หมอกยามเช้าปกคลุมหมู่บ้านซื่อหานอีกครั้ง
แต่บรรยากาศในวันนี้ต่างไปจากวันก่อนอย่างชัดเจน
ไม่มีใครพูดถึง “เด็กฝึกปราณไม่ได้” อีกแล้ว
พวกเขาต่างเอ่ยชื่อหลิงเซียวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย…และเกรงกลัว
เด็กชายคนเดิมที่เคยเป็เพียงเงาไร้เสียง ตอนนี้กลับกลายเป็ผู้เดียวในหมู่บ้านที่กล้าสู้กับอสูรป่า
หลิงเซียวไม่ได้ใส่ใจคำพูดเ่าั้
เขาตื่นก่อนรุ่งสาง ออกเดินลัดป่าเพื่อเก็บพืชสมุนไพร และกลับมาฝึกฝนปราณเช่นเดิมตรงลำธารหลังบ้าน
ต่างกันเพียง…
ครั้งนี้ พลังปราณในร่างของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนอย่างชัดเจน
“เมื่อคืนข้ารู้สึกได้ชัดเจน…โลหิตทมิฬไม่เพียงปลุกพลังของข้า แต่ยังแปรรูปพลังนั้นเป็อะไรบางอย่างที่หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม…”
หลิงเซียวหลับตา มือขวาวางทาบอกซ้าย จดจ่ออยู่กับจุดศูนย์กลางที่พลังปราณหมุนวน
ในชั่วขณะนั้น
เขารู้สึกว่าภายใน “จุดตันเถียน” บริเวณอกซ้าย มีพลังแปลกประหลาดบางอย่างรวมตัวกันเป็รูปทรงคล้าย “เกราะ”
“นี่มัน…”
เขาตื่นตาเมื่อเห็นภาพภายในจิต
เกราะบาง ๆ ที่ค่อย ๆ รวมตัวจากโลหิตและพลังปราณ เริ่มเคลือบจุดตันเถียนบริเวณอกไว้
“นี่คือ…เกราะอกแห่งขั้นที่ 2!”
ตามตำราของโลกนี้ ผู้ฝึกพลังปราณจะเริ่ม “สร้างเกราะ” ตามจุดต่าง ๆ ของร่างเมื่อเข้าสู่แต่ละขั้น
ขั้นที่ 2 คือ “เกราะอก” ซึ่งเป็สัญลักษณ์ของนักสู้ปราณ
“ข้า…เพิ่งตื่นพลังเมื่อสองวันก่อนแท้ ๆ”
หลิงเซียวตกตะลึงเล็กน้อย แต่ก็ตั้งสติทันที
“ไม่…นี่ไม่ใช่ความเร็วธรรมดา…นี่คือผลของโลหิตทมิฬ และการฝึกแบบกลั่นรวมพลังจากสัตว์เทพโดยตรง”
เขาหลับตาอีกครั้ง ปล่อยให้เกราะปราณสร้างตัวอย่างช้า ๆ
แม้จะไม่หวือหวา แต่กลับหนักแน่นมั่นคง ไม่สั่นไหว
และเขารู้…นี่ไม่ใช่เกราะธรรมดา
มันคือ “เกราะแห่งทิศตะวันตก”
เกราะที่กำเนิดจากเงามืดของเปลวเพลิงสีดำ
⸻
ครึ่งวันต่อมา
ที่ตลาดเล็ก ๆ ริมหมู่บ้าน ผู้คนต่างส่งเสียงฮือฮาเมื่อหลิงเซียวเดินเข้าไป
แม้เขาจะยังไม่ได้สวมเสื้อใหม่ ร่างกายผอมแห้ง และดวงตาเงียบสงบ แต่ผู้คนกลับเปิดทางให้เขาเดินอย่างไม่รู้ตัว
“นั่นเด็กที่ฆ่าอสูรใช่ไหม”
“ใช่ ข้ารู้ว่าเขาฝึกไม่ได้ แต่ตอนนี้…”
“ไม่สิ ข้าได้ยินว่าตอนนี้เขาเข้าขั้นที่สองแล้วนะ!”
“เจ็ดปีไม่ขยับ มาพุ่งพรวดแบบนี้ ข้าขนลุกเลยล่ะ”
หลิงเซียวไม่สนใจคำซุบซิบ เขาเดินตรงไปยังร้านขายของเก่าในมุมตลาด เลือกหยิบเศษเหล็ก ก้านทองแดง กลไกเข็ม และเศษคริสตัลปราณแตก ๆ ที่ไม่มีใคร้า
“ทั้งหมดนี่เท่าไรครับ” เขาถามเสียงเบา
เ้าของร้านมองแววตานิ่งลึกของเด็กชาย และยิ้มออกมาช้า ๆ
“ถ้าเป็เ้าล่ะก็…สิบเหรียญทองแดงก็พอแล้ว”
หลิงเซียวโค้งเล็กน้อย ก่อนจ่ายเงินแล้วเดินจากไป
เขาไม่ได้สังเกตว่าด้านหลังนั้น หลิงจื้อยืนอยู่เงียบ ๆ พร้อมแววตาเคียดแค้น
“เ้าคิดว่าฆ่าอสูรได้ตัวเดียวจะกลายเป็อัจฉริยะงั้นหรือ…อีกไม่นานเ้าจะรู้ว่าข้าคือใคร…”
⸻
คืนนั้น
ใต้แสงจันทร์สลัว กลิ่นสมุนไพรหอมจาง ๆ ลอยอยู่ในเรือนของหลิงเซียว
เขานั่งลงหน้าโต๊ะไม้ จุดเทียนหนึ่งเล่ม ก่อนจะเริ่ม “หลอมรวมชิ้นส่วน” ทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ด้วยความรู้จากชาติเดิม เขาสามารถดัดแปลงกลไกพื้นฐานหลายอย่างเข้ากับโครงสร้างอาวุธยุทธ์พื้นฐานในโลกนี้
คุไนที่เคยทำจากเขี้ยวสัตว์ ตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็ใบมีดสองชั้นแทรกด้วยเศษผลึกปราณเพื่อเพิ่มแรงกระแทก
โซ่หนังถูกสานใหม่โดยเสริมด้วยทองแดงบาง ๆ เพื่อให้เหนียวและนำพลังได้
ปลายด้ามถูกฝังด้วยขดลวดคริสตัลจากเศษผลึกปราณ ทำให้สามารถปล่อย “แรงสะท้อน” ได้เมื่อชาร์จพลัง
แม้ยังเป็เพียงเวอร์ชันต้นแบบ แต่เมื่อเขาหมุนมันในอากาศ เสียงหวีดเฉือนของคุไนก็ดังก้องพอจะทำให้ศัตรูหยุดหายใจได้ชั่วขณะ
“เวอร์ชันนี้…ควบคุมได้สามทิศ ใช้ได้ระยะใกล้–กลาง…พอใช้ป้องกันตัวได้แล้ว”
เขาวางมันลงบนโต๊ะ แล้วหลับตาเข้าสมาธิอีกครั้ง
ในห้วงจิต
เสียงนกเพลิงดำที่เคยปรากฏกลับมาดังแ่ ๆ อีกครั้ง
“เ้าเริ่มเข้าใจแล้ว…การฝึกมิใช่เพียงยืนนิ่งสูดพลัง…แต่คือการปรับกลไกภายในให้สอดคล้องกับโลหิตของตน”
หลิงเซียวพึมพำ “ข้าจะก้าวไปตามเส้นทางนี้…แม้จะมีเพียงข้าผู้เดียวก็ตาม”
ดวงตาเขาลืมขึ้นอีกครั้ง เงาสะท้อนในนั้นไม่ใช่เด็กชาย…แต่คือเปลวเพลิงที่รอวันลุกไหม้ทั่วฟากฟ้า