สายหมอกยามเช้าลอยเอื่อยอยู่เหนือผืนป่าทึบ ร่างของชายหนุ่มในชุดพรานป่าเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบระหว่างแนวต้นไม้ใหญ่ งอบไม้ไผ่สานปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง ที่เอวห้อยถุงหนังใส่เหยื่อล่าสัตว์และมีดพรานขนาดพอเหมาะ บนไหล่แบกธนูไม้ไผ่พร้อมกับแล่งลูกธนูที่ทำอย่างประณีต ทุกอย่างดูเป็พรานป่าทั่วไปที่ออกล่าสัตว์ยามรุ่งสาง
ถุงผ้าเก่าๆ ที่สะพายอยู่ด้านหลังนั้นซ่อนกระบี่เล่มงามไว้อย่างแเี หากมองผ่านๆ คงไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ
เสี่ยวหลิ่งชะงักฝีเท้าทันทีกลิ่นคาวเื ลอยมาตามสายลมมาััจมูก เขาย่อตัวลงสำรวจพื้นดินชื้นแฉะ รอยเท้าหลายคู่ประทับอยู่บนพื้น มันเป็รอยเท้าจำนวนมากที่สับสนวุ่นวาย ทำให้รู้ทันทีว่ามีการไล่ล่าหรือต่อสู้เกิดขึ้น
ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัว อย่างระมัดระวัง มือข้างหนึ่งเลื่อนไปแตะถุงผ้าที่ซ่อนกระบี่ไว้โดยไม่รู้ตัว ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดเล็กน้อย ณ ตอนนี้ได้รับความรู้สึกคุ้นเคยที่ได้ััมาก่อน พลังมารที่ตกค้างอยู่ในอากาศ แม้จะเบาบางแต่ก็ชัดเจนสำหรับผู้ฝึกฝนวิชายุทธ์
“ที่นี่...” เขาพึมพำกับตัวเอง ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังแนวต้นไม้เบื้องหน้า “คงไม่ใช่แค่เื่บังเอิญ”
เสียงนกป่าร้องประสานกันเป็ระยะ ทว่าเสี่ยวหลิ่งรู้ดีว่านั่นเป็เพียงม่านบังตา มันซ่อนบางสิ่งที่อันตรายกว่านั้นไว้ในป่าลึกแห่งนี้ และเขาจำเป็ต้องค้นหาให้พบ ก่อนที่มันจะสายเกินไป
ร่างในชุดพรานป่าค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามรอยเท้าที่ทิ้งไว้ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เขารู้ดีว่าการปลอมตัวของเขาอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ในยามนี้ มันคือเกราะกำบังชั้นดีที่จะช่วยให้เขาเข้าใกล้ความจริงที่ซ่อนอยู่ในป่าทึบแห่งนี้
หมอกเริ่มจางลงเมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านยอดไม้ลงมา แต่เงาแห่งความลับและอันตรายกลับหนาแน่นขึ้นทุกขณะ เสี่ยวหลิ่งรู้ดีว่า การพรางตัวของเขาในวันนี้ อาจเป็จุดเริ่มต้นของเื่ราวที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคาดคิด
...
เสี่ยวหลิ่งเดินตามรอยเืที่หยดเป็ทางมาถึงน้ำตกเล็กๆ กลางป่า เสียงน้ำกระทบโขดหินดังกังวานไปทั่วบริเวณ หมอกบางๆ ลอยวนอยู่เหนือผิวน้ำ แต่สิ่งที่ดึงความสนใจของเขาคือร่างในชุดดำที่นอนสลบอยู่ในโพรงหินใต้น้ำตก
“นี่มัน...” เสี่ยวหลิ่งรีบวิ่งเข้าไปตรวจสอบ กลิ่นคาวเืและพลังมารโชยมาชัดเจนขึ้น ชายหนุ่มตรงหน้ามีาแฉกรรจ์หลายแห่ง เืยังคงไหลซึมไม่หยุด ใบหน้าซีดเผือดและร้อนผ่าวด้วยไข้สูง
“พิษมาร...” เสี่ยวหลิ่งพึมพำขณะกดนิ้วตรวจดูเส้นชีพจรที่เต้นอ่อนระรัวผิดจังหวะ ลายเส้นสีดำแผ่กระจายตามิั เส้นทึบบ้าง เส้นจางบ้าง บ่งบอกถึงพิษร้ายที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย
ไม่มีเวลาลังเลอีกแล้ว เสี่ยวหลิ่งรีบหยิบห่อสมุนไพรจากถุงพกติดตัว พลันภาพของมารดาที่เคยพร่ำสอนวิธีรักษาพิษร้ายผุดขึ้นในความทรงจำ เขาเริ่มคัดตัวยาตามตำราเคยท่องมา
“อดทนไว้” เขาพูดกับคนตรงหน้าที่ไม่ได้สติ ก่อนจะวางมือลงบนจุดสำคัญตามแนวเส้นลมปราณ ค่อยๆ ปล่อยพลังภายในเข้าไปต่อต้านพิษมาร
เหงื่อผุดซึมบนหน้าผากของเสี่ยวหลิ่งเหตุเพราะความทุ่มเทสมาธิทั้งหมดกับการดูดพิษ ความรู้สึกเ็ปแล่นปลาบไปทั่วร่างเมื่อพิษมารบางส่วนเกิดไหลย้อนเข้าสู่ตัวเขา แต่เขาไม่ยอมหยุด ยังคงควบคุมลมปราณอย่างระมัดระวังซึ่งมันเป็วิธีที่ขับพิษออกทีละน้อย
“ยังไม่พอ...” เขากัดฟันทน ขณะที่มืออีกข้างบดสมุนไพรให้ละเอียด ผสมกับน้ำใสจากน้ำตก ก่อนจะประคองศีรษะคนเจ็บขึ้นป้อนยาให้ช้าๆ
เวลาผ่านไปราวชั่วยาม เสี่ยวหลิ่งยังคงนั่งข้างๆ คอยประคับประคองชีพจรและปรับสมดุลลมปราณให้คนเจ็บ ในที่สุดสีหน้าของชายหนุ่มในชุดดำก็เริ่มดีขึ้น อาการไข้ลดลง ลายเส้นสีดำจางหายไป แม้จะยังไม่ฟื้นคืนสติ แต่อย่างน้อยอาการก็พ้นขั้นวิกฤติแล้ว
เสี่ยวหลิ่งถอนหายใจยาว เช็ดเหงื่อที่ไหลอาบใบหน้า ก่อนจะมองดูคนที่เขาช่วยไว้อย่างพินิจ ใบหน้าหล่อเหลาแฝงความเด็ดเดี่ยว แม้ในยามหมดสติก็ยังดูสง่างาม
“เ้าเป็ใครกัน?” เขาพึมพำถาม แม้จะรู้ว่าคงไม่ได้คำตอบในตอนนี้ “และเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ในสภาพเช่นนี้?”
เสียงน้ำตกยังคงดังต่อเนื่อง เป็จังหวะเดียวกับลมหายใจที่เริ่มสม่ำเสมอของคนเจ็บ เสี่ยวหลิ่งรู้ดีว่าเขาต้องพาคนผู้นี้ไปยังที่ปลอดภัยกว่านี้ แต่บางอย่างบอกเขาว่า การช่วยชีวิตครั้งนี้อาจนำพาเขาไปสู่เส้นทางที่ไม่คาดฝัน
...
เสี่ยวหลิ่งประคองร่างของชายหนุ่มที่ยังไม่ได้สติเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางลับที่แทบไม่มีใครรู้จัก ผ่านแนวไม้รกทึบและโขดหินสูงชัน จนมาถึงหน้าผาสูงที่ดูเหมือนทางตัน
เขาก้าวไปยังซอกหินที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้หนา ใช้มือข้างที่ว่างกดจุดลับบนก้อนหิน เสียงกลไกดังแ่เบา ก่อนที่ช่องทางลับจะเปิดออก เผยให้เห็นโพรงถ้ำกว้างที่ถูกดัดแปลงเป็ที่พักอาศัย ที่สามารถพักและหลบเร้นกายได้อย่างดี
“อดทนอีกนิด” เขาพึมพำกับคนเจ็บ พลางพาเข้าไปในถ้ำ แสงส่องจากตะเกียงน้ำมันที่แขวนไว้สาดส่องให้เห็นห้องพักขนาดเล็ก ที่จัดแต่งอย่างเรียบง่ายแต่เป็ระเบียบ มีเพียงบางมุมที่เต็มไปด้วยขวดโอสถและสมุนไพรนานาชนิด
เสี่ยวหลิ่งวางร่างของชายหนุ่มลงบนเตียงไม้ไผ่ที่ปูด้วยฟูกนุ่ม ก่อนจะรีบจัดแจงก่อไฟและต้มน้ำ มือเรียวยาวค่อยพลิกหน้าตำราเก่าที่เคยเป็ของมารดา ค้นหาตำรับยาถอนพิษที่เหมาะสม
กลิ่นหอมของสมุนไพรลอยอวลไปทั่วถ้ำ เมื่อเสี่ยวหลิ่งไม่รอช้า เริ่มต้มยา มือของเขาเลือกหยิบตัวยาแต่ละชนิดอย่างชำนาญ ชั่งน้ำหนักและผสมในอัตราส่วนที่ตำราบอกไว้ ขณะรอยาเดือด เขาเริ่มเปลี่ยนผ้าพันแผลชุดใหม่ให้คนเจ็บ
“าแลึกนัก...” เขาพึมพำขณะทำความสะอาดแผล บางแผลดูเหมือนถูกอาวุธวิเศษ บางแผลมีร่องรอยของพิษมาร แต่ละแผลล้วนบ่งบอกถึงการต่อสู้อันดุเดือด
ระหว่างที่รอยาต้ม เสี่ยวหลิ่งเริ่มนวดจุดลมปราณสำคัญเพื่อช่วยให้การไหลเวียนของพลังภายในดีขึ้น นิ้วที่แข็งแรงกดลงบนจุดต่างๆ อย่างแม่นยำ พลังบริสุทธิ์จากมือของเขาค่อยๆ แทรกซึมเข้าไป ช่วยขับไล่พิษมารที่ยังตกค้าง
“ฮึก...” เสียงครางแ่ดังขึ้นจากคนเจ็บ ใบหน้าบิดเกร็งด้วยความเ็ป แต่เสี่ยวหลิ่งไม่หยุดมือ เขารู้ดีว่าต้องทำต่อไป
“ทนหน่อย” เขาพูดเบาๆ “พิษกำลังถูกขับออก”
เวลาผ่านไปจนยาต้มเดือดได้ที่ เสี่ยวหลิ่งกรองยาใส่ถ้วยกระเบื้อง รอให้เย็นลงพอควร ก่อนจะประคองศีรษะคนเจ็บขึ้น ค่อยๆ ป้อนยาให้ทีละน้อย
กลไกป้องกันที่ซ่อนอยู่รอบถ้ำยังคงทำงานไม่หยุด คอยเตือนหากมีผู้บุกรุกเข้ามาใกล้ แต่ตลอดคืนก็ไม่มีสัญญาณอันตรายใดๆ มีเพียงเสียงไฟลุกไหม้สลับกับเสียงหายใจของคนทั้งสองที่ดังอยู่ในความเงียบ
เสี่ยวหลิ่งนั่งเฝ้าไข้จนดึก คอยเช็ดตัวลดไข้และป้อนยาเป็ระยะ สายตาของเขาจับจ้องใบหน้าของคนแปลกหน้าที่นอนสงบนิ่ง ด้วยความรู้สึกประหลาดที่บอกไม่ถูก ราวกับว่าการพบกันครั้งนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญ หรือบางทีจะเป็การจัดวางของชะตาฟ้า
“ข้าจะรู้จักเ้าในไม่ช้า” เขาพูดเบาๆ พลางจุดธูปหอมที่ช่วยให้หลับสบาย “และหวังว่าการช่วยชีวิตเ้าครั้งนี้ จะไม่เป็การตัดสินใจที่ผิดพลาด”
...
รุ่งสางของวันที่สาม แสงสลัวลอดผ่านช่องหินเข้ามาในถ้ำ อี้เฟิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก สายตาพร่ามัวกวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง มือข้างหนึ่งเลื่อนไปคลำหาอาวุธโดยสัญชาตญาณ
"ตื่นแล้วหรือ?" เสียงทุ้มนุ่มดังมาจากมุมหนึ่งของถ้ำ ชายในชุดพรานป่าเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยา “ดื่มยานี่ก่อน จะได้ทุเลาอาการเวียนหัว”
อี้เฟิงมองถ้วยยาแต่ก็ยังแฝงความคิดระแวง แต่เพราะกลิ่นสมุนไพรที่คุ้นเคย จึงทำให้เขาผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ข้า... อยู่ที่ใด?”
“กระท่อมของข้าในป่าลึก” เสี่ยวหลิ่งตอบพลางยื่นถ้วยยาให้ “พบท่านาเ็อยู่ใต้น้ำตก จึงพามาพักรักษาตัวที่นี่”
อี้เฟิงรับถ้วยยามาดื่มอย่างช้าๆ สมองพยายามเรียบเรียงความทรงจำที่สับสน “ขอบคุณที่ช่วยชีวิต ข้า... เป็เพียงพ่อค้าเร่ธรรมดา ระหว่างเดินทางถูกโจรป่าปล้น...”
เสี่ยวหลิ่งเก็บซ่อนรอยยิ้มบางๆ เมื่อได้ยินคำแก้ตัว าแและพิษมารบนร่างของชายตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่โจรป่าธรรมดาจะทำได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่ซักไซ้
“ข้าชื่อหลิง” เขาแนะนำตัวด้วยนามย่อ “เป็พรานป่าที่อาศัยอยู่แถบนี้”
“ข้า... อี้” อีกฝ่ายตอบกลับด้วยชื่อสั้นๆ เช่นกัน ดวงตาคมกริบสังเกตท่าทางของผู้ช่วยชีวิตอย่างละเอียด
บทสนทนาดำเนินไปอย่างระมัดระวัง ต่างฝ่ายต่างเลี่ยงตัวตนที่แท้จริง แต่แฝงการหยั่งเชิงกันไว้ในทุกคำพูด อี้เฟิงพยายามควบคุมลมปราณไม่ให้เป็ที่สังเกต แม้จะรู้สึกได้ถึงพลังภายในที่ซ่อนอยู่ในร่างของผู้ช่วยชีวิต
“แผลท่านยังไม่หาย” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยขึ้นขณะเตรียมยาชุดใหม่ “พักรักษาตัวที่นี่สักระยะก่อนเถิด”
อี้เฟิงลังเลชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับ เขารู้ดีว่าร่างกายยังไม่พร้อมจะเดินทาง และสัญชาตญาณของเขารับรู้ได้ว่าที่นี่เป็ที่หลบซ่อนที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้
"ขอรบกวนท่านแล้ว" เขาตอบกลับอย่างสุภาพ พลางสังเกตการจัดวางของในถ้ำ ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบ โดยเฉพาะมุมที่วางสมุนไพรและตำรายา มันต่างจากกระท่อมพรานป่าทั่วไป
เสี่ยวหลิ่งแกล้งทำเป็ไม่สังเกตสายตาสอดส่องของอีกฝ่าย เขาวางถ้วยยาลงข้างเตียง “ดื่มยาแล้วพักผ่อนเถิด ข้าจะออกไปหาอาหารมา”
เมื่อเสี่ยวหลิ่งเดินออกไป อี้เฟิงถอนหายใจยาว มือลูบแผลที่กำลังสมาน รอยแผลถูกดูแลอย่างประณีต ยาที่ใช้ก็ไม่ใช่ตำรับธรรมดา ผู้ช่วยชีวิตผู้นี้ต้องมีความรู้ทางการแพทย์ขั้นสูง
“ผู้มีพระคุณที่น่าสนใจจริงๆ” เขาพึมพำ ขณะที่สมองยังคงครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา และสงสัยว่าการพบกันครั้งนี้จะนำพาเขาไปสู่หนทางใด
นอกถ้ำ เสี่ยวหลิ่งยืนพิงต้นไม้ใหญ่ มองดูหมอกเช้าที่ลอยเอื่อยอยู่เหนือป่า รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า "พ่อค้าเร่หรือ... ช่างเป็เื่ที่น่าสนใจจริงๆ"
...
เย็นวันนั้น เสี่ยวหลิ่งนั่งเตรียมอาหารอยู่หน้ากองไฟเล็กๆ ขณะที่หางตายังคงสังเกตอี้เฟิงที่กำลังเดินช้าๆ รอบถ้ำเพื่อยืดเส้นยืดสาย แม้จะยังมีอาการาเ็ แต่ทุกย่างก้าวของอีกฝ่ายกลับเบาหวิวราวกับใบไม้ร่วง มันเป็ ท่าทางที่มีเพียงผู้ฝึกวิชาตัวเบาขั้นสูงเท่านั้นที่จะทำได้
“อาหารจวนเสร็จแล้ว” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยขึ้น เจตนาวางถ้วยกระเบื้องลงบนพื้นแรงกว่าปกติเล็กน้อย เสียงกระทบดังกังวานจนน่าใ
ในชั่วพริบตานั้น อี้เฟิงพลิกตัวหลบโดยสัญชาตญาณ ท่วงท่าคล่องแคล่วราวกับนกในอากาศ ก่อนจะรู้ตัวว่าเป็เพียงเสียงถ้วยกระทบพื้น
“ข้า... ใไปหน่อย” อี้เฟิงแก้ตัวอย่างเก้อเขิน พยายามกลบเกลื่อนท่าทางที่เผยออกมา
เสี่ยวหลิ่งแสร้งทำเป็ไม่สังเกตเห็น เขาตักซุปสมุนไพรใส่ถ้วย “ลองชิมดูสิ ข้าใส่โสมป่าและตังเซียมลงไปด้วย จะได้ฟื้นฟูร่างกายเร็วขึ้น”
อี้เฟิงรับถ้วยซุปมา จับสังเกตสีและกลิ่นอย่างแเี “ท่านรู้จักสมุนไพรดีนัก ตังเซียมที่ใส่ลงไปเป็ชนิดที่งอกทางทิศเหนือของูเาสินะ รสชาติจะหวานกว่าชนิดที่งอกทางทิศใต้”
ดวงตาของเสี่ยวหลิ่งเป็ประกายวาบ ความรู้เื่สมุนไพรเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่พ่อค้าทั่วไปจะรู้
ระหว่างมื้ออาหาร เสี่ยวหลิ่งแอบสังเกตการใช้ตะเกียบของอี้เฟิง นิ้วที่จับตะเกียบมีรอยด้านจากการถือดาบ การเคลื่อนไหวแม่นยำแฝงความสง่างามเหมือนการร่ายรำ
อี้เฟิงเองก็สังเกตเห็นรอยแผลเป็เก่าๆ บนมือของเสี่ยวหลิ่ง มันน่าจะเป็ รอยแผลที่เกิดจากการฝึกกระบี่ขั้นสูง และการหายใจที่เป็จังหวะสม่ำเสมอแบบผู้ฝึกพลังภายใน
“ซุปรสชาติดียิ่งนัก” อี้เฟิงเอ่ยชม พลางวางถ้วยลงอย่างนุ่มนวล ไม่มีเสียงดังแม้แต่น้อย “สมกับที่เป็พรานป่าที่รู้จักสมุนไพรชั้นดี”
“เป็แค่ความรู้เล็กน้อยเท่าน ที่ข้าร่ำเรียนมา” เสี่ยวหลิ่งตอบกลับอย่างถ่อมตัว “ข้าว่ามันเทียบไม่ได้กับพ่อค้าเร่ที่เดินทางไปทั่ว คงได้เห็นสมุนไพรนานาชนิดมามากมาย”
ทั้งสองสบตากันชั่วครู่ รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า ต่างรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่อย่างที่แสดงออก แต่ก็เลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้ในใจ
ค่ำคืนนั้น ขณะที่แสงไฟวูบไหวอยู่ในถ้ำ ทั้งสองนั่งจิบชาร้อนๆ ท่ามกลางความเงียบ แต่ละคนครุ่นคิดถึงปริศนาของอีกฝ่าย และสงสัยว่าโชคชะตาจะนำพาพวกเขาไปในทิศทางใด
เสี่ยวหลิ่งมองดูไอชาที่ลอยขึ้นในอากาศ เหมือนกับความลับที่ค่อยๆ เผยตัวออกมาทีละน้อย เขารู้ว่าไม่ช้าก็เร็ว ม่านหมอกแห่งการพรางตัวจะต้องเลือนหายไป แต่ตอนนี้ ปล่อยให้มันเป็เกมแห่งการหยั่งเชิงไปก่อน
...
เสียงนกป่าร้องเตือนดังขึ้นผิดจังหวะ ทำให้เสี่ยวหลิ่งที่กำลังเก็บสมุนไพรชะงักมือ อี้เฟิงที่นั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ก็ลุกขึ้นยืนอย่างระแวดระวัง ทั้งสองสบตากันชั่วครู่ เวลาผ่านไปไม่นาน พวกเขาไม่ได้มีแค่สองคนที่อยู่ในป่าแห่งนี้ รอบพวกเขา ปรากฏกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
“พี่น้องทั้งหลาย! ออกมา!” เสียงหัวเราะดังลั่น พร้อมกับร่างของโจรป่าสิบกว่าคนที่โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ “ส่งข้าวของมีค่าทั้งหมดมา แล้วพวกเ้าจะรอดตาย!”
เสี่ยวหลิ่งก้าวออกมาข้างหน้า ในมือถือเพียงกิ่งไม้ที่เก็บได้จากพื้น “พวกเราเป็เพียงพรานป่าธรรมดา ไม่มีสิ่งมีค่าใดๆ”
“ธรรมดารึ?” หัวหน้าโจรหัวเราะเยาะ “ข้าได้กลิ่นยาหายากโชยมาแต่ไกล คงมีราคาดีไม่น้อย!”
โจรป่าพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน เสี่ยวหลิ่งใช้กิ่งไม้ในมือรับมือ พยายามควบคุมการเคลื่อนไหวให้ดูเหมือนชาวบ้านธรรมดาที่พอมีวิชาป้องกันตัว แต่ในใจกลับประหลาดใจที่พบว่าตนเองรู้ตำแหน่งของอี้เฟิงตลอดเวลา ราวกับมีสายใยบางเบาเชื่อมโยงพวกเขาไว้
อี้เฟิงเองก็ต่อสู้อย่างสำรวม ใช้เพียงหมัดและเท้าในการป้องกันตัว แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับประสานสอดคล้องกับเสี่ยวหลิ่งอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อเสี่ยวหลิ่งก้าวไปทางซ้าย อี้เฟิงก็จะเคลื่อนไปทางขวาโดยไม่ต้องมองหน้ากัน เมื่อฝ่ายหนึ่งโจมตี อีกฝ่ายก็จะป้องกันช่องว่างให้โดยอัตโนมัติ
“ระวัง!” เสี่ยวหลิ่งะโเตือนโดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นดาบที่พุ่งเข้าหาอี้เฟิงจากด้านหลัง พลังภายในแล่นพล่านอย่างควบคุมไม่ได้ กิ่งไม้ในมือพลันเปล่งประกายวาบ พุ่งออกไปรับดาบนั้นได้พอดิบพอดี
อี้เฟิงรู้สึกถึงพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากเสี่ยวหลิ่ง และประหลาดใจที่พบว่าพลังภายในของตนก็ตอบสนองราวกับเป็เนื้อเดียวกัน เขาหมุนตัวหลบ พร้อมกับปล่อยพลังออกไปเสริมการป้องกันของเสี่ยวหลิ่งโดยไม่รู้ตัว
“นี่มัน...” หัวหน้าโจรถอยกรูดด้วยความใ เมื่อเห็นแสงประหลาดที่แผ่ออกมาจากทั้งสอง “มันสองคนไม่ธรรมดา! พวกเราถอย!”
เมื่อโจรป่าหนีหายไป ทั้งสองยืนหอบหายใจท่ามกลางความเงียบ ต่างคนต่างรู้สึกถึงพลังประหลาดที่เกิดขึ้น มันเป็ พลังที่ไม่เคยััมาก่อน แต่กลับคุ้นเคยราวกับเป็ส่วนหนึ่งของตัวเอง
“เ้า...” ทั้งคู่เอ่ยขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะชะงักไป ในดวงตาฉายแววสงสัยและประหลาดใจ
เสี่ยวหลิ่งมองดูกิ่งไม้ในมือที่ยังคงมีรอยพลังค้างอยู่ ภาพความทรงจำบางอย่างวูบไหวในหัว แต่จับต้นชนไม่ถูก “พลังจากตัวเ้า... มันช่างคุ้นเคยยิ่งนัก”
อี้เฟิงพยักหน้าเบาๆ มือลูบหน้าอกที่ยังคงรู้สึกถึงพลังที่แล่นวาบ “ตัวข้าเองก็รับรู้ได้เช่นกัน ราวกับ... ดั่งเคยต่อสู้เคียงข้างกันมาก่อน”
สายลมพัดผ่าน พาเอาใบไม้ร่วงหล่นลงมาระหว่างพวกเขา ความเงียบที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่ทั้งคู่รู้ดีว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมด
“กลับกันเถอะ” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยขึ้นในที่สุด “แผลของเ้าอาจจะเปิดอีก”
อี้เฟิงพยักหน้า แต่ขณะที่เดินกลับ เขาอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดถึงความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้น และสงสัยว่า โชคชะตากำลังนำพาเขาไปสู่หนทางใด
...
หลังเหตุการณ์ปะทะกับโจรป่า อี้เฟิงนั่งพักรักษาแผลที่เปิดใหม่ ขณะที่เสี่ยวหลิ่งค้นหาสมุนไพรในถ้ำ จู่ๆ หินก้อนหนึ่งที่เขาเหยียบพลันขยับ เผยให้เห็นช่องลับเล็กๆ ด้านใน
“นี่มัน...” เสี่ยวหลิ่งหยิบม้วนคัมภีร์เก่าที่ซ่อนอยู่ขึ้นมา ฝุ่นบางๆร่วงหล่น เผยให้เห็นตราสัญลักษณ์โบราณสองดวงที่ประทับอยู่บนผ้าไหมที่ห่อคัมภีร์
อี้เฟิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลถึงกับสะดุ้ง ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์นั้น “ตรานี้...”
"เ้ารู้จักมันหรือ?" เสี่ยวหลิ่งถาม น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย เพราะหนึ่งในตรานั้นคือตราประจำตระกูลของเขาเอง
ทั้งสองสบตากันนิ่ง ก่อนที่เสี่ยวหลิ่งจะคลี่ม้วนคัมภีร์ออกอย่างระมัดระวัง ตัวอักษรโบราณปรากฏขึ้นพร้อมกับภาพวาดการร่ายรำกระบี่ที่ประณีตงดงาม
“วิชาผูกพันร่างกระบี่...” อี้เฟิงอ่านชื่อวิชาที่เขียนไว้ตรงต้นม้วน “วิชาที่ต้องใช้ผู้ฝึกสองคนที่มีพลังสอดคล้องกัน...”
เสี่ยวหลิ่งพลันชะงัก เมื่ออ่านถึงบทกวีโบราณที่เขียนไว้ตอนต้น
“เมื่อดาวคู่บุญพบพาน
สายสัมพันธ์นั้นผูกพัน
ดั่งสายธารไหลรินหวนคืนถิ่น
กระบี่คู่ฟ้าลิขิตนิรันดร์”
“บทกวีนี้...” อี้เฟิงพึมพำ “ข้าเคยได้ยินมาั้แ่เด็ก...”
“ข้าก็เช่นกัน” เสี่ยวหลิ่งตอบเสียงแ่เบา “มารดาร้องกล่อมยามข้านอน...”
ความเงียบปกคลุมไปชั่วครู่ ก่อนที่อี้เฟิงจะลุกขึ้นยืน “พลังที่บังเกิดเมื่อครู่นั้น... มันหาใช่เื่บังเอิญ”
เสี่ยวหลิ่งพยักหน้า “เ้าคิดเช่นเดียวกับข้า... พวกเราลองฝึกวิชานี้ด้วยกันดูไหม?”
ทั้งสองออกมายังลานโล่งหน้าถ้ำ เริ่มฝึกท่าพื้นฐานตามภาพในคัมภีร์ แม้จะเพิ่งเคยเห็นท่ารำเหล่านี้เป็ครั้งแรก แต่ร่างกายกลับเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเคยฝึกมาก่อน
“เหลือเชื่อ...” อี้เฟิงอุทานเบาๆ เมื่อพลังภายในของเขาไหลเวียนสอดประสานกับพลังของเสี่ยวหลิ่งได้อย่างกลมกลืน ไม่มีการติดขัดหรือต่อต้านแม้แต่น้อย
แสงสีฟ้าอ่อนเรืองรองขึ้นรอบกายทั้งสอง ขณะที่พวกเขาเคลื่อนไหวประสานกันราวกับเงาสะท้อน เสี่ยวหลิ่งรู้สึกได้ถึงจังหวะการหายใจของอี้เฟิง และอี้เฟิงก็รับรู้ถึงการเต้นของหัวใจเสี่ยวหลิ่ง
“นี่มันเหนือคำอธิบาย...” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยขึ้นหลังจบท่ารำ “โอ้ มันราวกับว่า...”
“ราวกับว่าพวกเราเคยฝึกวิชานี้ด้วยกันมาก่อน” อี้เฟิงต่อประโยคให้จบ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด
สายลมพัดผ่าน พาเอากลีบดอกไม้ป่าปลิวว่อน ทั้งสองยืนนิ่งท่ามกลางความเงียบ ต่างรู้สึกได้ถึงสายใยบางเบาที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน มันเป็ สายใยที่ดูเหมือนจะมีมาั้แ่ก่อนที่พวกเขาจะได้พบกัน
“พรุ่งนี้...” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยขึ้นหลังจากความเงียบยาวนาน “เราฝึกด้วยกันอีกนะ”
อี้เฟิงพยักหน้า รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า "ข้าก็กำลังจะพูดเช่นนั้นพอดี"
ม้วนคัมภีร์เก่าถูกวางไว้บนโขดหิน สายลมพัดพลิกหน้ากระดาษเบาๆ เผยให้เห็นตราสองดวงที่ประทับอยู่ มันเป็ ตราที่บ่งบอกถึงชะตากรรมที่ถูกลิขิตไว้นานแสนนาน และบัดนี้ ได้นำพาผู้ถูกเลือกมาพบกันอีกครั้ง
...
ในยามสาย แสงอาทิตย์ลอดผ่านใบไม้ในป่าทึบ ทำให้เกิดเงาสะท้อนระยิบระยับ เสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงนั่งขัดสมาธิหันเผชิญหน้ากัน ด้วยระยะห่างเพียงหนึ่ง่แขน บนพื้นหญ้านุ่มที่ยังมีน้ำค้างเกาะ
“หายใจเข้าพร้อมกัน...” เสี่ยวหลิ่งกล่าวเบาๆ ขณะที่ทั้งคู่หลับตา ััได้ถึงลมหายใจของกันและกัน “ตามที่เขียนไว้ในตำรา เราต้องทำให้ลมปราณของเราประสานกันก่อน”
ลมหายใจของทั้งสองค่อยๆ เข้าจังหวะเดียวกัน ราวกับเป็คนเดียวกัน ความรู้สึกแปลกประหลาดค่อยๆ ก่อตัวขึ้น เหมือนมีสายใยบางเบาเชื่อมต่อระหว่างทั้งคู่
“รู้สึกหรือไม่?” อี้เฟิงถามเบาๆ โดยไม่ลืมตา “เหมือนมีบางอย่าง...”
“ใช่” เสี่ยวหลิ่งตอบ “เหมือนสายน้ำสองสายที่หลั่งไหลกัน”
ทั้งคู่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ยังคงหลับตาและรักษาจังหวะการหายใจ มือทั้งสองข้างประสานกันด้านหน้า ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนไหวเป็วงกลม
“ขั้นต่อไป...” เสี่ยวหลิ่งกระซิบ “เราต้องชักกระบี่พร้อมกัน...”
เสียงฉึกของกระบี่ที่ถูกชักออกจากฝักดังขึ้นพร้อมกัน แม้ทั้งคู่จะยังหลับตา แต่กลับรู้สึกได้ถึงตำแหน่งของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
“หนึ่ง...” เสี่ยวหลิ่งนับ
กระบี่ทั้งสองเงื้อขึ้นพร้อมกัน
“สอง...”
คมกระบี่วาดเป็วงโค้งสวยงาม
“สาม!”
เมื่อคมกระบี่ปะทะกัน แสงสีฟ้าอ่อนพุ่งออกมาจากจุดกระทบ ทั้งคู่ลืมตาขึ้นด้วยความใ แต่ยังคงรักษาท่าไว้ได้
“นี่มัน...” อี้เฟิงกล่าวอย่างประหลาดใจ
แสงนั้นค่อยๆ แผ่ขยายออก โอบล้อมร่างทั้งสองไว้ในวงกลมแสงสีฟ้าอ่อน เส้นลมปราณที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเริ่มปรากฏเป็เส้นแสงบางๆ เชื่อมต่อระหว่างทั้งคู่
ทันใดนั้น ภาพความทรงจำก็แวบเข้ามาในหัวของทั้งสอง... ภาพของสวนดอกท้อในฤดูใบไม้ผลิ... เสียงหัวเราะของเด็กน้อยสองคน... กลิ่นหอมของธูปในวันพิธี...
“เ้า...” ทั้งคู่เอ่ยขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะชะงักไป ความทรงจำนั้นจางหายไปเร็วเท่ากับที่ปรากฏ แต่ความรู้สึกบางอย่างยังคงค้างอยู่... ความรู้สึกคุ้นเคยที่ไม่อาจอธิบายได้
“เรา... เคยพบกันมาก่อนหรือ?” อี้เฟิงถาม น้ำเสียงสั่นเครือ
เสี่ยวหลิ่งส่ายหน้าช้าๆ “ข้าไม่แน่ใจ... แต่ความรู้สึกนี้...”
แสงสีฟ้าอ่อนค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่อึดอัด ทั้งคู่ยืนนิ่ง กระบี่ยังคงแนบชิด ไม่อาจละสายตาจากกันและกัน
“พวกเราควรฝึกต่อ” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยขึ้นในที่สุด พยายามสลัดความคิดสับสนออกไป “ยังมีท่าต่อไปที่ต้องฝึก...”
อี้เฟิงพยักหน้า แม้ดวงตาจะยังคงฉายแววครุ่นคิด “ใช่... เราต้องฝึกให้แข็งแกร่งขึ้น”
ทั้งคู่เริ่มฝึกท่าต่อไป แต่ความรู้สึกประหลาดนั้นยังคงอยู่ ราวกับมีสายใยบางเบาที่เชื่อมโยงหัวใจของทั้งสองเข้าด้วยกัน... สายใยที่ดูเหมือนจะมีมาั้แ่ก่อนที่พวกเขาจะจำความได้
...
ยามพลบค่ำ หลังการฝึกวิชาผูกพันร่างกระบี่ เสี่ยวหลิ่งนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ สายลมเย็นพัดผ่านใบไม้ ก่อให้เกิดเสียงกรอบแกรบแ่เบา กลิ่นหอมของดอกเหมยที่เพิ่งเริ่มผลิบานลอยมาตามสายลม
ทันใดนั้น กลิ่นดอกเหมยก็ปลุกความทรงจำบางอย่างในส่วนลึกของจิตใจ... ภาพของสวนดอกเหมยกว้างใหญ่ในฤดูหนาว เด็กชายสองคนวิ่งไล่จับกันท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่น เสียงหัวเราะใสกังวานดังก้องไปทั่วสวน
“ระวังล้มนะ!” เสียงห่วงใยของใครบางคนดังแว่วมา แต่ใบหน้านั้นยังคงพร่าเลือน
เสี่ยวหลิ่งสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของอี้เฟิงที่เดินเข้ามาใกล้ พร้อมถือน้ำชาร้อนมาสองถ้วย
“ดื่มชาก่อนนะ” อี้เฟิงยื่นถ้วยชาให้ น้ำเสียงนุ่มนวลของเขาทำให้เสี่ยวหลิ่งรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยได้ยินมานานแสนนาน
“ขอบคุณ” เสี่ยวหลิ่งรับถ้วยชามา สังเกตเห็นท่าทางที่อี้เฟิงนั่งลง... การวางมือ การเอียงคอเล็กน้อย ทุกอย่างดูคุ้นตาราวกับเคยเห็นมาก่อน
“เ้าเคยไปงานเทศกาลโคมไฟที่ตระกูลหลิ่งหรือไม่?” เสี่ยวหลิ่งถามขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงถามคำถามนี้
อี้เฟิงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้า “ข้าจำไม่ได้... แต่เมื่อเ้าพูดถึง ข้ากลับนึกถึงแสงโคมระยิบระยับ กลิ่นธูปหอม และเสียงดนตรีแว่วๆ...”
“และเด็กชายสองคนที่วิ่งเล่นในสวนดอกเหมย?” เสี่ยวหลิ่งต่อประโยคอย่างลังเล
ดวงตาของอี้เฟิงเบิกกว้าง “ใช่! ข้าก็เห็นภาพนั้นเช่นกัน... ในความฝัน หรือว่า...”
“ในความทรงจำ” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยแ่เบา
ความเงียบปกคลุมทั้งคู่ มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้และเสียงจิ้งหรีดขับขานในความมืด ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง พยายามไขปริศนาของความทรงจำที่พร่าเลือน
“บางครั้งเวลาเ้าหัวเราะ...” อี้เฟิงเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ “ข้ารู้สึกเหมือนเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน ในที่ที่เต็มไปด้วยดอกท้อบาน...”
“และเวลาเ้าขมวดคิ้ว” เสี่ยวหลิ่งต่อ “ข้าก็อยากจะยื่นมือไปแตะหว่างคิ้วเ้า เหมือนเคยทำมาก่อน...”
ทั้งคู่สบตากัน ในดวงตาฉายแววสับสนปนความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ เหมือนมีสายใยบางเบาที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน... สายใยที่ถูกถักทอมาั้แ่วัยเยาว์
ไฟในเตาที่ใช้ต้มชาค่อยๆ มอดลง ทิ้งเพียงแสงสลัวที่สะท้อนบนใบหน้าของทั้งคู่ เงาไฟเต้นระริกบนพื้นดิน เหมือนภาพความทรงจำที่กำลังเต้นระบำอยู่ในใจ... ความทรงจำที่รอวันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
“บางที...” อี้เฟิงเอ่ยเบาๆ “สักวันเราคงจะได้รู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้มาจากที่ใด”
เสี่ยวหลิ่งพยักหน้า มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เหมือนกับท้องฟ้าในคืนเทศกาลโคมไฟวันนั้น... วันที่เขาจำไม่ได้ แต่หัวใจกลับจดจำได้ดี
“ใช่...” เขาตอบเบาๆ “สักวัน...”
...
รุ่งสางของวันที่สาม เสียงนกสื่อสารพิเศษส่งเสียงร้องแหลมยาว ก่อนจะร่อนลงมาเกาะที่ข้อมือของอี้เฟิง หัวใจของทั้งสองเต้นระรัวเมื่อคลี่กระดาษที่ผูกติดมากับขานก
“มีการเคลื่อนไหวที่เมืองมาร” อี้เฟิงอ่านด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “พวกเขากำลังรวบรวมกำลัง... และ...” เขาชะงัก พร้อมสีหน้าเปลี่ยนไป
“มีอะไรหรือ?” เสี่ยวหลิ่งถามอย่างร้อนใจ
“มีข่าวว่าพบร่องรอยของน้องสาวข้า” อี้เฟิงกำมือแน่น “นางถูกพาตัวไปที่หอคอยดำ”
ความเงียบปกคลุมทั้งคู่ ต่างรู้ดีว่านี่หมายถึงอะไร... พวกเขาต้องแยกจากกัน
เสี่ยวหลิ่งหยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเหมยออกมา "ถ้าเช่นนั้น... เ้าต้องรีบไป" เขายื่นผ้าเช็ดหน้าให้อี้เฟิง "นี่เป็ของที่มารดาข้าทิ้งไว้ให้... มันมีกลิ่นสมุนไพรพิเศษที่ช่วยถอนพิษได้ เ้าอาจต้องใช้มัน"
อี้เฟิงรับมาด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ก่อนจะถอดแหวนหยกสีขาวออกจากนิ้ว “และนี่... เป็แหวนประจำตระกูลของข้า มันจะช่วยปกป้องเ้าจากพลังมาร”
ทั้งคู่สบตากัน ความรู้สึกมากมายถูกส่งผ่านสายตาโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด
“เราจะพบกันอีกที่ไหน?” เสี่ยวหลิ่งถามเสียงแ่
“ศาลาเก้าเมฆา บนยอดเขาหลินเซียน” อี้เฟิงตอบ “ในคืนเดือนเพ็ญเดือนที่แปด... ที่นั่นมีจุดของพลังธาตุ จะช่วยให้วิชาผูกพันร่างกระบี่ของเราแข็งแกร่งขึ้น”
เสี่ยวหลิ่งพยักหน้า "ข้าจะไปให้ถึงที่นั่น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
“และหากมีเหตุฉุกเฉิน...” อี้เฟิงหยิบแผ่นหยกบางออกมา แตกมันออกเป็สองซีก "เมื่อนำหยกสองซีกมาชนกัน มันจะส่งคลื่นพลังถึงกัน ในระยะห้าสิบลี้"
เสี่ยวหลิ่งรับซีกหยกมา รู้สึกถึงความอุ่นที่แผ่ซ่านจากมัน “ระวังตัวด้วย... และ...” เขาลังเลเล็กน้อย "ช่วยน้องสาวเ้าให้ได้"
อี้เฟิงยิ้มบางๆ แววตาอ่อนโยน “เ้าก็เช่นกัน... อย่าให้ใครจับได้ว่าเ้าหนีออกมาจากสำนัก”
ลมเย็นพัดผ่าน พาเอากลิ่นดอกเหมยมาอีกครั้ง ทั้งคู่ยืนนิ่งครู่หนึ่ง ไม่อยากให้่เวลานี้ผ่านไป
“เ้าจำได้ไหม...” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน “ในความทรงจำที่เพิ่งกลับมา... เราเคยสัญญาอะไรกันไว้ใต้ต้นท้อ?”
อี้เฟิงส่ายหน้า แต่ริมฝีปากยังคงยิ้ม “ขณะนี้ข้าจำไม่ได้... แต่บางที เมื่อเราพบกันอีกครั้ง เราอาจจะจำได้”
“ใช่...” เสี่ยวหลิ่งตอบ “เมื่อเราพบกันอีกครั้ง...”
รุ่งอรุณเริ่มทาบทอแสงสีทองบนยอดไม้ อี้เฟิงสูดหายใจลึก ก่อนจะหันหลังและะโขึ้นต้นไม้อย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเงาร่างที่เคลื่อนไหวอย่างว่องไวไปตามกิ่งไม้
เสี่ยวหลิ่งยืนมองจนร่างนั้นหายลับไป มือกำซีกหยกแน่น หัวใจเต้นด้วยจังหวะและความรู้สึกที่บอกไม่ถูก... ความรู้สึกที่มากกว่าการจากลาของมิตรสหาย
เขาเหลือบมองท้องฟ้าที่ค่อยๆ สว่างขึ้น ก่อนจะกระซิบกับตัวเอง “ข้าสัญญา... เราจะได้พบกันอีก”