ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 109 ความหวังที่เหมือนกัน

            เมื่อเห็นว่าทั้งมู่ชิงอู่และหานอวิ๋นซีเงียบไปสาวชงชาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เรื่องเหล่านี้ที่แม่ทัพใหญ่ถามในโรงน้ำชาจะมีบันทึกรายงานไว้ ดังนั้นนางจึงไม่กล้าโกหก

            ไม่นานมานี้คุณหนูรองของตระกูลหานได้ทิ้งกระป๋องชาฤดูใบไม้ผลิคุณภาพสูงไว้ที่นี่มีแขกหลายคนที่มาดื่มชาและทิ้งชาไว้ แล้วก็ไม่เคยกลับมาหาอีกเลยเช่นนี้ด้วยที่นางมีเจตนาไม่ดี จึงซ่อนกระป๋องชานั้นไว้

            ใครจะไปรู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะมีคนจากตระกูลหานมาตามหามันนางเองก็ไม่เต็มใจที่จะเอาออกมา จึงได้แต่โกหกว่าไม่เห็นมัน

            ชาที่คุณหนูรองหานส่งมาล้วนเป็นชาคุณภาพสูงซึ่งส่วนใหญ่จะดีกว่าชาในโรงน้ำชา หากสามารถขายต่อในตลาดชาได้ต้องได้ราคาดีอย่างแน่นอน

            เดิมทีสาวชงชาตั้งใจจะหาเวลาแอบเอาออกไปขายแต่ใครจะไปรู้ว่าวันนี้จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

            นางหวาดกลัวขวัญหนีดีฝ่อขนาดนี้จะกล้าเอาชาไปขายเสียที่ไหนกัน แค่ขอร้องไม่ให้ใครรู้เรื่องที่นางเอาไปก็พอแล้วหากหัวหน้าโรงน้ำชารู้ว่านางขโมยชาจากลูกค้า นางคงต้องตาย

            เมื่อเห็นว่ามู่ชิงอู่ก็เงียบเช่นกันหานอวิ๋นซีก็ถอนหายใจเบาๆ ในใจและพูดว่า “แม่ทัพใหญ่ หากท่านทำให้ข้าสบายใจได้ ข้าจะทำให้ท่านเชื่อข้าเช่นกันไม่ต้องกังวล!”

            คำพูดนี้สาวชงชาไม่เข้าใจแต่มู่ชิงอู่กลับเข้าใจ

            ในตอนที่ตรวจสอบมู่หลิวเยวี่ยเขาสัญญาว่าเขาจะไม่ลำเอียง ตอนนี้ความสงสัยที่ใหญ่ที่สุดตกอยู่ที่ตระกูลหานและหวังเฟยก็ทำสัญญาแบบเดียวกัน

            คิดไม่ถึงว่าหวังเฟยที่เป็นสตรีผู้มีฐานะสูงส่งก็มีความชอบธรรมที่น่าเกรงขามเช่นกันมู่ชิงอู่ประสานมือเข้าด้วยกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคารพและไว้วางใจ

            ความไว้วางใจนี้ทำให้หานอวิ๋นซีตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่มากขึ้นและในขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นมากขึ้น ไม่ว่าใครคือฆาตกรตราบใดที่เป็นฆาตกรตัวจริง นางจะต้องหาเจออย่างแน่นอน

            “เจ้าเคยชงชาที่คุณหนูรองของตระกูลหานส่งมาที่นี่หรือยัง?” ในที่สุดนางก็เปิดปากพูด

            สาวชงชาส่ายหัว“ชาส่วนใหญ่ที่คุณหนูรองของตระกูลหานนำมาชงจะเป็นชาที่เปิดไว้แล้วและส่วนที่เหลือก็จะให้พวกข้าเป็นรางวัลแต่ชาที่มอบให้คุณหนูมู่นั้นจะเป็นชาที่ยังไม่ได้เปิดเพคะ”

            “เป็นชาชนิดเดียวกันหรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามอีกครั้ง

            “บางทีก็ใช่บางทีก็ไม่ใช่ ไม่แน่นอนเพคะ” สาวชงชาตอบตามจริง

            “ยังมีเหลืออีกหรือไม่?” หานอวิ๋นซียังคงถามต่อไป

            สาวชงชาลุกขึ้นทันทีครู่หนึ่งก็นำชามาสองกระป๋อง“นี่คือกระป๋องชาที่คุณหนูรองของตระกูลหานทิ้งไว้ที่นี่ครั้งล่าสุดเพคะ”

            หานอวิ๋นซีตรวจสอบใบชาแต่ไม่พบสารพิษอะไรทุกอย่างเป็นปกติ

            หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งมู่ชิงอู่ก็ชงชาด้วยตนเองและดื่ม ทันทีได้กลิ่นชาสีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความครุ่นคิด

            “มีอะไรหรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามด้วยความสงสัย

            เหตุผลที่มู่หลิวเยวี่ยยอมรับชาจากหานรั่วเสวี่ยอย่างน้อยชาชนิดนี้คงก็ไม่ใช่ชาธรรมดา

            “รสชาตินี้…ชานี้เป็นชาฤดูใบไม้ผลิชุดแรกในชายแดนทางตอนใต้ซึ่งเป็นชาเขียวชั้นดี”มู่ชิงอู่มั่นใจมาก

            ต้นชาต้นเดียวกันที่ปลูกในสถานที่ต่างกันจะให้ใบชาที่แตกต่างกันอย่างแน่นอนภูมิอากาศ ดิน และแหล่งน้ำเป็นตัวกำหนดความแตกต่างของธาตุในชาซึ่งนำไปสู่ความแตกต่างในรสชาติของชา

            คนธรรมดาไม่อาจลิ้มรสได้แต่ปรมาจารย์ด้านชาที่มีประสบการณ์แค่ดมกลิ่นก็รู้ได้อย่างชัดเจน

            “นี่เป็นชาฤดูใบไม้ผลิชุดแรกจากชายแดนทางตอนใต้จริงๆเจ้าค่ะมีเพียงดินสีแดงในชายแดนทางตอนใต้เท่านั้นที่สามารถปลูกชาเขียวที่มีรสชาตินี้ได้แม่ทัพใหญ่ช่างเก่งกาจมากเจ้าค่ะ!” สาวชงชาชมเชย

            อันที่จริงนางอยากจะบอกว่ากระป๋องที่คุณหนูรองของตระกูลหานไม่ได้ส่งมานั้นดีกว่ากระป๋องนี้เสียอีกแต่น่าเสียดายที่นางไม่กล้า

            “ชานี้หายากหรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามด้วยความสงสัย

            “หวังเฟยชาของชายแดนทางตอนใต้นั้นเป็นที่ต้องการมากที่สุด โดยเฉพาะชาฤดูใบไม้ผลิผลิตได้น้อยแต่คุณภาพดีและมักถูกจองก่อนที่จะถูกเก็บเพคะ”สาวชงชาตอบตามความเป็นจริง

            ถ้าไม่ได้ดื่มชานี้บวกกับที่สาวชงชาเตือนเขามู่ชิงอู่คงไม่สังเกตเห็นว่าชาเขียวที่ตนเองดื่มบ่อยที่สุดมีต้นกำเนิดต่างกัน

            เขามองไปที่หานอวิ๋นซีอย่างเคร่งขรึมและพูดอย่างจริงจังว่า“สองสามปีมานี้ ข้าหลงใหลในชาชนิดนี้มาตลอด ในบรรดาชาที่มู่หลิวเยวี่ยส่งมาให้นั้นมีชาเขียวของชายแดนทางตอนใต้จำนวนไม่น้อย”

            ชาเขียวจากชายแดนทางตอนใต้?

            หานอวิ๋นซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยนางฉวยโอกาสในขณะที่มู่ชิงอู่และสาวชงชาไม่ได้ให้ความสนใจหยิบชาสองสามใบอย่างเงียบๆ แล้วใส่ไว้ในกระเป๋ายาที่นางพกติดตัวจากนั้นก็หยิบเข็มทองเล่มหนึ่งขึ้นมาเก็บน้ำชาส่วนหนึ่งใส่เข้าไปในระบบล้างพิษเพื่อแยกแยะ

            การแยกแยะครั้งนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ในทันที ปริมาณธาตุเหล็กในใบชาและน้ำชาเหล่านี้สูงมาก!

            ก่อนหน้านี้นางเคยแยกใบชาสองชุดและจับคู่ส่วนผสมต่างๆในใบชากับพิษงูหมื่นตัว แต่นางก็ล้มเหลวมาโดยตลอด

            ครั้งแรกที่วิเคราะห์เกี่ยวกับประเภทของชาครั้งที่สองที่มุ่งเน้นไปที่ชาของสามฤดู ส่วนแหล่งกำเนิด ยังไม่เคยวิเคราะห์มาก่อน

            ชาเขียวฤดูใบไม้ผลิของชายแดนทางตอนใต้จะใช่มันหรือไม่นะ?

            หานอวิ๋นซีไม่สามารถรอได้อีกต่อไปทันทีที่นางวิเคราะห์ส่วนผสมในใบชาเหล่านี้นางก็ได้ทำการปรับเปลี่ยนเป็นระบบการล้างพิษอย่างชาญฉลาดในทันที

            นางขมวดคิ้วแน่นด้วยใบหน้าจริงจังจดจ่อกับมัน โดยหวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจน

            มู่ชิงอู่และสาวชงชาที่มองจากด้านข้างก็คิดว่ามีบางอย่างผิดปกติกับนาง

            “หวังเฟยท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” มู่ชิงอู่ถามด้วยความเป็นห่วง

            หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวหานอวิ๋นซีก็สงบสติอารมณ์และถอนหายใจเบาๆ “ข้าสบายดี”

            ล้มเหลวอีกครั้ง!

            ชาเขียวของฤดูใบไม้ผลิจากชายแดนทางตอนใต้ก็ล้มเหลวไม่ใช่มัน

            เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจหานรั่วเสวี่ยผิดหรือเป็นเพราะชาที่หานรั่วเสวี่ยนำมาชงกับชาที่ส่งให้มู่หลิวเยวี่ยนั้นยังมีอะไรที่แตกต่างกันอย่างนั้นหรือ?

            ถ้ามีปรมาจารย์ด้านชาอย่างมู่ชิงอู่ที่ดื่มบ่อยขนาดนี้ ดื่มนิดเดียวก็คงรู้ได้แล้ว

            หานอวิ๋นซีลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็โบกมือสั่งให้สาวชงชาและสาวใช้โดยรอบออกไป

            ทันทีที่คนออกไปมู่ชิงอู่ก็รีบถาม “หวังเฟย ท่านพบอะไรหรือไม่?”

            “ชาที่หลิวเยวี่ยให้เจ้ามีรสชาติแตกต่างจากชาอื่นหรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามอย่างจริงจัง

            มู่ชิงอู่รู้เจตนาของหวังเฟยที่ถามคำถามนี้ดีแต่เขาไม่รู้ว่าจะให้คำตอบที่ชัดเจนกับนางอย่างไร

            “หวังเฟยมันยากที่จะพูด ใบชาที่มาจากแหล่งกำเนิดฤดูกาลและพันธุ์เดียวกันจะมีรสชาติไม่แตกต่างกันมากนักหากพวกเขาอบและเก็บรักษาตามปกติ และมีความแตกต่างที่เล็กน้อยมาก”

            มู่ชิงอู่หยุดชั่วครู่ก่อนที่จะพูดต่อ“สำหรับชาชุดเดียวกันจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน ชาที่หลิวเยวี่ยส่งมาจะดีกว่าชาอื่นๆที่ส่งมา ส่วนใหญ่ในแง่ของวิธีการอบและการเก็บรักษาให้สดใหม่แน่นอนว่าบางครั้งก็เกี่ยวข้องกับน้ำ ภาชนะและเวลาในที่ใช้ในการชงชาด้วยเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่พูดยาก”

            หานอวิ๋นซีเข้าใจคำพูดของมู่ชิงอู่ทันทีที่ได้ยินเห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะหาคำตอบจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนและผันแปรเหล่านี้

            แค่วิธีการอบอย่างเดียวก็มีความแตกต่างที่ยิบย่อยเล็กน้อยอย่างมากพวกเขาจะหาแต่ละอย่างได้จากที่ไหน?

            เดิมทีหานอวิ๋นซีต้องการค้นหาวิธีทำใบชาพิษจากนั้นเลยทำตามสูตรเพื่อค้นหาหลักฐาน ตอนนี้ดูเหมือนว่าหากทำตามเบาะแสนี้ต่อให้รอถึงปีมะโว้ก็อาจไม่พบอะไรเลย

            นางแยกแยะความคิดของนางทิ้งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่างๆไว้ และกลับไปที่จุดที่น่าสงสัยนั่นก็คือชา

            หากมั่นใจว่าจุดที่น่าสงสัยคือชาตอนนี้พวกเขาก็มีทางเดียวที่จะไปได้ นั่นคือการค้นหาใบชาที่อาบยาพิษ

            อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ ฆาตกรอาจจะระวังตัวไว้แล้ว หากจะหาใบชาที่อาบยาพิษมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น?

            หากพวกเขาปล่อยสิ่งที่กำลังสงสัยอยู่ทิ้งไปเช่นนั้นก็คงทำได้เพียงเริ่มค้นหาจากคนที่พวกเขาสงสัยเท่านั้น

            สิ่งที่หานอวิ๋นซีกำลังคิดอยู่คือสิ่งที่มู่ชิงอู่กำลังคิดเมื่อเห็นใบหน้าที่จริงจังของมู่ชิงอู่ นางกลับยิ้มออกมา

            “แม่ทัพใหญ่การมาครั้งนี้ยังพอได้เบาะแสอะไรอยู่บ้าง ถึงเรื่องชาจะไม่มีความคืบหน้าอย่างน้อย...ก็รู้ตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว”

            ความจริงแล้วเบาะแสที่ได้มาในวันนี้ ความสงสัยที่มีต่อหานรั่วเสวี่ยนั้นมีไม่น้อยรวมกับสิ่งที่นางพบที่เรือนของอี๋เหนียงสามแล้ว ความสงสัยนั้นยิ่งมีมากขึ้นไปอีก

            หานอวิ๋นซีไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการที่หลงเฟยเยี่ยเข้ามายุ่งในเรื่องนี้อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนทรยศจากเป่ยลี่และหลงเฟยเยี่ยได้สืบสวนเรื่องนี้อย่างลับๆ มาโดยตลอด นางรอคอยอย่างเงียบๆอยู่ในใจเพื่อให้หลงเฟยเยี่ยค้นหาเบาะแสอื่นๆ

            มู่ชิงอู่ไม่คิดว่าการไปในครั้งนี้จะได้รู้เรื่องของคุณหนูรองของตระกูลหานหลังจากกลับมา เขาต้องรายงานต่อฉินอ๋องโดยเร็วที่สุดเขาคิดว่าหากต้องการขอให้ฉินอ๋องไปตรวจสอบห้องนอนของหลี่ซื่อผู้เป็นอี๋เหนียงสามแห่งตระกูลหานและคุณหนูรองก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

            เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคดีสายลับของอาณาจักรเป่ยลี่ดังนั้นจึงไม่สมควรที่จะเปิดเผยต่อสาธารณชนจึงไม่ง่ายสำหรับเขาที่จะเปิดเผยเรื่องนี้กับหวังเฟย

            ทั้งคู่มุ่งความสนใจไปที่ผู้ต้องสงสัยอย่างไม่ลังเลและฝากความหวังไว้ที่หลงเฟยเยี่ย เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ความคิดของอีกฝ่าย

            มู่ชิงอู่พยักหน้า“หวังเฟยวางใจเถิด เรื่องนี้จวนแม่ทัพจะตรวจสอบโดยเร็วที่สุดและจะแจ้งให้ทราบทันทีที่มีข่าวใดๆ”

            “ข้าเองก็จะแจ้งให้เจ้าทราบเหมือนกันหากมีอะไรคืบหน้า”หานอวิ๋นซีพูดอย่างตรงไปตรงมา

            มู่ชิงอู่ถึงกับตกตะลึงเป็นไปได้หรือไม่ว่านางต้องการสอบสวนตระกูลหานด้วยตัวเอง? ต้องรู้ว่า ประการแรก นางเป็นบุตรสาวของตระกูลหานที่แต่งงานแล้วคงไม่ดีนักที่จะกลับไปที่บ้านของตัวเองบ่อยๆ และประการที่สองนางที่มีสถานะเป็นฉินหวังเฟยควรจะมีความเกรงกลัวบางเรื่องบ้าง

            “หวังเฟยตามที่ข้าดูแล้ว ท่านน่าจะ...”

            ก่อนที่มู่ชิงอู่จะเกลี้ยกล่อมนางหานอวิ๋นซีก็ยืนขึ้นอย่างเกียจคร้าน “ไปกันเถอะ ไปซื้อชากัน!”

            ความคิดของนางยุ่งเหยิงเล็กน้อยนางต้องการที่จะปล่อยวางและไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ในตอนนี้

            มู่ชิงอู่ที่ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมได้ก็ถามว่า“หวังเฟยชอบชาแบบไหน ข้าจะได้สั่งให้สาวชงชายกมาให้”

            “ได้ยินมาว่า…หนานซานหงของที่นี่ไม่เลวเลยทีเดียวข้าอยากจะขึ้นไปเก็บด้วยตัวเองบนภูเขาสักหน่อย” หานอวิ๋นซีคิดในใจนางต้องติดสินบนหลงเฟยเยี่ยและขอให้เขาไปตรวจสอบห้องของอี๋เหนียงสามโดยเร็วที่สุด

            ด้วยประสิทธิภาพในการทำงานของชายผู้นั้นในอีกสามสี่วันก็คงจะมีข่าวคราวมา หากตรวจสอบแล้วไม่มีอะไรนางก็ยังมีเวลาอีกสองสามวันในการตรวจสอบอีกครั้ง

            “หวังเฟยช่างรู้ดีจริงๆหนานซานหงของโรงน้ำชาเทียนเซียงมีไว้สำหรับราชวงศ์เท่านั้นไม่ใช่สำหรับให้คนทั่วไปซื้อกลับบ้าน” มู่ชิงอู่พูดด้วยรอยยิ้ม

            หานอวิ๋นซีรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย“พูดเช่นนั้นคือซื้อไม่ได้หรือ?”

            “ข้าซื้อไม่ได้แต่หวังเฟยเป็นคนของราชวงศ์ ดังนั้นท่านสามารถซื้อได้แค่ไม่รู้ว่าวันนี้ข้าจะได้อานิสงส์จากหวังเฟยด้วยหรือไม่?” มู่ชิงอู่ถามติดตลก

            หลังจากคุยกันไปมาเขาก็ผ่อนคลายขึ้นมากโดยไม่รู้ตัว ไม่เคารพและระมัดระวังเหมือนก่อนหน้านั้นแม้แต่เขาเองก็ยังไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำ

            หานอวิ๋นซีรีบเร่งเร้าในทันที“อย่างนั้นไปกันเถอะ”

            ภายใต้การแนะนำของสาวชงชามู่ชิงอู่และหานอวิ๋นซีก็ขึ้นไปที่ไหล่เขาของภูเขาด้านหลังนี่คือพื้นที่เพาะปลูกหนานซานหงเป็นแถวเรียงชิดกันและเป็นทางเดินให้คนผ่านไปได้เพียงคนเดียว แม้ว่าต้นชาจะไม่สูงแต่ก็ไม่ได้เตี้ย เมื่อยืนอยู่ข้างใน ร่างกายก็ถูกต้นชาปกคลุมไปครึ่งหนึ่ง

            จากการแนะนำของปรมาจารย์ชาในไม่ช้าหานอวิ๋นซีก็เชี่ยวชาญในทักษะการเก็บชาแล้วเดินไปที่ต้นชาพร้อมกับมู่ชิงอู่

            อย่างไรก็ตามมันเป็นถนนบนภูเขา ทำให้เท้าของหานอวิ๋นซีเจ็บขึ้นมาอีกครั้งมู่ชิงอู่ที่ไม่ได้สนใจที่จะเก็บชาสักเท่าไร ก็คอยดูแลอยู่ข้างๆหานอวิ๋นซีตลอดเวลา ด้วยกลัวว่านางจะล้มหรือเท้าพลิก

            เมื่อเห็นว่าใบชาจำนวนมากมีร่องรอยถูกแมลงกัดหานอวิ๋นซีจึงพูดกับตนเองว่า “มีศัตรูพืชมากขนาดนี้ ไม่ได้ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงเลยสินะ?”

            ในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องปกติที่จะฉีดพ่นยาฆ่าแมลงบนใบชาถึงขนาดที่ชาวไร่ชาไร้ยางอายหลายคนใช้ในปริมาณที่มากเกินไปหรือใช้ยาฆ่าแมลงที่รัฐห้ามใช้

            “ยาฆ่าแมลง?” มู่ชิงอู่ไม่เข้าใจ

            หานอวิ๋นหันศีรษะไปรอบๆและอุทานออกมาว่า “ยาพิษ!”

            ถ้านำพิษงูหมื่นตัวมาพ่นใส่ต้นชามันจะเป็นอย่างไรกันนะ?

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ] ที่คุณอ่าน