ถึงแม้กระโจมขององค์รัชทายาทจะถูกตั้งขึ้นเป็การชั่วคราวแต่ด้านในกลับมีการจัดแต่งขึ้นอย่างพิถีพิถัน
ฉากบังลมแปดทบลวดลายภูผาและสายน้ำถูกฝังประดับเอาไว้ด้วยหินอ่อนแท่นบรรทมไม้จื่อถาน[1]สลักลวดลายเก้าอี้กลมลงยาที่กู่เทียนรุ่ยกำลังนั่งอยู่ และยังมีกระถางธูปสามขาปิดทองวางอยู่บนโต๊ะยาวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
กระถางธูปมีกลุ่มควันจางๆม้วนตัวลอยขึ้น เป็เครื่องหอมที่มีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวดศีรษะของจ้าวอวี้หร่านซ่งิเจิงปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว พอเขาเอ่ยถามออกไปประโยคหนึ่ง ก็ทำให้บรรยากาศที่กำลังดีอยู่นั้นพลันหยุดชะงักลงทันที
ในห้องตกอยู่ในความเงียบ ควันจางๆที่ลอยตัวอยู่ในอากาศก็คล้ายจะหยุดชะงักลงไปด้วย
พอจ้าวอวี้หร่านหันไป ก็พบเข้ากับใบหน้าที่ดูขุ่นเคืองของซ่งิเจิง
“เสด็จอาซู่ เหตุใดจึงได้ย้อนกลับมาอีกเล่า”นางรู้สึกรำคาญใจอย่างบอกไม่ถูกเพราะท่าทีของเขา“บางทีเสด็จอาซู่อาจจะจำไม่ได้ คนผู้นี้คือผู้บังคับกองพันกู่ เป็บุตรชายคนโตของผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรและภรรยาเอกมีความาุโเป็ลำดับที่สี่ในตระกูลกู่”
ตัวซ่งิเจิงเองจำได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้คือใครอีกทั้งยังคุ้นเคยกับเขาเป็อย่างมาก คนผู้นี้คือกู่เทียนรุ่ยที่ชาติก่อนเป็คนที่นางให้ความไว้วางใจที่สุดและเป็ว่าที่ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรในอนาคตผู้ซึ่งสามารถเข้าห้องบรรทมของนางในยามวิกาลได้อย่างนั้นหรอกหรือ
เขายิ่งคุ้นเคยกับสายตายามที่ได้จ้องมองนางแบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไรของกู่เทียนรุ่ยทั้งเป็ประกายและดูคลั่งไคล้
เขาหัวเราะขึ้นเบาๆ โดยไม่ได้หันมองเด็กหนุ่มที่ย่อกายคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อทำความเคารพต่อเขาสายตาของเขาหยุดลงบนร่างของนางแทน “ไม่ว่าจะเป็ใครก็ตามแต่ตอนนี้องค์รัชทายาทควรต้องพักผ่อนให้มาก”
กู่เทียนรุ่ยพอจะรับรู้ได้ว่าซู่อ๋องไม่ชอบตนสถานะของซู่อ๋องในราชวงศ์นั้นนับว่าเป็ตัวแปรสำคัญและมีอิทธิพลยิ่งเขาจึงกล่าวทูลลาขอตัวกลับก่อนอย่างมีไหวพริบ
พอจ้าวอวี้หร่านเห็นว่าขุนนางคนสำคัญในอนาคตของตนถูกบังคับให้ออกไปั์ตาพลันเย็นเยียบลงทันที ต่อให้ใบหน้านั้นจะดูงดงามเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังความเ็านี้ลงได้นางกำลังแสดงอำนาจบารมีแห่งองค์รัชทายาทให้เป็ที่ประจักษ์
ซ่งิเจิงจดจ้องใบหน้าที่เก็บซ่อนอารมณ์ไว้ภายในของนางต่อให้คนผู้นี้จะทำสีหน้าเ็า อีกทั้งยังแสดงท่าทีวางอำนาจ แต่ทั้งหมดนี้กลับเป็มนต์วิเศษที่ใช้สะกดสายตาของผู้คนนางเป็คนที่เพียบพร้อมไปด้วยเสน่ห์อันน่าดึงดูดใจโดยเนื้อแท้รูปลักษณ์ภายนอกเป็เพียงสิ่งที่บดบังสายตาเอาไว้ชั้นหนึ่งเท่านั้น ในตอนนี้ท่าทีเ็าของนางกลับยิ่งกระตุ้นให้เขาเกิดความปรารถนาคิดอยากมากยิ่งขึ้นไปอีก
แต่นางก็คือจ้าวอวี้หร่าน สตรีใจแข็ง ผู้ที่ไม่อาจจะโอนอ่อนและผูกติดอยู่กับเขาได้
ชาติที่แล้ว นางมักจะรู้สึกว่าเขาไม่เคารพนาง
ตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้วก็เป็เช่นนั้นจริงๆ
ในใจของซ่งิเจิงนิ่งสงบลงอย่างคาดไม่ถึงเขาเดินมาที่ข้างแท่นบรรทมแล้วทรุดตัวลงนั่ง ห่างกับนางเพียง่แขน
พอแท่นบรรทมยวบตัวลง หัวใจของจ้าวอวี้หร่านพลันรู้สึกหนักอึ้งตามไปด้วยนางแสร้งปรายตามองเขาอย่างไม่ใส่ใจ ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจการทำตัวใกล้ชิดแบบนี้ของมากขึ้นไปอีก
นางอนุญาตให้เขานั่งตรงนี้ได้หรือ
“กระหม่อมตรวจสอบดูแล้ว ลูกธนูดอกนั้นมีจุดที่น่าสงสัยม้าของพระองค์ถูกคนวางเมล็ดสลอด เป็จริงตามที่พระองค์ตรัสไว้ ม้าตัวนั้นต่อให้ไม่โดนลูกธนูเข้าก็ต้องอาละวาดขึ้นเองอยู่ดี”
สีหน้าที่ดูเ็าของจ้าวอวี้หร่านแปรเปลี่ยนเป็ประหลาดใจดวงตาเรียวรีทอประกายวูบไหว
บัดนี้ดวงอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไปแล้วภายในกระโจมมืดสลัว ยิ่งทำให้เห็นแววตาส่องประกายของนางได้ชัดเจนขึ้น
แต่ซ่งิเจิงกลับเห็นใบหน้าของนางได้ไม่ชัดนักเขาจึงหยัดกายขึ้นจุดเทียน แล้ววางไว้บนโต๊ะสูง แสงอบอุ่นส่องกระทบไปยังคนทั้งคู่แลดูนุ่มนวลยากจะหาสิ่งใดเปรียบ
“จะเริ่มไต่สวนเมื่อไร”
น้ำเสียงของนางฟังดูนุ่มนวลลง อีกทั้งยังมีใจคิดตรงกันกับเขาคาดไม่ถึงเลยว่านางจะรู้ว่าในตอนนี้เขายังไม่ได้ลงมือไต่สวนผู้กระทำความผิด
เมื่อซ่งิเจิงได้ฟังก็เอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็วไปว่า“ไม่รีบร้อน กระหม่อมคิดว่าพระองค์น่าจะอยากไปฟังการไต่สวนด้วยรอให้พระองค์เสวยพระกระยาหารค่ำเสร็จเสียก่อน แล้วพวกเราค่อยไปพร้อมกัน”
เขามาเพื่อที่จะให้นางไปร่วมฟังการไต่สวนพร้อมกันอย่างนั้นหรือ
จ้าวอวี้หร่านตกตะลึงไปพักหนึ่ง เขามักจะเอาตัวเองเป็ที่ตั้งมาโดยตลอด ถึงขนาดคุมกิจทางการเมืองด้วยตนเองมีหลายต่อหลายเื่ที่นางยังไม่อาจยื่นมือเข้าไปแทรก บัดนี้เขาได้แสดงให้เห็นถึงอีกด้านที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
นางช้อนตามองเขา
เขาเป็บุรุษจำพวกที่มีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาทั้งสองโค้งลึกดังคันศรหางตาเรียวยาวและโค้งลงเล็กน้อย คล้ายกับกลีบของดอกท้อหรือที่เรียกกันว่ารูปตาทรงดอกท้อ
หากมองเพียงแค่ดวงตาทั้งสองของเขา ก็จะรู้สึกได้ว่าสายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนลุ่มหลงจริงๆ แต่เพราะเขามีคิ้วเข้มหนาเรียวคิ้วยาวที่ตวัดเฉียงขึ้น ได้กดดวงตาทั้งสองของเขาที่เดิมทีควรจะดูอ่อนโยนให้ดูเ็าและไร้ความรู้สึก
คนผู้นี้เมื่อประกอบเครื่องหน้าทั้งห้าเข้าไว้ด้วยกันแล้วทั้งดูหล่อเหลา แต่ก็ดูดุดันในเวลาเดียวกัน
นางมองสำรวจเขาเมื่อสายตาทั้งคู่สบประสาน นางจึงรีบหลบสายตาทันที มือก็คว้าจับที่ผ้าห่ม“เช่นนั้น ข้าจะไปพร้อมกับเสด็จอาเมื่อถึงเวลา”
ในตอนที่กำลังพูดอยู่นั้นมหาดเล็กที่อยู่ด้านหลังฉากบังลมก็เอ่ยรายงานขึ้นเบาๆ ว่า “องค์รัชทายาทสำนักหมอหลวงนำโอสถมาถวายหมอหลวงได้กำชับว่าก่อนเสวยพระกระยาหารจะต้องเสวยโอสถก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวอวี้หร่านขมวดคิ้วมุ่นคิดไปถึงรสขมเมื่อตอนกลางวัน
ซ่งิเจิงได้ชิงพูดออกไปก่อน “เอาเข้ามาถวายเสีย”
คนของสำนักหมอหลวงรีบก้มหน้าเดินเข้ามาในกระโจมทันทีเปิดสำรับที่มีโอสถออก ซ่งิเจิงยื่นมือออกไปรับไว้เขาก้มศีรษะลงและแนบริมฝีปากเข้ากับขอบชาม ยกจิบน้อยๆ ไปคำหนึ่งโดยไม่คาดคิด
เขาเงยหน้าขึ้น แล้วยื่นส่งมาให้“อุณหภูมิกำลังพอเหมาะ”
จ้าวอวี้หร่านจ้องถ้วยยาในมือของเขาเมื่อครู่นี้เขาทำอะไรลงไป
เดิมทีนางก็ไม่อยากจะกินอยู่แล้ว เขายังใช้ริมฝีปากแตะยาของนางอีกต่อให้นี่เป็การทดสอบพิษ ก็ไม่ถึงกับต้องทำขนาดนี้นางจึงรู้สึกต่อต้าน เมื่อซ่งิเจิงเห็นว่านางไม่รับยา ก็เข้าใจผิดหลงคิดไปว่าโรคกลัวความขมของนางกำเริบขึ้นมาอีกจึงพูดโน้มน้าวไปว่า “หากองค์ชายไม่ยอมเสวยโอสถ กระหม่อมเกรงว่าจะไม่กล้าพาองค์ชายไปร่วมฟังคำไต่สวนด้วย”
เมื่อจ้าวอวี้หร่านได้ยินเข้าดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นนี่คิดจะกดดันนางอีกแล้วใช่ไหม
นี่สิถึงจะเป็ซ่งิเจิงที่นางคุ้นเคย
นางเองก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรร่างกายของนาง นางรู้ดี
จากนั้นจึงยื่นมือออกไปรับ โดยเลี่ยงตรงบริเวณขอบที่เขาจิบโดนในตอนที่รสชาติขมเฝื่อนรุนแรงแทรกซึมผ่านเข้ามาในลมหายใจ นางยิ่งรู้สึกทรมานและขื่นขมมากขึ้นไปอีก
พอซ่งิเจิงเห็นนางเงยหน้ากระดกยาลงไปรวดเดียวและมหาดเล็กได้มารับเอาถ้วยเปล่ากลับไปอย่างรู้หน้าที่แล้ว เขาก็ส่งน้ำสะอาดให้นางล้างปากแต่ก็ยังเห็นนางขมวดเรียวคิ้วคู่งามไว้จนเป็ปมแน่นอยู่ดี
ตัวเขารู้สึกพอใจที่ได้เห็นนางต้องทุกข์ทรมานใครใช้ให้นางเอามี่ซานเตาที่เขามอบให้ไปตกรางวัลให้คนอื่นกันเล่าครั้งนี้ต่อให้ขมจนอยากจะอาเจียนน้ำย่อยออกมา ก็คงต้องยอมรับชะตากรรม เมื่อครู่อารมณ์ที่ได้สะกดกลั้นเอาไว้พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
ในตอนนี้จ้าวอวี้หร่านเองก็คิดถึงมี่ซานเตาพวกนั้นรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เก็บเอาไว้กับตัวเลยสักชิ้น ออกมาล่าสัตว์แบบนี้ นางเองก็พกลูกกวาดติดตัวออกมาได้ไม่มากเมื่อวานก็กินลงไปจนหมดแล้ว
เมื่อมหาดเล็กและคนจากสำนักหมอหลวงออกไปกันจนหมดด้านในก็ตกสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
จ้าวอวี้หร่านพยายามอดทนอย่างยิ่งยวดต่อรสชาติอันขมเฝื่อนในช่องปากยิ่งทำให้นางไม่อยากเอ่ยปากพูดมากขึ้นไปอีก ประจวบเหมาะกับที่คนของเซวียนเหวินฮ่องเต้มาตามหาซ่งิเจิงที่นี่พอดีและได้ทูลเชิญให้เขาไปยังกระโจมของฮ่องเต้เพื่อร่วมรับพระกระยาหารค่ำเป็การเลี้ยงต้อนรับเขา
ซ่งิเจิงรับพระราชบัญชาแล้วก็หยัดกายลุกขึ้น เมื่อเห็นว่านางยังคงทำท่าทางอมทุกข์ก็ยื่นมือไปแกะถุงสีขาวเล็กๆ ตรงเอวออก
“องค์รัชทายาท กระหม่อมทูลลาเมื่อดึกกว่านี้จะมาหาพระองค์และออกไปพร้อมกัน”
เมื่อเขาพูดมาแล้ว นางก็จำต้องตกปากรับคำและเปิดปากเตรียมจะพูดคำง่ายๆ สักคำเพื่อส่งเขา
หารู้ไม่ว่าในตอนที่กำลังเผยอริมฝีปากขึ้นนั้นเขาก็ได้ป้อนอะไรบางอย่างที่อยู่ในมือเข้าไปในปากนางด้วยความรวดเร็วนางปิดปากลงตามสัญชาตญาณ ปลายลิ้นพยายามดุนดันคิดอยากจะคายเอาสิ่งนั้นออกมาแต่รสหวานชุ่มคอกลับกระจายไปทั่วทั้งปากเสียก่อน
นั่นคือลูกกวาด
นางพลันตกตะลึง
เมื่อซ่งิเจิงได้กระทำเช่นนั้นแล้ว เขาก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ยังดูครึ้มอกครึ้มใจว่า“องค์ชายเพิ่งเสวยโอสถเข้าไป อย่างน้อยๆ สิ่งนี้ก็จะช่วยกลบรสชาตินั้นได้” เมื่อเขาพูดจบไม่ทันรอจนให้นางได้เอ่ยอะไรอีก เขาก็ก้าวเท้ายาวๆ เดินออกไป ััจากริมฝีปากอุ่นนุ่มของนางยังคงติดอยู่บนปลายนิ้วมือที่ไพล่กันอยู่ด้านหลังของเขา
นางชอบกินหวานเป็ชีวิตจิตใจ ห่อเล็กๆที่เหน็บอยู่ตรงเอวนั้นมักจะมีลูกกวาดสักเม็ดสองเม็ดเก็บซ่อนเอาไว้อยู่ และนางชอบแอบกินมันลับหลังเขาโดยคิดว่าเขาคงไม่รู้ตัว แต่ที่จริงแล้วเขารับรู้มันทั้งหมด
ไม่รู้ว่าั้แ่ตอนไหน ที่เขาเองก็ติดเอานิสัยประหลาดที่มักเก็บลูกกวาดไม่กี่เม็ดเอาไว้ในห่อผ้าเขารู้ดีว่านางไม่มีทางยอมเสียศักดิ์ศรีถึงได้แอบกินอยู่ลับหลังถึงแม้ว่าไม่มีทางที่นางจะมาร้องขอมันจากตัวเขาแต่เขาก็ยังติดนิสัยแปลกๆ แบบนี้มาด้วยอยู่ดี
วันนี้ถือว่าได้ใช้แล้ว
เมื่อเซวียนเหวินฮ่องเต้เจอกับซ่งิเจิงก็พบว่าเด็กหนุ่มที่ดูเคร่งขรึมพูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไรกลับมีรอยยิ้มเล็กๆประดับอยู่ตรงมุมปากเขาอดที่จะประหลาดใจไม่ได้ “ิเจิง เ้าไปเจอเื่อะไรดีๆ เข้าอย่างนั้นหรือ”
“ทูลฝ่าา กระหม่อมสนทนาถูกคอกับองค์รัชทายาทมาพ่ะย่ะค่ะ”ซ่งิเจิงค่อยๆ เก็บสีหน้าให้ดูนิ่งสงบ พูดปดหน้าตาย
จ้าวอวี้หร่านที่เขากล่าวถึงว่าได้สนทนากันอย่างถูกคอด้วยนั้นบัดนี้มีสีหน้าเยียบเย็นและขบเคี้ยวลูกกวาดโดยคิดไปว่าเป็เขากัดเข้าจนมีเสียงดัง ‘กรุบ’ ราวกับว่าสิ่งที่กำลังบดเคี้ยวอยู่นั้นคือเนื้อของเขา!
ซ่งิเจิงมีนิสัยชอบเอาแต่ใจมาั้แ่ยังเด็กแล้ว!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd
[1] ไม้จื่อถานหรือไม้จันทร์แดง เป็ไม้ที่มักจะนำมาใช้ประกอบทำเครื่องเรือนในยุคโบราณ