ความเงียบเข้าปกคลุมสถานที่แห่งนั้นในบันดล ไม่ว่าจะเป็เสียงนกหรือเสียงกาก็ล้วนสงบเงียบไม่มีสรรพสิ่งใดเล็ดรอดออกมา จริงอยู่ว่าการกระทำของโนอาห์สามารถพบเห็นได้ทั่วในโลกใบนี้ แต่ว่าที่แปลกคือสีหน้าและท่าทางการเปิดตัวที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะใกล้เคียงคนที่มีสติดีซักเท่าไหร่
อารันเองก็อยากจะะโไปแบบนั้นอยู่รอมร่อ ติดที่ว่าในตอนนี้ปากมันหนักเสียเหลือเกิน
“เธอเป็เพื่อนกับเ้าหนูนั่นไม่ใช่เหรอ ยังไม่รีบไปลากมันออกมาอีก” ลุงคนที่เล่าเื่ให้โนอาห์ฟังสีหน้าตื่นใถึงขีดสุด ไม่รู้มาก่อนว่าเด็กรุ่นลูกที่คุยกับเขาเมื่อซักครู่นี้จะบ้าบิ่นได้ถึงขั้นนี้
“ถ้าจะให้ลาก...ขอเป็ชายผู้โชคร้ายสิบคนนั้นมากกว่า ลุงเองก็อยู่ดูเงียบไปเถอะ ผมขอเอาหัวเพื่อนผมเป็ประกันเลยว่า...เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นมันละสายตาไม่ได้เลยเชียวล่ะ” อารันหันไปยิ้มให้กันคุณลุงผู้หวังดี ก่อนจะกลับมามองเหตุการณ์ตรงหน้าต่อ ในขณะที่ลุงคนดังกล่าวได้แต่กระพริบตาปริบๆทวนคำพูดของอารันเอาไว้ในใจ
ระหว่างเชื่อในความถูกต้องว่าจะต้องไม่ให้เ้าหนูนั่นไปยุ่งเกี่ยว หรือจะเชื่อคนที่กล้าเอาหัวเพื่อนตัวเองเป็ประกันดี ตอนนี้ประชาชนคนธรรมดาแห่งอัลเทร่าเริ่มสับสนขึ้นมาบ้างแล้ว
”แก...เป็ใคร” ชายคนใดคนหนึ่งในกลุ่มนั้นกล่าวถามออกมา แต่หน้าตาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพร้อมจะเอาเื่ได้เสมอ
“โคตรบิดาของพวกแกไง รู้แล้วซะก็แสดงความเคารพซะสิ” โนอาห์ยิ้มละไม สองมือสะไพล่หลังไม่กลัวเกรงสิ่งใด ซ้ำยังก้าวต่อไปจนอีกนิดเดียวก็ใกล้จะถึงจุดกึ่งกลางระหว่างหญิงสาวและคนกลุ่มนั้น
โนอาห์ปรายตามองคนที่ทำตัวเหมือนเป็เ้าถิ่นเพียงชั่วครู่ ลักษณะการแต่งกายอยู่ในระดับกลางๆของประชาชนในเมืองอัลเทร่า ผมเผ้าหน้าตาปะยี่ห้อความเป็โจรเอาไว้อย่างแจ่มชัด ทว่าอาวุธในมือกลับไม่ได้ถือเอาไว้แม้เพียงซักนิด และหน้าตาก็ไม่ได้แสดงออกเลยซักนิดว่าใช้เวทมนตร์ได้ ดังนั้นสิ่งที่พวกมันพอจะขู่คนอื่นได้ก็คืออิทธิพลและจำนวน อาจจะรวมถึงไปตัวหัวหน้าใหญ่และพรรคพวกที่เหลือซึ่งไม่ได้มาด้วยในนี้ แต่ว่ามาแค่นี้ก็ไม่แตกต่างกับขนกันมาทั้งหมด
ล้วนเหมือนกันหมดไม่มีแตกต่าง ต่ำตมเหมือนกันแทบทั้งนั้น
ในขณะที่อีกด้านดูสบายตากว่ามากนัก ให้อารมณ์เหมือนขุมนรกกับสวรวง์ หญิงสาวสองคนกำลังยืนอยู่นิ่งๆไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น หนึ่งเป็หญิงสาวสีน้ำตาล นัยต์ตาสีแดง เสื้อผ้าและผิวพรรณดูเป็คนจากตระกูลมีชื่อเสียง หน้าตาแม้จะดูใสซื่อแต่โนอาห์พลันตระหนักได้ว่ามีอะไรมากกว่านั้น เธอคนนั้นส่งยิ้มมาให้เขาหนึ่งครั้ง เป็ที่แน่นอนว่าเขาต้องยิ้มตอบไปตามมารยาท
จะให้แยกเขี้ยวรับขวัญก็ยังไงอยู่
ในขณะที่อีกเดินไปคนละทางอย่างเห็นได้ชัด ถ้าให้เปรียบก็คงเป็ทุ่งทานตะวันกับทุ่งคิมหันต์ หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับคนแรก ผมเผ้าสีดำยาวถึงกลางหลัง ดวงหน้ามีความคมกว่าอีกคน แต่ว่าความเยือกเย็นกลับมีมากกว่าหลายเท่า แววตาสีดำเช่นกัน และดูเหมือนเธอคนนี้จะไม่ได้ส่งยิ้มมาให้เขาแต่อย่างใด สิ่งที่ทำมีแต่ปรายตามองเขาเพียงเล็กน้อยก่อนจะทำทีเหมือนไม่ใส่ใจก็เท่านั้น
คนนี้สิถึงต้องแยกเขี้ยวตอบ
โนอาห์ได้แต่คิดในใจเพราะต้องมาสะสางปัญหาตรงหน้านี้อีก เมื่อเห็นว่ายืนอยู่นำตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว โนอาห์พลันหันร่างกายเข้าหากลุ่มชายสิบคนทันที เขาเองมีประสบการณ์มาไม่น้อยสำหรับการต่อสู้กับคนที่มีจำนวนมากกว่า แต่จะให้แสดงฝีมือออกทั้งหมดนั้นดูเหมือนจะเป็การขี่ช้างจับตั๊กแตน และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบพอมาั้แ่ไหนแต่ไร
“นับหนึ่งถึงสาม ฉันจะบุกเข้าไป ระหว่างนั้นพวกแกจะเข้ามาทางไหนก็ได้ไม่ห้าม” โนอาห์ประกาศกร้าวด้วยสีหน้าปกติ โจรกลุ่มนั้นชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะแผดเสียงหัวเราะลั่น
“แล้วแกจะต้องเสียใจ อยากแส่หาเื่นักก็ย่อมได้!!” หนึ่งในนั้นะโเสียงเหี้ยม ตรงดิ่งเข้ามาพร้อมกันด้วยความเร็วที่เรียกว่าวิ่ง คนอื่นๆที่มองอยู่จับจ้องเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างไม่คาดสายตา พวกเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าเ้าหนูคนนี้จะแสดงอะไรให้พวกเขาเห็น
ฝ่ามือนวดารา ฝ่ามือที่สอง หมู่ดาวสะบัดหาง
มือข้างขวาของโนอาห์พลันสะบัดเหมือนกับแส้ ส่งผลให้ชายสองคนที่เข้าใกล้มากที่สุดเป็อันกระเด็นไปด้านซ้ายและขวาราวกับถูกแรงมหาศาลผลักกระแทก อีกแปดคนที่เหลือพลันหยุดกึกคล้ายกับว่ากำลังตัดสินใจบางอย่าง ทางด้านของคนดูนั้นอ้าปากค้างไปนานแล้ว
การต่อสู้มือเปล่าในเมืองหลวงแห่งเวทมนตร์ ที่สำคัญยังเป็การต่อสู้มือเปล่าที่ดูท่าจะพิสดารไปไม่น้อยไปกว่าเวทมนตร์เสียด้วยซ้ำ
ผู้คนที่จับตามองการต่อสู้ครั้งนี้อยู่ต่างคิดเช่นนั้น แต่แค่ไม่ได้พูดออกมาเท่านั้นเอง
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็มหานครมนตรา แต่ประชากรที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้จริงๆนั้นมีไม่ถึงห้าในสิบส่วน ทำให้เื่ของเวทมนตร์ดูแปลกตาและห่างเหินกับประชาชนในอัลเทร่ามาก แต่พวกเขาก็ไม่ได้นึกฝันมาก่อนว่าจะได้พบเจอการต่อสู้ในลักษณะนี้ภายในถนนหนทางของเมืองอัลเทร่า
ในอดีตก็เคยมีคนแบบโนอาห์โผล่มามากกว่าหลักสิบ แต่ทุกคนล้วนใช้เวทมนตร์ในการกำราบปัญหามากกว่าจะใช้สิ่งที่โนอาห์กำลังกระทำ แต่นั้นก็เป็เพราะโนอาห์เองไม่มั่นใจในฝีมือเชิงเวทของตนซักเท่าไหร่ การอาศัยเวลาปรับตัวย่อมต้องใช้เวลาในระดับหนึ่ง ดังนั้นตอนนี้การใช้วิชาที่เขาถนัดมากที่สุดจึงมาเป็อันดับหนึ่ง
ชายสามคนพร้อมใจกันเข้าหาโนอาห์จากสามทิศทาง ทั้งด้านหน้า ซ้ายและขวา แต่นั้นก็ไม่ทำให้คนถูกล้อมหนักใจแต่อย่างใด โนอาห์ตวัดฝ่ามือตวัดกำปั้นทางด้านขวา และยกมือปัดการโจมตีจากมวยข้างถนนทางด้านซ้าย อาศัยหนึ่งตำลึงปาดพันชั่งนำพาร่างชายทางด้านซ้ายและขวาผลักดันไปปะทะกับคนที่อยู่กำลังวิ่งเข้ามาทางด้านหน้า ผลที่ได้คือการปะทะระหว่างพวกเดียวกันสามคน โดยที่โนอาห์แทบไม่ต้องออกแรงเลยแม้แต่น้อย
เหลืออีกสี่คน...
โนอาห์ถีบตัวเข้าหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ในสภาพการณ์ที่อีกฝ่ายกำลังตะลึงงันย่อมเป็เื่ง่ายที่จะเข้าประชิดตัว เขาง้างฝ่ามือฟาดเข้าที่เอวอีกฝ่ายในระดับที่พอทำให้สลบ ก่อนจะผลักมือเบาๆให้ร่างของชายผู้โชคร้ายล้มลงไปกระแทกกับพื้น ชายหนุ่มกระตุกยิ้มชวนสยองเล็กน้อยพร้อมกับหันไปหาผู้ล่าที่กลับกลายเป็เหยื่ออีกสามคนที่ไม่รู้จะทำตัวยังไงดี
กำแพงมนุษย์ที่พวกมันสร้างขึ้นด้วยตัวเองกลับมาแว้งทำร้ายเข้าให้แล้ว การจะแหวกฝูงชนออกไปในเวลาอันสั้นมันต้องไม่ใช่เื่ง่าย และเมื่อข้างหน้ามีพญามัจจุราชที่คว่ำพรรคพวกของพวกตนภายในเวลาไม่ถึงนาทียืนจังก้าอยู่อีก นับได้ว่าวันนี้พวกเขาโชคร้ายโดยแท้
แต่สัญชาติญาณของมนุษย์มักทำงานได้ดีเสมอในเวลาแบบนี้
“น...นายของฉันไม่เอาแกไว้แน่ อย่าคิดว่าจะได้อยู่ในเมืองอย่า…อ๊อก!” ไม่ทันที่ชายฉกรรจ์จะได้ข่มขวัญจบประโยค ใบหน้าก็กระแทกไปด้วยรอยเท้าเข้าอย่างจัง ชายอีกสองคนทำหน้าเลิกลั่กไม่รู้จะทำยังไงต่อ แต่นั้นก็เป็เพียงความคิดชั่วขณะเท่านั้น
โนอาห์ชักนำมือของชายคนแรกมาบิดเป็เกลียวหมายทำให้กระดูกหัก เสียงร้องโหยหวญดังไปทั่วบริเวณ ก่อนจะใช้เท้าเตะไปขาอีกชายอีกคนให้เสียการทรงตัว และตามด้วยกระทุ้งหมัดกระแทกเข้าไปที่ชายคนแรกอย่างเต็มแรง พร้อมกับตวัดเท้าขึ้นกดตัวชายคนที่สองซึ่งกำลังเสียการทรงตัวลอยอยู่กลางอากาศให้จมลงไปกับพื้นด้วยความรวดเร็ว
เื่ราวจบลงโดยกินเวลาไปไม่ถึงสองนาที
จริงอยู่ว่าถ้าเป็คนอื่นย่อมมีทางออกที่รวดเร็วและตระการตายิ่งกว่านี้ แต่ของแปลกก็ย่อมเป็ของแปลก นับแต่นี้ชื่อเสียงของโนอาห์กลับยิ่งขจรขยายขึ้นไปอีกระดับ อาศัยเพียงเหตุการณ์เดียวเป็ฐานกำลังในการสร้างชื่อนับว่าเหมาะสม แต่ว่านั้นก็ต้องนับรวมถึงเื่ยุ่งยากที่จะตามมา
“เรียบร้อยแล้...หายไปแล้วแฮะ” โนอาห์ที่ตั้งใจจะหันไปพูดกับผู้หญิงสองคนนั้นด้วยรอยยิ้ม กลับพบเห็นแต่ความว่างเปล่าชวนให้หุบยิ้มลงเสียดื้อๆ ชายหนุ่มเกาหัวแกรกๆก่อนจะร่วมแรงร่วมใจกับอารันกล่าวลาคนที่มุงดูเหตุการณ์เมื่อซักครู่ จนในที่สุดก็ฝ่าฝูงจนออกมาได้
“นึกว่าจะทำอะไรที่มันน่าตื่นตาตื่นใจกว่านี้ซะอีก” อารันเอ่ยยิ้มๆให้กับเพื่อนของตน ที่ตอนนี้กลับเงียบลงจนผิดสังเหต
“สำหรับเ้าพวกนั้น แค่นี้ก็เพียงพอ ที่น่าสนใจจริงๆน่ะมัน...” โนอาห์แย้งด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ ก่อนที่อารันจะเอ่ยขัดอย่างรู้ทัน
“ผู้หญิงสองคนนั้นใช่หรือเปล่า” พ่อค้าประหลาดหัวเราะขึ้นมาเบาๆ โนอาห์ขานรับด้วยน้ำเสียงถอนหายใจเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าคำตอบของเขานั้นถูกต้อง เพราะเป้าหมายของโนอาห์แต่เดิมก็ไม่ได้เพื่อช่วยผู้หญิงสองคนนั่นั้แ่แรก
แต่เป็การช่วยเหลือโจรกลุ่มนั้นให้รอดพ้นจากอะไรบางอย่างเสียมากกว่า
ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ฉันท์ใด ยอดฝีมือย่อมมองยอดฝีมือด้วยกันออกก็ฉันท์นั้น ประสบการณ์ที่สั่งสมของโนอาห์ได้สอนสั่งเขามาเป็อย่างดีว่าคนแบบไหนมีลักษณะเช่นไร และสิ่งที่เขามองเห็นจากหญิงสาวปริศนาสองคนนั้นก็คือคมในฝัก และดูท่าจะเป็คมดาบที่อันตรายอยู่ไม่น้อย
“ไม่นานคงได้พบกันอีก” อารันกล่าว หวังเพียงเพื่อจะปลอบใจ แต่ประโยคถัดมาที่เขาได้ยินก็ย่อมรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่นั้นผิดอย่างมหันต์
“เพราะจะได้เจอกันอีกนี้แหละ มันเลยน่ากลัวรู้หรือเปล่า” ความนัยที่แฝงมาทำให้อารันเข้าใจในทันทีทันใด ดูท่าชายผู้นี้จะปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เร็วทีเดียว
หมายความว่าคู่แข่งในการสอบของพวกเขาเริ่มปรากฏตัวขึ้นมาบ้างแล้ว เสียแต่ว่านั้นจะเป็คู่แข่งหรือมิตรสหาย ชายทั้งสองหวังเพียงให้มันเป็อย่างหลัง
ในบริเวณมุมหนึ่งของเมืองอัลเทร่า ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเหตุการณ์นั้นมากนัก ซ้ำยังห่างจากจุดที่พวกโนอาห์กำลังเดินอยู่เพียงสี่ชั่วตึก ยังมีหญิงสาวสองคนที่ถูกพูดถึงเมื่อซักครู่กำลังเดินชมเมืองอย่างใจเฉิบ แต่คำนั้นคงใช้ได้แค่สำหรับหญิงสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น
“นายหญิงดูเหมือนกำลังดีใจ” หญิงสาวผมสีดำทักขึ้น ท่วงทีการพูดจาช่วยยืนยันได้เป็อย่างดีความสัมพันธ์ของคนสองคน แต่ว่านั้นก็เป็เพียงแต่ความคิดของคนพูดเท่านั้น
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกแบบนั้น ยูกินี่น้า...ช่างมันเถอะๆ” หญิงสาวผมสีน้ำตาลหน้างอง้ำในบันดล ก่อนจะเปลี่ยนใจไม่ต่อความสาวความยืด เพราะเกรงว่าเื่มันคงจะเลยเถิดไปกันใหญ่
ยูกิ หรือชื่อเต็มๆก็คือ วาตานาเบะ ยูกิ ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ใกล้ชิดเธอมากกว่าใครๆ ถ้าจะมีมากกว่านี้ก็คงเป็ท่านแม่ของเธอ นั้นทำให้เธอรู้สึกสนิทสนมกับยูกิมากเป็พิเศษ แต่ผลตอบแทนของความรู้สึกนั้นก็มีเพียงประโยคและท่าทีเดิมเหมือนที่ผ่านมา แต่นั้นมันก็ทำให้เธอชินชาจนไม่รู้จะพูดยังไงมาตั้งนานแล้ว
“หน้าที่ของข้าคือต้องปกป้องนายหญิง...หรือท่านซายากะจะลืมไปแล้วว่าพวกเรามาที่นี้ด้วยจุดประสงค์ใดกัน” ยูกิเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ คำสรรพนามแทนตัวเป็ในทางแขนงเก่าอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างกับซายากะที่มาจากสถานที่เดียวกันอย่างเห็นได้
อาเบย์โนะ ซายากะ บุตรีเชื้อสายตรงของตระกูลองเมียวจิเลื่องชื่อจากยามาไท ลูกสาวเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน นั้นจึงเป็ที่หมายมั่นปั้นมือของผู้าุโในตระกูลคนอื่นๆว่าคนที่สมควรได้รับตำแหน่งนั้นต้องเป็ซายากะเท่านั้น นั้นจึงทำให้ั้แ่เด็กซายากะต้องได้รับการฝึกฝนในทุกๆด้าน จากที่เพียบพร้อมอยู่แล้วกลายเป็ระดับที่เหนือล้ำยิ่งกว่าเก่า แต่นั้นก็ไม่อาจทำให้เธอเติบใหญ่ขึ้นถ้าไม่ได้ออกมาเผชิญโลกภายนอก
ดังนั้นโรงเรียนอวาลอนจึงเป็ที่หมายของหญิงสาวทั้งสองไปโดยปริยาย
“นี่ๆ ยูกิคิดว่าสองคนนั้นเป็ยังไงบ้างเหรอ” ซายากะถามเสียงใส ผู้เป็บ่าวเลิกคิ้วสงสัยชั่วครู่ ก่อนจะรู้ว่านายหญิงของเธอกำลังพูดถึงใคร
คนที่อาจหาญจนคล้ายกับบ้าบิ่น แต่ฝีมือของชายผู้นั้นก็ต้องยอมรับโดยดีว่าเก่งกาจหาใครเทียมทัน และดูเหมือนยังตั้งใจเก็บงำส่วนที่เหลือเอาไว้ ปล่อยมาเพียงส่วนหนึ่งให้ใครต่อใครยลโฉม ในขณะที่อีกคนเหมือนจะทำตัวสงบเสงี่ยมจนดูไม่คล้ายกับว่ามาด้วยกัน แต่ท่าทีและสีหน้าของเขาคนนั้นที่แสดงออกมาก็ไม่แปลกที่นายหญิงของเธอจะมองมาพวกเขาเป็เพื่อนกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ช่างเหมือนกับพวกเธอทั้งสองคนเหลือเกิน
“การเคลื่อนไหวของผู้ชายคนแรก...ข้ายังต้องยอมรับว่าไร้ซึ่งที่ติ แต่ดูเหมือนยังเก็บออมฝีมือที่แท้จริงเอาไว้ ในขณะที่อีกคน...แม้มันจะไม่ได้ขยับตัว แต่ท่าทีที่ชายคนนั้นแสดงออกมาก็ไม่สิ่งธรรมดาที่จะมองข้ามได้” ยูกิไล่บรรยายเป็ฉากๆ ซายากะที่เป็คนฟังก็ได้แต่พยักหน้ารัวเร็วราวกับว่าเห็นด้วยกับคำพูดของยูกิ
“พวกเราคงได้เจอพวกเขาอีก....” หญิงสาวผมสีน้ำตาลเอ่ยเสียงใส ก่อนจะสาวเท้าออกไปด้วยความมั่นคง แหงนหน้ามองท้องฟ้าเล็กน้อยราวกับว่ากำลังหาอะไรบางสิ่ง
“ทำไมท่านถึงมั่นใจขนาดนั้น?...” ยูกิทวนเสียงขึ้นเบาๆ เธอสงสัยเหลือเกินว่าอะไรมาดลใจให้นายหญิงน้อยของเธอพูดแบบนั้นออกมา
“ฟ้าไงที่ให้คำตอบ” ซายากะเบนหน้าลงจากฟากฟ้าเบื้องบน หันมาตอบยูกิด้วยรอยยิ้ม
ดูเหมือนเธอยังต้องเรียนรู้อีกมาก ว่าในฟากฟ้านั้นมีอะไรกันแน่