บทที่6
ชีวิตบ้านสวน
ระหว่างฉันนั่งคัดลายมือเขานั่งตอบจดหมาย ฉันไม่รู้ว่าเขาทำงานอะไรท่าทางเขาจะยุ่งแต่ยังอุตส่าห์สละเวลามาสอนฉันเขียนอ่าน ฉันพูดขอบคุณเขาในใจ
"...? มีอะไรรึ?"เขาจับได้ว่าฉันมองอยู่จึงเงยหน้าขึ้น ฉันรีบส่ายหน้าและกลับไปคัดลายมือต่อ
ทว่าสายตาเขายังจับอยู่ที่ใบหน้าฉันพอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็เห็นสีหน้าเศร้าโศกเพียงแต่สีหน้านั้นมลายหายไปเมื่อเขาเบนความสนใจกลับไปที่งานตรงหน้า
“...” สายตาเขาเลื่อนมาที่ฉันอีกครั้ง“หยุดก่อน”
“..?”
ชายหนุ่มลุกขึ้นและขยับมานั่งฝั่งเดียวกับฉันได้กลิ่นที่คล้ายกับใบชาโชยออกมาจากเสื้อผ้ายามที่เขานั่งลง
“เ้าคัดไปถึงส่วนที่เป็คำแล้วถือว่าเร็วมาก” เขาพูดและโน้มตัวเข้ามาเรื่อยๆััความอุ่นของอุณหภูมิร่างกายอีกฝ่ายได้ “...แต่รูปอักษรเ้ายังไม่ค่อยสวย”
ฉันคัดไปถึงจุดที่เอาพยัญชนะ สระกับวรรณยุกต์มารวมเป็อักษรตัวเดียว แต่มันดูโย้เย้อย่างที่เขาว่าบางตัวหัวใหญ่ก้นเล็ก บางตัวมีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางจนดูเหมือนอักษรสองตัวแทนที่จะเป็ตัวเดียวขาดความสมดุลอย่างรุนแรง
“เวลาเ้าจะเขียนเ้าต้องนึกภาพอักษรทั้งตัวไว้ก่อนแล้วค่อยลงมือเขียนเส้นแรก จะทำให้สมดุลขึ้น”เขากล่าวด้วยเสียงทุ้มนุ่ม นิ้วยาวลากรูปสี่เหลี่ยมบนกระดาษ“พอเ้านึกภาพออกแล้วว่าพยัญชนะตัวนี้ควรกินพื้นที่ประมาณเท่าใดสระตัวนี้ควรใหญ่เท่าใด เ้าค่อยลงมือเขียน”
ฉันพยักหน้ารัวๆเพราะตอนนี้เขาอยู่ใกล้จนลมหายใจเป่าใส่หูฉันเต็มๆท่าทางเ้าตัวจะไม่รู้ว่าทำฉันปั่นป่วน เพราะถ้าเขารู้สึกเช่นนั้นฉันต้องรับรู้แล้ว อารมณ์ของเขาที่ฉันััได้มีแต่ความตั้งใจในการสอน
“ส่วนเส้นนี้...ที่เ้าเขียนไม่มีอะไรผิด หากแต่ถ้าอยากเขียนให้สวย เ้าต้องตวัดปลายดินสออย่างนี้”
หนิงหลงจับมือฉันความอุ่นจากฝ่ามือโอบล้อมปลายดินสอจรดกระดาษและเขียนตัวอักษรสวยงามยิ่งกว่าในหนังสือ
“อย่างนี้...เ้าพอเข้าใจหรือไม่?”
ฉันไม่ได้ตั้งใจสังเกตว่าเขาเขียนเช่นไรเพราะมัวแต่ใกับความใหญ่และอุ่นของมือที่โอบฉันอยู่มองตัวอักษรสวยงามที่อยู่บนกระดาษด้วยสมองว่างเปล่า
หนิงหลงจับมือฉันเขียนอักษรออกมาอีกตัวและสาธิตการตวัดดินสออีกครั้งคราวนี้ฉันเริ่มตั้งสติได้เลยพอรู้เื่บ้าง
“หลังจากนี้ ข้าอยากให้เ้าลองเขียนพยัญชนะโดยไม่ต้องดูแบบ...”
พอชายหนุ่มจะหันมองเขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าอยู่ใกล้กับฉันมากขนาดไหน ปลายจมูกเขาแทบััหน้าผาก
หนิงหลงอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบถอยทิ้งระยะ
“...ต้องขอโทษด้วย” เขากระแอม“แต่...เ้าพอเข้าใจแล้วหรือยัง?”
ฉันพยักหน้ารัว หัวใจเ้ากรรมเต้นด้วยจังหวะที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ
เขาบอกให้ฉันทำอะไรนะ? คัดโดยไม่ดูแบบใช่ไหม?ต้องใช่แล้วแหละ
“เ้าแง้มดูแบบได้แต่พยายามอย่ามองเยอะ ระหว่างนี้ข้าขอทำงานให้เสร็จก่อน...”
หนิงหลงกลับไปทำงานในขณะที่ฉันตั้งสติคัดลายมือต่อมือยังรู้สึกอุ่นอยู่เลย
รูปแบบของพยัญชนะและสระที่ประกอบขึ้นมาเป็อักษรตัวหนึ่งไม่ได้ซับซ้อนมากที่ยากคือการเขียนออกมาให้สวย ฉันฝึกเขียนไปเรื่อยๆเปิดหนังสือดูเป็ระยะเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองเขียนถูกต้อง พอสมองตื้อก็ยกชาขึ้นจิบ
ชายหนุ่มขอถ้วยชาฉันไปรินใหม่เมื่อชาในถ้วยเย็นตอนแรกฉันนึกว่าชาจะเข้มจนดื่มไม่ได้ตามประสาชาที่ถูกทิ้งไว้ในกานานเกินไปแต่ดูเหมือนระหว่างที่ฉันมัวแต่ตั้งสมาธิกับแบบฝึกหัด เขาแอบเปลี่ยนน้ำร้อนชาจึงเข้มกำลังพอดี
...เป็คนที่ใส่ใจจริงๆท่าทางเขาจะชอบชามาก
ได้เวลาอาหารกลางวันหนิงหลงปิดผนึกจดหมายฉบับสุดท้ายก่อนจะรอจนฉันเขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จ
“ไปหาอะไรทานกัน”เขาชวนและเดินนำไปก่อน ฉันต้องรอจนขาหายเหน็บกินก่อนจะลุกตามเขาไปที่ประตู
ซูเหลียงกลับมาจากการจ่ายตลาดพอดี
“หลีกเร็วขอรับ ข้าน้อยซื้อไขมันแกะมาเดี๋ยวเสียหมด” เขาพุ่งพรวดเข้าไปในครัว ฉันมองหนิงหลงเป็เชิงถามว่าซูเหลียงเป็แบบนี้ตลอดเลยเหรอ?หนิงหลงแค่ถอนหายใจ
ถิงถิงอยู่ในครัว กำลังมองซูเหลียงจัดการวัตถุดิบที่เพิ่งซื้อมาฉันอาสาเข้าไปช่วยก็โดนไล่ให้ไปกินข้าวก่อน
ในครัวมีหม้อตั้งอยู่บนเตาเปิดฝาก็พบว่าเป็ถั่วเขียวต้มที่ยังไม่เข้าที่ดี ไม่ใช่อาหาร
ขณะซูเหลียงล้างผักอยู่ข้างนอกหนิงหลงหยิบเต้าหู้และแตงกวามา
“ถิงถิงไม่ชอบแตงกวา...”เด็กหญิงทำหน้าบึ้ง
“คนไม่ทำกับข้าวไม่มีสิทธิ์เลือกขอรับ”เด็กหนุ่มที่เพิ่งออกไปผลุบเข้ามาหยิบผักไปล้างเพิ่ม “นายท่านอยากได้อะไรไหมขอรับ?ข้าน้อยจะหยิบให้”
“ไม่เป็ไร เ้าทานอะไรมาหรือยัง?”
“ทานแป้งนึ่งมาแล้วขอรับ ไม่ต้องห่วง”พูดจบ เด็กหนุ่มผมหางม้าก็หายออกไปข้างนอกอีกครั้ง
ฉันมองหนิงหลงทำอาหารไม่นึกว่าท่านชายจะทำกับข้าวเป็ด้วย แต่บ้านนี้อยู่กันแค่สามคนแถมคนหนึ่งยังเป็เด็กเล็กคงต้องทำไว้บ้างเหมือนกัน
เขาเอาแตงกวามาหั่นและทุบเล็กน้อยจากนั้นจึงใส่กระเทียมสับ น้ำมันงา และพริกเผา คลุกให้เข้ากันก็ตักใส่จาน ได้มาเป็ยำแตงกวา
อีกจานหนึ่ง เขาตักซีอิ๊ว น้ำมันงางาขาว และพริกสดที่หั่นแล้วใส่ถ้วย นำมาผสมจนเข้ากันดี จากนั้นหั่นเต้าหู้เป็ลูกเต๋าขนาดพอดีคำก่อนจะราดซอสที่เขาผสมไว้
หากถามว่าเหตุใดฉันจึงรู้ว่าเครื่องปรุงอะไรเป็อะไร...นั่นเพราะฉันชิมมันหมดทุกอย่างหลังเขาใช้เรียบร้อยซีอิ๊วที่นี่มีกลิ่นเฉพาะตัวต่างจากที่ฉันคุ้นชิน ท่าทางจะเป็ซีอิ๊วหมักเอง
สุดท้าย เขาเอาผักดองมาหั่นฉันไม่รู้ว่าเป็ผักอะไรดอง รู้แค่ว่าคงเป็ผักใบอะไรสักอย่างหลังโรยงาขาวเล็กน้อย เขาก็แบ่งใส่จานเล็กๆ
พอเห็นแต่ผัก ฉันชักอยากกินเนื้อขึ้นมาที่อยากกินที่สุดตอนนี้คงเป็ไก่ทอดหนังกรอบและข้าวเหนียวร้อนๆ สักห่อเหล่มองของที่ซูเหลียงซื้อมาก็พบไข่และอะไรต่อมิอะไรที่ห่อมาจนไม่รู้ว่าเป็อะไร
ฉันอาสาตักข้าวถึงตักได้ไม่สวยพูนแบบซูเหลียงแต่อย่างน้อยมันก็ดูดี ถิงถิงเอาตะเกียบวางเรียงที่โต๊ะและนั่งรอพวกเราเงียบๆโดยไม่งอแงแม้เธอจะหิวจนน้ำลายย้อย
“ถิงถิง ดีใจมากที่เจเจ้มา”เธอพูดเมื่อฉันวางถ้วยข้าวลงตรงหน้า “ถิงถิงได้วางตะเกียบสี่คู่”
“เลขสี่เป็เลขไม่ดีขอรับ”ได้ยินเสียงซูเหลียงจากข้างนอก
“แต่ตะเกียบสี่คู่เท่ากับมีตะเกียบแปดข้างแปดเป็เลขดี” หนิงหลงแถไปเรื่อย
“วันนี้เจเจ้มาเล่นกับถิงถิงอีกนะ”เด็กหญิงพูดต่อโดยไม่สนใจหนุ่มทั้งสอง “ถิงถิงอยากเล่นอีกเยอะๆวันนี้มาเล่นตุ๊กตากัน!”
ฉันมองหนิงหลง เขาพยักหน้า
“แล้วแต่เ้า ข้าอยากให้เ้าพักผ่อนก่อนนอนค่อยทบทวนอีกครั้ง”
เป็คุณครูที่ดีจัง ฉันพยักหน้าแรงๆ และมองอาหารตรงหน้า
ข้าวสวย สลัดแตงกวา เต้าหู้ราดซีอิ๊วและผักดอง... ไม่ใช่อาหารที่ฉันคุ้นเคย อย่างน้อยถ้ากินไม่ได้จริงๆยังมีข้าวคลุกซีอิ๊วเป็ทางเลือกสุดท้าย
“ทานไปเลยข้าน้อยขอจัดการกับเนื้อสัตว์พวกนี้ก่อน” ซูเหลียงเดินไปเดินมาหนิงหลงจึงเริ่มทานก่อนเป็สัญญาณให้พวกเราที่เหลือทำตาม
แตงกวาปรุงออกมาได้อร่อยถูกปากส่วนหนึ่งคงเพราะน้ำมันพริกหอมมากและมีรสเค็มเล็กน้อยกินกับแตงกวาที่จืดและน้ำมันงาที่มีกลิ่นเฉพาะตัวทำให้ออกมาเป็ความลงตัวเต้าหู้เนื้อแน่นหนึบอบอวลด้วยกลิ่นของถั่วเหลือง พอได้ทั้งพริกสดและซีอิ๊วทำให้รสกำลังดี
ฉันเคยได้ยินมาว่าคนจีนกินข้าวกับผักดองตอนแรกคิดว่ามันกินได้เหรอ พอมาลองจริงๆ มันไม่ได้เลวร้าย ผักดองมีรสเปรี้ยวเข้ากับข้าวสวยได้ดีกว่าที่คิด ที่ไม่เข้ากับข้าวสวยเลยคือแตงกวากับเต้าหู้กินอยู่ก็เห็นซูเหลียงถือตะกร้าเดินออกไป
“ซูเหลียงไปเก็บผักมาทำอาหารเย็นเ้าตามไปดูสิ” หนิงหลงบอก ฉันจึงลุกไป
เด็กหนุ่มกำลังเด็ดมะเขือเทศพอได้มาราวสิบลูก เขาวางตะกร้าลง
“ท่านมาดูข้าน้อยเก็บมะเขือเทศหรือ?เสียดายจริง รู้อย่างนี้น่าจะให้ช่วย” เด็กหนุ่มปาดเหงื่อเขาสวมเสื้อแขนกุดจึงเห็นกล้ามแขนเป็มัด แสงแดด่นี้กำลังร้อนไม่รู้ทำไมเขามาเก็บมะเขือเทศในเวลานี้แทนที่จะเป็ตอนเช้า“เดี๋ยวข้าน้อยจะไปเก็บฝักบัว ฝากท่านเอาตะกร้าเข้าครัวด้วย”
ซูเหลียงเดินไปหน้าบ้านและกระโจนลงสระหน้าตาเฉยเขาตัดฝักบัวสีเขียวไปเรื่อยๆ ดูเหมือนภูตน้ำท่ามกลางดอกบัวและใบบัว
ฉันเอามะเขือเทศลูกอวบๆสีแดงในตะกร้ามาวางในครัว จากนั้นนึกได้ว่าในสระบัวอาจจะมีปลิง เลยหยิบกระปุกเกลือเดินไปหน้าบ้านเห็นซูเหลียงขึ้นจากน้ำพร้อมฝักบัวกำใหญ่ ฉันเดินไปใกล้เขาพลางชูกระปุกเกลือขึ้น
“เอามาทำอะไรรึขอรับ? ไล่ภูตผี?” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วฉันไม่รู้จะบรรยายปลิงยังไงจึงทำท่าเหมือนยุงบินมากัดขา เด็กหนุ่มยิ่งสับสนใหญ่ถึงค่อยเบิกตากว้างและพยักหน้า“อ๋อ ท่านหมายถึงปลิง... พอดีข้าน้อยใช้คาถาไล่สัตว์ก่อนลงน้ำ ไม่ต้องเป็ห่วงไป”
สังเกตดีๆถึงเห็นว่ามีอักษรดั้งเดิมส่องสว่างบนแขนราวกับเขียนด้วยสีนีออนแต่ครู่เดียวมันจางหายไป
ฉันตาโต... นี่คือเวทมนตร์หรือนี่?คาถาไล่สัตว์? เวทมนตร์นี่สะดวกดีจริงแฮะ...