แสงอาทิตย์อ่อนๆ ยามเช้าตรู่สาดส่องผ่านกระจกนิรภัยกรองแสงขนาดใหญ่ของศูนย์บัญชาการภาคพื้นหมายเลข 7 ไอแดดอุ่นช่วยขับไล่ความเน่าหมองของควันไฟจากเมื่อวันก่อนไปจนสิ้น
หลังเหตุการณ์เข้าปราบปรามการ์เลนอส Class 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน บรรยากาศภายในฐานปฏิบัติการที่เคยตึงเครียดดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย แม้ว่าในใจของเ้าหน้าที่ระดับสูงทุกคนจะยังคงกังวลกับ สัญญาณปริศนาระดับภัยพิบัติ ที่เมดิสันตรวจพบเมื่อคืนก็ตาม แต่สำหรับรินนี่ถือเป็เช้าวันแรกที่เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด มันเป็ความรู้สึกว่าตัวเธอได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของหน่วย Vanguard อย่างแท้จริงแล้ว
ทว่า...ความซาบซึ้งใจนั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก
ณ โรงอาหารกลางของฐานปฏิบัติการ
“โอ๊ยยยยยยยย!”
เสียงร้องโอดครวญดังลั่นขึ้นมาจากโต๊ะอาหารยาวฝั่งในสุด รินนั่งกุมศีรษะตัวเองพลางฟุบหน้าลงกับโต๊ะโลหะด้วยสีหน้าเ็ปทรมานขั้นสุด “ทำไม...ทำไมคนเราที่เพิ่งผ่านภารกิจเสี่ยงตายมาเมื่อวาน ถึงต้องมานั่งแหกตาเรียนทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์แปรผันั้แ่หัววันแบบนี้ด้วยล่ะคะ!”
“เพราะเธอโง่ และยังขาดความรู้พื้นฐานยังไงล่ะ”
โอลิเวียเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งชาเย็น โดยที่ดวงตาคู่คมไม่ได้ละไปจากหน้าจอแท็บเล็ตข้อมูลในมือเลยแม้แต่เิเเดียว พลางจิบกาแฟดำซดเข้าปาก
“ต...ตรงเกินไปแล้วค่ะรุ่นพี่โอลิเวีย! รักษาน้ำใจกันหน่อยเซ่!” รินแยกเขี้ยวใส่ ยืดตัวขึ้นประท้วง
“ฉันไม่ได้ใจร้ายสะหน่อย ฉันแค่กำลังพูดความจริงที่เธอควรยอมรับ” โอลิเวียตอกกลับนิ่มๆ จนรินแทบจะคว่ำโต๊ะอาหารประชดชีวิต
ในขณะที่เมดิสันซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางของเด็กสาว ก่อนจะปรับโหมดจริงจังแล้วหันหน้าจอโฮโลแกรมส่วนตัวมาทางริน “เอาน่าริน ข้อมูลการต่อสู้ของเธอเมื่อวานนี้ถูกระบบส่วนกลางบันทึกวิเคราะห์ไว้ทุกกระเบียดนิ้วเลยนะ...มาดูนี่สิ”
รินมองตามนิ้วเรียวของเมดิสันที่ชี้ไปยังกราฟเส้นยุ่งเหยิง
“ข้อแรก...เธอใช้พลังงานลีซิลนอสสิ้นเปลืองเกินความจำเป็ไปถึง 32% ข้อสอง...ระบบควบคุมการไหลเวียนพลังงานในชุดเกราะเกิดอาการสะดุดและพลาดจังหวะสำคัญไปถึง 17 จุด และข้อสุดท้าย...จังหวะเร่งความเร็วในการบินหลบหลีกเฉี่ยวชนผิดพลาดจากมาตรฐานความปลอดภัยไปตั้ง 23 ครั้ง...”
“...” “...ค...คือว่า...” “และเกือบทำตัวเองหัวขาดตอนหลบหอกน้ำแข็งรอบสองด้วยนะ” เมดิสันเสริมยิ้มๆ
รินนั่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง ใบหน้าซีดเผือดลงเรื่อยๆ ก่อนจะช้อนสายตาเว้าวอนขึ้นมองรุ่นพี่สาว “...รุ่นพี่เมดิสันคะ”
“หืม? ว่าไงจ๊ะ”
“ฉัน...ฉันขออนุญาตปิดหูไม่ฟังข้อมูลพวกนี้ต่อได้ไหมคะ ฉันจะเป็ลม...”
“คำตอบคือ ‘ไม่ได้’ จ้ะ รีบกินข้าวแล้วมาคีย์ข้อมูลปรับค่าเรโซแนนซ์ต่อเลย” เมดิสันตอบด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจทว่าแฝงความเผด็จการเด็ดขาด
เด็กสาวผมแดงครางหงิงอยากจะร้องไห้กุมขมับ เรียกเสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นรอบโต๊ะอาหารจากเหล่าเ้าหน้าที่เทคนิค แม้กระทั่งผู้การสาวโรซาเลียที่บังเอิญเดินถือเอกสารผ่านมาพอดิบพอดี ยังแอบยกมุมปากยิ้มบางๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้ขรึมตามเดิมแล้วเดินจากไป
ณ สนามฝึกซ้อมกลางแจ้ง
ใน่เวลาบ่ายคล้อยของวัน รินที่คิดว่ารอดพ้นจากนรกโต๊ะเรียนมาได้แล้ว กลับต้องถูกอายาโกะ รุ่นพี่สาวผมดำสุดโหดลากคอเสื้อมาขังไว้ที่สนามฝึกซ้อมกลางแจ้งต่อทันที
“ตารางฝึกดาบมือเปล่าต่อเลยเหรอคะะ! ร่างกายฉันจะแหลกเป็ผงแล้วนะรุ่นพี่อายาโกะ!” รินร้องท้วงพลางหอบแฮก
“แน่นอนสิ” อายาโกะตอบกลับทันควัน หญิงสาวในชุดฝึกซ้อมรัดกุมสีเข้มโยกคอไปมาจนเกิดเสียงกระดูกลั่นกร๊อบ พลางใช้ดาบไม้สำหรับฝึกซ้อมพาดไว้บนบ่าแกร่ง “อย่าเพิ่งลำพองใจไปริน เธอเพิ่งจะโชคดีชนะศัตรูตัวใหญ่ที่มีแพตเทิร์นการโจมตีโง่ๆ แค่ตัวเดียวมาได้...อย่าคิดว่าตัวเองเก่งกาจจนไร้เทียมทานแล้วเชียว”
“ฉันยังไม่ได้คิดหลงตัวเองแบบนั้นสักหน่อยค่ะ!” รินโวยวายขัด
“งั้นก็ดี...เพราะสมรภูมิของจริงมันโหดร้ายกว่านี้เยอะ!”
ฟุ่บ!
สิ้นประโยค ร่างของอายาโกะก็พุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวรินราวกับภูตผี พริบตาเดียว ดาบไม้ในมือของเธอก็ถูกหวดวาดเป็วงโค้งเฉียบคมพุ่งเข้าใส่ลำตัวของเด็กสาวทันที!
เปรี้ยง!!
“กรี๊ดดดดดด!” รินร้องลั่น รีบก้มหัวทิ้งตัวกลิ้งหลบไปกับพื้นหญ้าอย่างทุลักทุเล เส้นผมสีแดงเฉียดคมดาบไม้ไปเพียงมิลลิเมตรเดียว “อาจารย์อายาโกะ! นี่มันโหดเกินไปแล้วค๊าาา! เล่นทีเผลอนี่นา!”
“ฉันยังไม่ได้ใช้แรงถึงหนึ่งในสิบส่วนเลยด้วยซ้ำ อย่าบ่น! ลุกขึ้นมา!”
หลังจากถูกเคี่ยวเข็ญ หวดฟาดจนล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้นสนามอยู่หลายสิบตลบจนเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจางๆ ในที่สุดอายาโกะก็ยอมออกคำสั่งให้พักการฝึก ทั้งสองคนทรุดตัวลงนั่งแหมะอยู่บนขอบปูนกั้นสนามฝึก สายลมเอื่อยๆ พัดผ่านผิวกายช่วยบรรเทาความร้อน บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบและผ่อนคลายกว่าปกติ
รินเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้ากว้างอยู่ครู่ใหญ่ บรรยากาศแห่งความเงียบทำให้เธอรวบรวมความกล้าเอ่ยถามคำถามหนึ่งที่ค้างคาใจขึ้นมา
“...พี่อายาโกะคะ”
“หืม? มีอะไรอีกล่ะเ้าลูกเจี๊ยบเพลิง” อายาโกะเอ่ยพลางยกขวดน้ำขึ้นดื่ม
“ตอนที่รุ่นพี่...เริ่มเข้าบรรจุเป็หน่วย Vanguard ออกรบครั้งแรก... ตอนนั้นพี่รู้สึกกลัวบ้างไหมคะ?”
คำถามนั้นทำให้อายาโกะชะงักไปเล็กน้อย แววตาดุดันคู่นั้นสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะลดขวดน้ำลงแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ “กลัวสิ...ถามแปลกๆ ใครจะไม่กลัวบ้างล่ะ”
คำตอบที่เหนือความคาดหมายทำให้รินหันขวับไปมองรุ่นพี่สาวตาค้าง “จริงเหรอคะ? คนอย่างพี่อายาโกะเนี่ยนะกลัว?”
“อืม...จริงแท้แน่นอนเลยล่ะ” หญิงสาวผมดำทอดสายตามองออกไปไกล “จำได้เลยว่าครั้งแรกที่ฉันได้รับคำสั่งให้ออกปฏิบัติภารกิจจริงระดับเสี่ยงตาย...ฉันตื่นเต้นจนท้องไส้ปั่นป่วน ถังขยะแถวนั้นแทบไม่พอ...ฉันอาเจียนเอาอาหารเช้าออกมาจนหมดไส้หมดพุงั้แ่ตอนที่ยังไม่ได้ก้าวขาขึ้นยานลำเลียงเลยด้วยซ้ำ”
“เอ๊ะ?”
“แถมไม่ได้อ้วกแค่รอบเดียวนะ...ตั้งสองรอบแน่ะ สภาพดูไม่ได้เลยล่ะ” อายาโกะพูดพลางยักไหล่ทำสีหน้าเซ็งๆ
“...”
อุ๊บ...ฮ่าๆๆ! รินกลั้นไม่อยู่จนหลุดหัวเราะกิ๊กออกมาเสียงดังลั่นภาพพจน์รุ่นพี่สุดดุดันพังทลาย และนั่นส่งผลให้อายาโกะลงมือมะเหงกดีดเข้าที่หน้าผากของเด็กสาวทันควันด้วยความหมั่นไส้
โป๊ก!
“โอ๊ย! เจ็บนะคะรุ่นพี่!” รินกุมหน้าผากน้ำตาเล็ด
“บอกเื่หน้าแตกให้ฟังเพื่อคลายเครียด ไม่ได้ให้มาหัวเราะเยาะฉันนะยะ! ยัยลูกเจี๊ยบ!” อายาโกะดุ
“ก็รุ่นพี่เล่าได้เห็นภาพเองนี่นา!”
อายาโกะลอบถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมามองใบหน้าทะเล้นของรินด้วยสายตาที่อ่อนโยนและนุ่มนวลลงกว่าเดิมอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็น “...แต่ถ้าวัดกันตามตรงแล้วน่ะ ริน...เธอน่ะทำได้ดีกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ตอนแรกมากเลยนะ”
รินชะงักไป แววตาเบิกกว้าง “เอ๊ะ?”
“การต่อสู้เมื่อวานนี้...ฉันดูออกล่ะน่าว่าลึกๆ แล้วตัวเธอกำลังสั่นกลัวจนแทบก้าวขาไม่ออก” อายาโกะยื่นมือไปขยี้หัวรินแรงๆ “แต่ถึงเธอจะกลัวขนาดนั้น เธอก็ยังเลือกที่จะหักห้ามความกลัว แล้วพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าเพื่อปกป้องชีวิตของผู้บริสุทธิ์... สำหรับฉันแล้วจิตใจ ที่ไม่ยอมแพ้ต่อความกลัวนั่นต่างหาก คือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของนักสู้ที่แท้จริง”
เด็กสาวนิ่งอึ้งไป หัวใจพองโตด้วยความตื้นตันใจ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะได้รับถ้อยคำชื่นชมลึกซึ้งจากปากของรุ่นพี่สายโหดอย่างอายาโกะ
“...ขอบคุณมากนะคะ รุ่นพี่อายาโกะ” รินเอ่ยเสียงนุ่ม
อายาโกะระบายยิ้มบางๆ พลางลุกขึ้นยืนบิดี้เี “หึ...ขอบใจเสร็จแล้วก็รีบฝึกต่อให้เก่งๆ ซะล่ะ แล้วก็...อย่าชิงตายไปก่อน ซะล่ะ ยัยรุ่นน้อง”
“...รุ่นพี่คะ” รินทำหน้าปลาตายมองตาม “หืม?” “ประโยคลงท้ายเมื่อกี้ ฟังยังไงก็ดูไม่เหมือนคำให้กำลังใจเลยสักนิดเดียวค่ะ!”
คราวนี้อายาโกะหลุดหัวเราะออกมาจากใจจริง เป็เสียงหัวเราะที่สดใสและอบอุ่น
่หัวค่ำ
หลังจากแยกย้ายกับอายาโกะ รินเดินทอดน่องกลับไปยังอาคารที่พักเพียงลำพังท่ามกลางแสงไฟทางเดินที่เริ่มเปิดสว่าง วันนี้เป็วันที่เธอรู้สึกว่าตนเองได้เปิดใจพูดคุยกับสมาชิกร่วมทีมคนอื่นๆ มากกว่า่สามเดือนที่ผ่านมาเสียอีก ทั้งพี่เมดิสันที่ชอบบ่นเื่ตัวเลขข้อมูลแต่ก็ใส่ใจรายละเอียดเพื่อความปลอดภัยของเธอ พี่โอลิเวียที่ปากร้ายพูดจาตรงไปตรงมาทว่าเื้ักลับคอยปรับแต่งระบบเกราะให้เธออย่างประณีต พี่อายาโกะที่ภายนอกดูดุร้ายทว่าจริงๆ กลับคอยดูแลและเข้าใจความรู้สึกของรุ่นน้อง...รวมถึงผู้การโรซาเลีย ที่แม้จะเข้มงวดปานใด แต่ในตอนนี้ก็เริ่มให้การยอมรับในตัวเธอมากขึ้นทีละน้อย
รินอดยิ้มออกมาไม่ได้...บางที ที่ป้อมปราการอันโดดเดี่ยวแห่งนี้ อาจกำลังกลายเป็ ‘บ้านหลังใหม่’ ที่ปลอดภัยของเธอจริงๆ แล้วก็ได้
ณ ดาดฟ้าชั้นบนสุดของฐานปฏิบัติการ
สายลมยามค่ำคืนพัดกรรโชกมาเอื่อยๆ พาเอาความเย็นสบายมาสู่ผิวกาย รินที่ตั้งใจจะขึ้นมาเดินรับลมผ่อนคลายสมองก่อนนอน พลันต้องชะงักฝ่าเท้าลงเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังยืนนิ่งหันหลังพิงริมรั้วเหล็กกั้นขอบดาดฟ้าอยู่ก่อนแล้ว
ร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบทหารสีดำสนิท เรือนผมสีเงินเข้มส่องประกายตัดกับแสงจันทร์ และดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวที่เหม่อมองออกไปบนเส้นขอบฟ้า
กัปตันแบล็คเบิร์ดหนึ่งในนักรบในตำนานระดับแนวหน้าสุดขององค์กร V.I.F. และหัวหน้าหน่วย Vanguard ชายผู้เต็มไปด้วยปริศนาและความเงียบขรึมที่เธอแทบจะไม่มีโอกาสได้เฉียดกรายเข้าไปพูดคุยด้วยเลยสักครั้งตลอดสามเดือน นับั้แ่ครั้งสุดท้ายที่เธอเพิ่งขึ้นยานมา
“เอ่อ...ค...คือว่า...” รินยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ทำตัวไม่ถูก “...สวัสดีตอนค่ำค่ะ กัปตัน”
แบล็คเบิร์ดค่อยๆ หมุนใบหน้าคมคายหันมามองเด็กสาวนิ่ง “...อืม ว่าไงคุณอาซากิ”
เขาตอบรับสั้นๆ เพียงคำเดียว ก่อนจะหันกลับไปมองท้องฟ้าตามเดิม
แล้วความเงียบ...ความเงียบสงัดอันแสนกดดันและน่าอึดอัดระดับสิบกะรัตก็เข้าปกคลุมทั่วบริเวณดาดฟ้า รินเริ่มมีเหงื่อเย็นๆ ซึมไหลตามไรผม เธอพยายามมองหาเื่ชวนคุยเพื่อทำลายบรรยากาศชวนแข็งทื่อนี้
“เอ่อ...ฮ่ะๆ คืนนี้ดวงดาวบนฟ้าสวยดีนะคะกัปตัน”
“...อืม ดาวคืนนี้มันสวยจริงๆนั่นแหละ” แบล็คเบิร์ดตอบสั้นๆ
“อ่า...แล้วก็...ลมพัดแรงดี อากาศตอนกลางคืนก็สดชื่นดีนะคะ...” รินเริ่มยิ้มแห้งลนลาน
“...อืม ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”
“...” รินรู้สึกอยากจะมุดแผ่นดินหนีเอาตัวรอดไปจากตรงนี้เหลือเกิน ความเงียบของกัปตันมันช่างน่ากลัวกว่าการ์เลนอส Class 2 เสียอีก!
ทว่า ในจังหวะที่เด็กสาวกำลังจะหมุนตัวหันหลังเตรียมวิ่งหนี จู่ๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความทรงอำนาจของกัปตันแบล็คเบิร์ดก็ดังแทรกทำลายความเงียบขึ้นมา
“...ทุกวัันนี้เป็ยังไงบ้าง”
“คะ... คะ?” รินกะพริบตาปริบๆ หันกลับมามอง
“ภารกิจที่เธอลงสนามจริงเมื่อวานนี้... เธอรู้สึกกดดันรึเปล่า” แบล็คเบิร์ดเอ่ยขยายความ โดยที่สายตายังคงจดจ้องความมืดเบื้องหน้า แต่น้ำเสียงนั้นก็ดูอ่อนโยนลงกว่าเมื่อกี้
รินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอลดต่ำลง ก่อนจะพยักหน้ารับสารภาพตามตรง “...กดดันค่ะและก็กลัวมากเลยด้วย...กลัวว่าจะพลาดและทำให้ใครต้องตายต่อหน้าต่อตา”
แบล็คเบิร์ดได้ยินคำตอบนั้น เขาก็ละสายตาจากเส้นขอบฟ้าแล้วหันมาสบตากับเด็กสาวตรงๆ “ดีแล้ว แต่เธออยู่ไปเรื่อยๆเดี๋ยวความกลัวก็จะเปลี่ยนเป็ความเคยชินเองแหละ”
“เอ๊ะ?” รินทำหน้าเหวอ
“ถ้าหากเธอมีเื่อะไรไม่สบายใจจริงๆ ก็มาพูดคุยเล่นกับผมก็ได้ แต่ขอแค่เวลาว่างๆนอกเหนือสถานการณ์ฉุกเฉินนะครัับ”
รินกะพริบตาปริบๆ มองใบหน้าด้านข้างของเขา “แหม่….กัปตัน...คุณพูดเหมือนกับว่าเคยผ่านเื่ราวและความสูญเสียแบบนั้นมาเยอะเลยนะคะ”
ชายหนุ่มผมเงินเงียบไปอึดใจใหญ่ แววตาฉายประกายลึกล้ำอันยากจะคาดเดา ก่อนจะตอบสั้นๆ “ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก ผมเพิ่งมาประจำการบนยานลำนี้แค่สองปีเอง”
สายลมยามวิกาลพัดกรรโชกแรงขึ้นอีกครั้ง ทั้งสองคนยืนเคียงข้างกันมองดูท้องฟ้ายามราตรีอยู่พักใหญ่ โดยไม่มีความอึดอัดใจหลงเหลืออยู่อีกต่อไป จนกระทั่งแบล็คเบิร์ดเป็ฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ริน”
“ค่ะ กัปตัน?”
“ในการออกปฏิบัติภารกิจครั้งต่อๆ ไป...ผมอยากให้คุณจำไว้ให้ขึ้นใจ อย่าได้พยายามแบกรับความกดดันและทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้บนบ่าของตัวเองเพียงลำพังคนเดียวเด็ดขาด”
เด็กสาวชะงักกึก มองสบตาผู้นำหน่วย
“หน่วย Vanguard ของพวกเรา...ถูกตั้งขึ้นมาเป็ทีมเพื่อเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่งออกไปต่อสู้อยู่ตัวคนเดียว...จงเชื่อใจและพึ่งพาพวกพ้องให้มากกว่านี้ และพวกเราจะบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ” แบล็คเบิร์ดเอ่ยประโยคยาวเหยียดพลางยกมือขึ้นตบบ่าเล็กของเด็กสาวเบาๆ “พยายามเข้านะ”
รินจ้องมองใบหน้าของกัปตันใหญ่ด้วยความประหลาดใจและซาบซึ้งใจลึกๆ ก่อนที่เธอจะระบายรอยยิ้มกว้างออกมาจนเต็มใบหน้า ยืดตัวตรงทำท่าเคารพ “...รับทราบอย่างแข็งขันเลยค่ะ กัปตัน!”
นี่เป็ครั้งแรก...ที่เธอได้ััและล่วงรู้ว่า กัปตันแบล็คเบิร์ดผู้แสนเ็าและเงียบขรึมคนนี้ แท้จริงแล้วภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยปานน้ำแข็ง...กลับซ่อนความห่วงใยและความอบอุ่นที่มีต่อสมาชิกในทีมทุกคนบนยานไว้อย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าใครๆ
ทว่า...ในขณะที่สายสัมพันธ์อันงดงามของหน่วย Vanguard กำลังก่อตัวถักทอเข้าด้วยกันอย่างอบอุ่นบนดาดฟ้านั้นเอง
[จบตอนที่ 17 : สายสัมพันธ์ของ Vanguard]