ตอนที่ 10 ยิ่งกินยิ่งเยอะ
นับั้แ่ลู่หลินรับหน้าที่ทำอาหาร เฉินเสี่ยวหมี่ก็ปล่อยให้เขาทำ
พร์ของเฉินเสี่ยวหมี่อยู่ที่ความสามารถในการล่าสัตว์ เื่ทำอาหารเขาไม่ถนัดเลยจริงๆ หากไม่เคยกินอาหารฝีมือของลู่หลินก็แล้วไป แต่พอได้กินแล้ว เขาก็นึกรังเกียจฝีมือตนเองอยู่ครามครัน
ลู่หลินทำโจ๊กซานเย่าแค่ครั้งเดียว สามพี่น้องตระกูลเฉินก็คิดถึงไม่รู้ลืม
เฉินเสี่ยวหมี่ยังเป็ฝ่ายขอร้องลู่หลินให้ตามเขาขึ้นเขาไปขุดท่อนดินมาต้มโจ๊กด้วย ลู่หลินก็รับปากด้วยความยินดี
เฉินเสี่ยวหมี่พาลู่หลินไปยังจุดที่มีท่อนดินอยู่ จากนั้นก็ไม่สนใจอีก มุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของูเา
เฉินเสี่ยวหมี่ไม่อยู่ ลู่หลินก็หยิบมีดยาวยี่สิบเิเจากในร้านขายของออกมาลงมือขุด พอมีเครื่องมือดี ลู่หลินก็ขุดได้เร็วขึ้นมาก
เพียงไม่นานลู่หลินก็ขุดได้ซานเย่าสองหัวใหญ่
ขุดซานเย่าจำนวนมากในคราวเดียวก็กินไม่หมด ลู่หลินจึงหาผักป่าจำนวนหนึ่ง ยังมีเห็ดอีกด้วย ใส่ทุกอย่างรวมกันในตะกร้าสะพายหลัง
เมื่อเก็บได้พอสมควรแล้วเขาก็กลับไปก่อนโดยไม่รอเฉินเสี่ยวหมี่
เฉินเสี่ยวไช่นั่งยองๆ อยู่ข้างตะกร้าสะพายหลัง มองลงไปในตะกร้าของลู่หลินแล้วพูดอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง “ทำไมมีไข่ตั้งแปดฟอง”
“นั่นคือไข่ของไก่ป่า ข้าเก็บมาจากบนูเา” ลู่หลินตอบอย่างใจเย็น
เฉินเสี่ยวไช่มองลู่หลินด้วยความสงสัยเล็กน้อย ไข่นี่จะเป็ไข่ของไก่ป่าได้อย่างไร ดูเหมือนไข่ของไก่เลี้ยงมากกว่า เ้าลู่หลินนี่รู้จักหลอกเขา ไข่นี่คงไม่ได้...ขโมยมากระมัง แต่ยังดีที่ไม่ได้ยินว่ามีไข่บ้านไหนหายไป ลู่หลินเ้าคนขี้ขลาดผู้นี้คงไม่กล้าขโมยไข่หรอก
ลู่หลินเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็อธิบายอย่างจริงจังว่า “ไก่ป่ามีหลายพันธุ์ ไข่ของไก่ป่าแต่ละพันธุ์ย่อมไม่เหมือนกัน”
เฉินเสี่ยวไช่ทำแก้มป่องมองลู่หลิน รู้สึกว่าเ้าหมอนี่แอบซ่อนอะไรไว้เป็แน่
ลู่หลินหยิกแก้มของเฉินเสี่ยวไช่ พูดว่า “อายุยังน้อยทำหน้าบึ้งตึงทั้งวัน ระวังต่อไปจะแต่งภรรยาไม่ได้”
เฉินเสี่ยวไช่พูดอย่างตื่นเต้นอยู่บ้าง “ข้าไม่้าแต่งภรรยา”
ลู่หลิน “...” คิดไม่ถึงว่าเ้าเด็กบ้านี่ไม่คิดจะแต่งภรรยา คงเพราะยังเด็กเกินไป คนที่นี่ยึดถือเื่สืบทอดตระกูลมากเลยนะ “ไม่แต่งภรรยา เ้าคิดจะเกาะพี่ใหญ่กินไปทั้งชีวิตหรือ”
“ไม่ใช่นะ” เฉินเสี่ยวไช่หน้าแดงก่ำทันที เขาไม่รู้ว่าจะโต้แย้งอย่างไรดี
“ข้าจะทำอาหาร เ้าไปเก็บฟืนมาอีกหน่อย” ลู่หลินเอ่ยปาก หาเหตุผลไล่อีกฝ่ายออกไป
ถึงแม้เฉินเสี่ยวไช่ไม่อยากทำตามที่ลู่หลินพูด แต่รู้สึกว่าฟืนในบ้านไม่ค่อยพอใช้ จึงยอมออกไป
ลู่หลินหั่นซานเย่าเป็ท่อนเหมือนเดิม ต้มจนกลายเป็โจ๊ก แล้วทำเห็ดผัดไข่อีกหนึ่งอย่าง
เฉินเสี่ยวหมี่กินโจ๊กซานเย่ารวดเดียวสามชามใหญ่ เห็ดผัดไข่ก็ถูกกวาดจนเกลี้ยง
ไม่กี่วันก่อนลู่หลินทำไก่ตุ๋น ทำให้สามพี่น้องตระกูลเฉินประทับใจไม่หยุด พวกเขากินเนื้อไก่จนเกลี้ยง แม้แต่กระดูกไก่ยังเคี้ยวจนหมด
...
“พี่ใหญ่” เฉินเสี่ยวไช่ดึงแขนเสื้อของเฉินเสี่ยวหมี่ แล้วลากเขาออกไป
“ทำไมหรือ” เฉินเสี่ยวหมี่ถาม
“พี่ใหญ่ ลู่หลินผู้นั้นแปลกประหลาดมาก”
“แปลกประหลาดตรงไหนหรือ”
เฉินเสี่ยวไช่ทำหน้าเครียด พูดว่า “ข้าวในบ้านดูเหมือนยิ่งกินยิ่งเยอะขึ้น”
ทั้งที่ไม่กี่วันก่อนข้าวในถุงแทบจะกินหมดไปครึ่งหนึ่งแล้วชัดๆ! แต่ดื่มโจ๊กมาหลายวันขนาดนี้ ข้าวกลับดูไม่ลดลงเลย ยิ่งกว่านั้นข้าวที่กินอยู่ทุกวันเหมือนจะอร่อยกว่าปกติอีกต่างหาก
ตอนที่ลู่หลินทำโจ๊กซานเย่าครั้งแรก เขาเติมข้าวขาวลงไปแค่เล็กน้อย ภายหลังยิ่งเติมข้าวมากขึ้นเรื่อยๆ
การเติมข้าวแบบนี้ของลู่หลิน ต่อให้เป็คนไม่ละเอียดรอบคอบแค่ไหนก็สังเกตเห็นทั้งนั้น
“นอกจากนี้ยังมีไข่ให้กินบ่อยๆ ด้วย” พี่ใหญ่เองก็เข้าป่าบ่อยนี่นา! แต่โอกาสที่จะเก็บไข่ของไก่ป่าได้นั้นมีจำกัด ทว่า...ทุกครั้งที่ลู่หลินเข้าป่าจะเก็บไข่ได้ทุกครั้ง แถมไข่นั่นก็ไม่เหมือนไข่ของไก่ป่าจริงๆ “นอกจากนี้ยังมีเกลืออีก! ดูเหมือนยิ่งใช้ก็ยิ่งเพิ่ม น้ำมันก็เหมือนกัน”
เฉินเสี่ยวหมี่พูดอย่างสงบนิ่ง “แบบนี้ดีมากนี่นา!”
เฉินเสี่ยวไช่ “...” แบบนี้ดีมากหรือ มันแปลกมากชัดๆ! แต่ว่า...ก็เป็เื่ดีจริงๆ ่นี้เขาได้กินอิ่มมาก ทั้งยังกินดีอีกด้วย ดูท่าคงได้อาศัยบุญวาสนาจากลู่หลินล่ะนะ
จู่ๆ เฉินเสี่ยวไช่ก็รู้สึกผิดขึ้นมาอยู่บ้าง รู้สึกว่าตนเองได้ประโยชน์จากลู่หลิน แต่กลับตั้งข้อสงสัยต่ออีกฝ่ายเสียได้ นี่มันค่อนข้างไม่รู้จักบุญคุณเท่าไร
“น่าจะเป็ของที่เขาเอามาจากบ้านตระกูลลู่ก่อนหน้านี้ แล้วซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งกระมัง เื่นี้อย่าได้เอาไปพูดส่งเดช” เฉินเสี่ยวหมี่พูดกำชับ
หลังจากบิดาของเฉินเสี่ยวหมี่ตายไป เขาก็มีแผนจะแยกตัวออกมาจากบ้านตระกูลเฉินแล้ว
สิ่งที่เฉินเสี่ยวหมี่แอบล่าได้ ล้วนไหว้วานให้นายพรานเฒ่าขายให้ เขายังซ่อนอาหารบางส่วนไว้ในถ้ำูเาเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันอีกด้วย
ความจริงพิสูจน์แล้วว่า แผนของเฉินเสี่ยวหมี่เป็การมองการณ์ไกลมาก ถึงแม้จะเป็การเตรียมการแบบลวกๆ เช่นนี้ แต่ก็ทำให้เขาเลี้ยงดูน้องชายทั้งสองในตอนที่เพิ่งแยกตัวออกจากบ้านตระกูลเฉินได้
เฉินเสี่ยวหมี่ที่เข้าใจว่าตนเองรู้ความจริงคิดว่า ‘พวกคนแก่เ่าั้ของตระกูลลู่ไม่ใช่คนดีอะไร หากให้คนตระกูลลู่รู้ว่าลู่หลินแอบขโมยของในบ้านออกมา จะต้องเดือดดาลแน่นอน สำหรับลู่หลินที่ยอมเอาของที่ซ่อนไว้ออกมาแบ่งปันนั้น เขารู้สึกดีใจมากทีเดียว’
ลู่หลินยอมเอาของออกมาแบ่งปันให้พวกเขาพี่น้อง ย่อมดีกว่าให้เ้าหมอนี่มีใจเอนเอียงไปทางพวกคนตระกูลลู่นั่น!
เดิมทีเฉินเสี่ยวหมี่มีความประทับใจที่ไม่ดีอย่างมากต่อลู่หลิน เพราะอีกฝ่ายยอมะโน้ำฆ่าตัวตายเพื่อหนีการแต่งงานกับเขา ทำให้เขาไม่ได้คาดหวังต่อคนผู้นี้มากนัก แต่พอได้กินอาหารที่ลู่หลินทำในหลายวันนี้ เขาก็รู้สึกว่าหากวันเวลาดำเนินไปเช่นนี้ตลอดก็คงดีไม่น้อย
เฉินเสี่ยวหมี่เป็แค่เด็กหนุ่มที่ยังโตไม่เต็มที่ด้วยซ้ำ ต้องเลี้ยงดูน้องชายสองคนด้วยกำลังเพียงคนเดียว ย่อมกดดันไม่น้อย แต่เฉินเสี่ยวหมี่ไม่ได้พูดออกมาเท่านั้น
เฉินเสี่ยวไช่กลอกตาครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็คิดได้ทะลุปรุโปร่ง “ข้ารู้แล้ว พี่ใหญ่”
เด็กที่เกิดมาในครอบครัวยากจนย่อมเป็ผู้ใหญ่ก่อนวัย เฉินเสี่ยวไช่ยังเชื่อถือเฉินเสี่ยวหมี่อย่างมาก ถึงแม้เขาจะเชื่อถือพี่ใหญ่มาก แต่มักรู้สึกว่ามีตรงไหนไม่ถูกต้องสักแห่ง
อันที่จริงเฉินเสี่ยวหมี่ก็รู้สึกว่าลู่หลินแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่การใช้ชีวิตมันลำบากเกินไป เขาทำได้เพียงพยายามคิดเื่ราวไปในทางที่ดีเข้าไว้