"ในเมื่อทุกท่านมาพร้อมกันหมดแล้ว ก่อนเริ่มการทดสอบในรอบสุดท้าย ข้าอยากให้ท่านปรมาจารย์เ้าสำนัก วู่เทียนหลางได้ออกมากล่าวอะไรสักเล็กน้อยก่อน.." หลังจากที่เทียนเจิงกล่าวจบ มันจึงยกสองมือขึ้นมาประสาน ก่อนค้อมตัว และหันไปทางที่นั่งชั้นสูง เมื่อนั้นชายชราในชุดสีขาวทางท่าทางใจดี คนที่สนทนากับ ลู่ หวังลี่ก่อนหน้านี้ จึงได้ก้าวออกมา และเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
"ก่อนอื่น ข้าคงต้องขอแสดงความยินดีกับพวกเ้าทั้งหนึ่งร้อยคนที่สามารถผ่านการทดสอบในรอบเมื่อวานมาได้ แม้นว่าเมื่อคืนจะเกิดเื่น่าประหลาดบางอย่างขึ้น จนมีผลทำให้สถิติเปลี่ยนไปก็เถอะแต่นั่นก็มิใช่สาระสำคัญอันใด สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็เพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น หวังว่าพวกเ้าจะเข้าใจความหมายของการทดสอบแท้จริงเมื่อวาน เอาล่ะส่วนการทดสอบในวันนี้ จะเป็การทดสอบในด้านของฝีมือต่อสู้พื้นฐาน และจะมีเพียงแค่ ห้าสิบคนเท่านั้นที่จะเข้ามาเป็ศิษย์รุ่นต่อไป ข้าขอให้พวกเ้าทุกคนจงประลองกันอย่างพอดี อย่าได้ลงมือรุนแรงจนเกินไปนัก แพ้ชนะมิใช่เื่สำคัญ หากพลาดปีนี้ ปีหน้าก็ยังมาใหม่ได้ เื่ที่ข้าจะพูดก็มีเท่านี้แหละ เอาล่ะ บัดนี้ได้เวลาแล้ว พวกเรามาเริ่มการทดสอบในรอบสุดท้ายกันเถิด…"
เมื่อวู่เทียนหลางกล่าวจบ ก็พลันบังเกิดเสียงร้องดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง ก่อนที่มันจะเดินหันหลังกลับไปนั่งร่วมกับผู้มาร่วมชมชั้นสูงท่านอื่น ๆ
ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น คำตอบของห่าวหราว และเฟยฮุน ปรากฏชัดออกมาชัดแจ้งแก่ใจของพวกมันทั้งสองแล้ว ชายชราที่เฟยฮุนเมินเฉยไม่ไยดี แต่ห่าวหราน กลับแสดงความกล้าหาญสอดมือเข้าไปช่วยเหลืออย่างไม่เกรงกลัว เขาก็คือ วู่เทียนหลาง ปรมาจารย์เ้าสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า คนปัจจุบันนั้นเอง
เฟยฮุนถึงกับตกตะลึงจนตัวแข็งไปสักพักก่อนที่มันจะรีบตั้งสติกลับมาแล้วคิดในใจว่า "หึ แล้วเป็เช่นใดล่ะ ก็แค่ยามนั้น ข้ามิได้คิดจะสอดมือช่วยเหลือเขา มันก็ไม่ได้แปลว่าในอนาคตข้าจะไม่ได้เป็ศิษย์อันดับหนึ่งเสียหน่อย เ้าห่าวหรานช่วยเอาแล้วเป็เยี่ยงไร? สุดท้ายมันก็เป็แค่คนพิการต่ำต้อยที่ไม่มีวันจะได้เป็ศิษย์ของสำนัก อย่างมากปรมาจารย์เ้าสำนักก็คงตอบแทนมันด้วยรางวัลเล็กน้อย ไม่มีทางเทียบกับสิ่งที่ข้าจะได้ในอนาคตด้วยซ้ำ"
เฟยฮุนกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยใบหน้า และแววตาที่ชั่วร้าย ก่อนจะหันไปทาง ห่าวหรานซึ่ง กำลังสนทนาอยู่กับจางิ่
"เ้าสำนักกระนั้นรึ!? ทีแรกข้านึกว่าเขาเป็แค่ผู้าุโคนหนึ่งในสำนักเสียอีก มิคาดเลยว่าจะเป็ถึง…"
จางิ่เอ่ยออกมาด้วยท่าทางตื่นเต้นสุดขีด ซึ่งห่าวหรานเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เพียงแต่มันแค่คิดในใจอย่างเงียบ ๆ และมิได้แสดงออกมาจนเกินพอดีเช่นจางิ่แค่นั้นเอง
"ข้านึกอยู่แล้ว ว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา มิน่าเล่า เขาถึงสามารถปิดซ่อนขั้นการฝึกฝนแท้จริงของตนเองจากเนตรเทวะของข้าได้" ห่าวหราน มองจ้องขึ้นไปยังที่นั่งชั้นสูงซึ่งมีวู่เทียนหลาง อยู่บนนั้นตาไม่กะพริบ ในใจก็แสนจะตื่นเต้นสุดขีด มิรู้ว่าเขาจะมีวาสนาได้สนทนากับวู่เทียนหลางอีกสักครั้งหรือไม่ หากมีอีกมันก็คงเป็เื่ดีมิใช่น้อย…
จากนั้น เทียนเจิงจึงได้นำ ไหใบใหญ่ออกมาหนึ่งใบ ซึ่งในนั้นมีชื่อกระดาษรายชื่อของผู้เข้าทดสอบทั้ง 100 คนใส่อยู่ โดยมันจะให้ผู้ที่ทำเวลาได้ดีที่สุด 50 คนในรอบแรก ออกมาจับเพื่อเลือกคู่ประลองยุทธ์ ซึ่งคนแรกก็มิใช่ที่ไหน หยางฟงนั้นเอง
มันจับได้ชื่อของคนที่มีนามว่า เจี่ยยงซาน เขาเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา แต่งกายด้วยอาภรณ์สีเขียวมรกต อาวุธที่ใช้ดูเหมือนจะเป็กระบี่ด้ามยาว
หยางฟงเมื่อได้เห็นใบหน้าของ เจี่นยงซาน มันก็มิได้ยินดียินร้ายแต่อย่างใด ด้วยความที่มั่นใจในฝีมือการต่อสู้ของเองมากด้วยกระมัง ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ที่เฝ้าดูอยู่โดยรอบก็คิดไม่ต่างกัน ยกเว้นเพียงแต่เด็กหนุ่มผู้คาดผ้าปิดตาสีดำซึ่งเพ่งมองคนทั้งสอง ซึ่งกำลังจะประมือกันในอีกไม่ช้า ด้วยความสนอกสนใจ
"น่าเสียดายยิ่งนัก ชายหนุ่มที่มีนามว่าเจี่ยยงซาน ผู้นั้นท่าทางเก่งกาจมีฝีมืออยู่มากโขทีเดียว แต่กลับต้องมาเจอกับตัวเต็งอันดับหนึ่งอย่าง หยางฟง เห็นที่เขาคงต้องตกรอบกลับบ้านเป็คนแรกแน่ ๆ เ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่ ห่าวหราน…" เสียงของจางิ่กล่าวขึ้นก่อนจะหันมาถามพี่ชายร่วมสาบานของมันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งห่าวหรานก็หันมายิ้มอย่างมั่นใจให้กับมันก่อนกล่าวตอบ "แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้นหรอกนะจางิ่ การต่อสู้ในรอบแรกนี้ไม่จบลงง่าย ๆ เป็แน่"
และ พอจางิ่ได้ฟังมันก็แสดงสีหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่ห่าวหรานพูด "เ้าคิดว่าหยางฟงจะแพ้รึ? เช่นนั้นมาพนันกับข้าดีกว่า ถ้าหยางฟงแพ้ข้าจะยกอาหารที่เหลือทั้งหมดนี่ให้เ้า แต่ถ้า เจี่ยยงซานแพ้เ้าจะต้องเลี้ยงข้าวข้าหนึ่งมื้อใหญ่ตกลงหรือไม่…"
พอห่าวหรานได้ฟังข้อเสนอของจางิ่ มันก็ก้มลงดูของกินบนตักของเ้าน้องชายจะกละซึ่งเหลืออยู่ไม่มาก ก่อนจะระบายยิ้มออกมา แล้วตอบตกลง
สาเหตุที่ห่าวหรานมั่นใจ ว่าเจี่ยยงซานนั้นคงไม่แพ้ หยางฟงง่าย ๆ นั่น นั้นก็เพราะห่าวหร่านมองเห็น จำนวนจิตปราณ ธาตุปราณ พลังกาย และขั้นของการฝึกฝนของคนทั้งคู่
หากเทียบกันแล้ว จำนวนจิตปราณในร่างของทั้งสองนั้น ใกล้เคียงกันมาก หยางฟงมี 190 จิต เจี่ยยงซานมี 180 จิต
พลังกายของหยางฟงมี 350 จิน ของ เจี่ยยงซานมี 345 จิน
ขั้นการฝึกฝนของทั้งคู่นั้นเท่ากันคือ ชั้นปฐีระดับกลาง
แต่ที่ต่างกันอย่างชัดเจนนั้นคือ ธาตุปราณในร่าง หยางฟงนั้นเป็นักสู้ธาตุอัคคี แต่เจี่ยยงซานนั้นเป็ธาตุวารี
อันที่จริงนักสู้สองธาตุนี้ถือเป็ปฏิปักษ์ต่อกัน แต่ก็ใช่ว่า น้ำจะดับไฟได้เสมอไป เพราะถ้าเปลวเพลิงมีความร้อนสูงกว่า มันก็อาจทำให้น้ำระเหยกลายเป็ไอได้ หรือถ้าน้ำมีความรุนแรงมากเปลวไฟที่ร้อนแรงก็ย่อมมอดดับได้ นี่จึงเป็เหตุผลว่าทำไมห่าวหรานจึงไม่ปักใจเชื่อว่า หยางฟงที่เป็ตัวเต็งในการทดสอบครั้งนี้จะเอาชนะ เจี่ยยงซานได้แบบง่าย ๆ
จบบทที่ 16