากยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
"ข้าแซ่ไป๋" เขาตอบสั้นๆ "แม่นางเสี่ยวเชี่ยน ดึกดื่นเช่นนี้ อากาศเย็นชื้น เหตุใดสตรีบอบบางเช่นเ้าจึงมานั่งดีดพิณอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพรเพียงลำพัง ไม่กลัวสัตว์ร้ายหรือ... ภูตผีปีศาจบ้างหรือ?"
เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนแสร้งทำสีหน้าหวาดกลัว นางก้าวเดินเข้ามาหาเขาช้าๆ กลิ่นหอมเย็นๆ ของดอกไม้ป่าโชยมาแตะจมูกชายหนุ่ม "ข้าน้อยพักอาศัยอยู่กับบิดาที่เรือนด้านหลัง แต่นอนไม่หลับจึงออกมาดีดพิณ... คุณชายไป๋ ท่านดูท่าทางใจดีและอบอุ่นนัก ข้าน้อย... ข้าน้อยรู้สึกหนาวเหลือเกิน ท่านพอจะให้ข้าอิงแอบเพื่อหลบลมหนาวได้หรือไม่?"
นางส่งสายตาเว้าวอน มือเรียวบางเอื้อมมาหมายจะแตะที่อกเสื้อของไป๋อวิ๋น
‘วิชามายาจิ้งจอกจำแลง’ ไป๋อวิ๋นคิดในใจ ‘มาตรฐานของผีสาวในยุคนี้สินะ’
เขาขยับพัดจีบในมือมาขวางมือนางไว้อย่างนุ่มนวล แต่แฝงด้วยแรงต้านที่มั่นคงดุจภูผา
"แม่นาง... ข้าเป็คนขี้ร้อน ไม่ชอบให้ใครมาถูกตัว" ไป๋อวิ๋นกล่าวปฏิเสธด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "อีกอย่าง เสื้อผ้าของข้าทอจากไหมฟ้า์ ราคาพับละหมื่นตำลึงทอง หากเปื้อนไอปีศาจ... เอ้ย ไอเย็นจากตัวเ้า มันจะซักออกยาก"
เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของนางเปลี่ยนจากยั่วยวนเป็ประหลาดใจ นางไม่เคยเจอชายใดที่ปฏิเสธนางซึ่งหน้า แถมยังห่วงเสื้อผ้ามากกว่าสาวงาม
เมื่อแผนยั่วยวนไม่ได้ผล นางจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ทันใดนั้น บนโต๊ะหินในศาลาก็ปรากฏก้อนทองคำแท่งใหญ่กองพะเนินส่องแสงแวววาว
"คุณชาย... ท่านดูเป็คนรักความสบาย หากท่านยอมอยู่เป็เพื่อนคุยกับข้าในคืนนี้ ทองคำเหล่านี้จะเป็ของท่านทั้งหมด"
ไป๋อวิ๋นมองกองทองคำมายาเ่าั้แล้วหัวเราะในลำคอ เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบตั๋วเงินปึกใหญ่ออกมาสะบัดเล่น "แม่นาง เ้าคงประเมินข้าผิดไป ทองคำแค่นั้น... ข้าเอาไว้ใช้โปรยเล่นให้ขอทานในเมืองหลวงยังไม่พอเลย อีกอย่าง... ทองของเ้า อีกสักหนึ่งชั่วยามมันก็คงกลายเป็ก้อนหินหรือกระดูกผีแห้งๆ เก็บไว้ให้ 'ท่านยาย' ของเ้าเถอะ"
คำว่า "ท่านยาย" (ปีศาจต้นไม้) ทำให้เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนเบิกตากว้าง นางรู้ทันทีว่าชายตรงหน้าไม่ใช่บัณฑิตธรรมดา!
"เ้าเป็ใครกันแน่!"
ใบหน้าหวานซึ้งเปลี่ยนเป็ดุร้าย เล็บมือของนางยาวเฟื้อยออกมาดุจกรงเล็บปีศาจ แขนเสื้อยาวสีขาวพุ่งเข้าหาไป๋อวิ๋นราวกับงูั์ รวดเร็วและรุนแรงหมายจะรัดคอให้ตายในคราเดียว
"เฮ้อ... พูดดีๆ ไม่ชอบ"
ไป๋อวิ๋นถอนหายใจ เขาสะบัดพัดจีบในมือเพียงครั้งเดียว เกิดเสียงดัง 'ปัง!' คลื่นลมปราณไร้รูปกระแทกแขนเสื้อของนางจนขาดสะบั้น เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนกระเด็นถอยหลังไปกระแทกเสาศาลา
นางกรีดร้องด้วยความเ็ปและใ เตรียมจะแปลงกายเพื่อหลบหนี แต่ทว่า...
"อย่าเพิ่งรีบไป"
ร่างของไป๋อวิ๋นที่เคยยืนอยู่หน้าศาลา กลับมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้านางในชั่วพริบตา ความเร็วนั้นเหนือกว่าภูตพราย! ปลายพัดจีบของเขาแตะอยู่ที่กลางหน้าผากของเนี่ยเสี่ยวเชี่ยนเบาๆ แต่นางกลับรู้สึกเหมือนมีขุนเขาทั้งลูกกดทับร่างไว้จนขยับไม่ได้
"เ้า... ท่านคือนักพรตปราบมารหรือ?" เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว นางรู้ดีว่าหากโดนวิชาสายฟ้าหรือไฟธาตุแท้ของนักพรต ิญญาของนางจะแตกสลายไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
ไป๋อวิ๋นย่อตัวลงมองหน้านาง แววตาของเขาไม่ได้มีความอาฆาตมาดร้าย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงสารและเข้าใจ
"ข้าไม่ใช่นักพรต และข้าไม่ได้มาเพื่อสังหารเ้า... เนี่ยเสี่ยวเชี่ยน" เขาเอ่ยนามของนางอย่างชัดเจน
"ท่าน... ท่านรู้จักชื่อข้า?"
"ข้ารู้จักเ้าดียิ่งกว่าตัวเ้าเสียอีก" ไป๋อวิ๋นเก็บพัดจีบ ยืดตัวขึ้น "ข้ารู้ว่าเ้าตายั้แ่อายุสิบแปด ศพถูกฝังไว้อย่างโดดเดี่ยวใต้ต้นไม้ใหญ่หลังวัด ข้ารู้ว่าเ้าถูก 'ปีศาจต้นไม้พันปี' บังคับให้ใช้วิชามายาล่อลวงบุรุษเพื่อดูดกลืนหยางและโลหิตไปถวายมัน หากเ้าไม่ทำ เ้าก็จะถูกเฆี่ยนตีทำลายดวงจิต"
น้ำตาไหลอาบแก้มซีดเซียวของผีสาว นางก้มหน้าร้องไห้ "ท่านรู้... แต่ท่านก็ยังจะฆ่าข้าใช่ไหม? ข้าทำบาปมามาก ไม่มีทางเลือกอื่น..."
"ทางเลือกมีเสมอ หากเ้ากล้าที่จะฝืนลิขิต"
ไป๋อวิ๋นยื่นมือออกไป ตรงหน้านาง "ข้ามาที่นี่เพื่อยื่นข้อเสนอ... ข้าจะช่วยเ้าให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของปีศาจเฒ่านั่น และช่วยให้เ้าได้กลับมามีชีวิตที่เ้าปรารถนาอีกครั้ง แลกกับการที่เ้าต้องเลิกฆ่าคนบริสุทธิ์นับั้แ่วินาทีนี้"
"ท่าน... ท่านทำได้จริงหรือ? ท่านยายมีอิทธิฤทธิ์มาก แม้แต่ยมทูตยังไม่อยากยุ่งเกี่ยว"
ไป๋อวิ๋นยิ้ม รอยยิ้มนั้นสว่างไสวและมั่นใจจนทำให้ความมืดมนในใจของผีสาวเริ่มจางหาย
"ปีศาจต้นไม้พันปีน่ะหรือ?" เขาแค่นหัวเราะ "สำหรับข้า มันก็แค่ฟืนท่อนใหญ่ท่อนหนึ่งเท่านั้นแหละ... ลุกขึ้นเถิดเสี่ยวเชี่ยน คืนนี้ข้ามีงานต้องให้เ้าช่วย"
"งาน... งานอะไรเ้าคะ?"
"ข้ามีสหายคนหนึ่งนามว่าหนิงไฉ่เฉิน เขาเป็คนดีและ... ข้าคิดว่าเขาเหมาะสมที่จะเป็คู่ครองของเ้าในอนาคต"
เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนทำหน้างุนงง "คู่ครอง? แต่ข้าเป็ผี เขาเป็คน..."
"เื่นั้นปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้า" ไป๋อวิ๋นหันมองไปทางป่าทึบด้านหลังวัด แววตาคมกริบเปล่งประกายอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง
"แต่ตอนนี้... ข้าคงต้องไป 'ทักทาย' เ้าของบ้านตัวจริงเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นคืนนี้เราคงนอนหลับไม่สนิทแน่"