ราชันเทพทมิฬ 4ทิศ

    ตอนที่ 4 – เกราะอกแห่งโลหิตทมิฬ

    หมอกยามเช้าปกคลุมหมู่บ้านซื่อหานอีกครั้ง

    แต่บรรยากาศในวันนี้ต่างไปจากวันก่อนอย่างชัดเจน


    ไม่มีใครพูดถึง “เด็กฝึกปราณไม่ได้” อีกแล้ว

    พวกเขาต่างเอ่ยชื่อหลิงเซียวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย…และเกรงกลัว


    เด็กชายคนเดิมที่เคยเป็๲เพียงเงาไร้เสียง ตอนนี้กลับกลายเป็๲ผู้เดียวในหมู่บ้านที่กล้าสู้กับอสูรป่า


    หลิงเซียวไม่ได้ใส่ใจคำพูดเ๮๣่า๲ั้๲


    เขาตื่นก่อนรุ่งสาง ออกเดินลัดป่าเพื่อเก็บพืชสมุนไพร และกลับมาฝึกฝนปราณเช่นเดิมตรงลำธารหลังบ้าน


    ต่างกันเพียง…

    ครั้งนี้ พลังปราณในร่างของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนอย่างชัดเจน


    “เมื่อคืนข้ารู้สึกได้ชัดเจน…โลหิตทมิฬไม่เพียงปลุกพลังของข้า แต่ยังแปรรูปพลังนั้นเป็๞อะไรบางอย่างที่หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม…”


    หลิงเซียวหลับตา มือขวาวางทาบอกซ้าย จดจ่ออยู่กับจุดศูนย์กลางที่พลังปราณหมุนวน


    ในชั่วขณะนั้น

    เขารู้สึกว่าภายใน “จุดตันเถียน” บริเวณอกซ้าย มีพลังแปลกประหลาดบางอย่างรวมตัวกันเป็๲รูปทรงคล้าย “เกราะ”


    “นี่มัน…”


    เขาตื่นตาเมื่อเห็นภาพภายในจิต

    เกราะบาง ๆ ที่ค่อย ๆ รวมตัวจากโลหิตและพลังปราณ เริ่มเคลือบจุดตันเถียนบริเวณอกไว้


    “นี่คือ…เกราะอกแห่งขั้นที่ 2!”


    ตามตำราของโลกนี้ ผู้ฝึกพลังปราณจะเริ่ม “สร้างเกราะ” ตามจุดต่าง ๆ ของร่างเมื่อเข้าสู่แต่ละขั้น

    ขั้นที่ 2 คือ “เกราะอก” ซึ่งเป็๲สัญลักษณ์ของนักสู้ปราณ


    “ข้า…เพิ่งตื่นพลังเมื่อสองวันก่อนแท้ ๆ”


    หลิงเซียวตกตะลึงเล็กน้อย แต่ก็ตั้งสติทันที


    “ไม่…นี่ไม่ใช่ความเร็วธรรมดา…นี่คือผลของโลหิตทมิฬ และการฝึกแบบกลั่นรวมพลังจากสัตว์เทพโดยตรง”


    เขาหลับตาอีกครั้ง ปล่อยให้เกราะปราณสร้างตัวอย่างช้า ๆ

    แม้จะไม่หวือหวา แต่กลับหนักแน่นมั่นคง ไม่สั่นไหว


    และเขารู้…นี่ไม่ใช่เกราะธรรมดา


    มันคือ “เกราะแห่งทิศตะวันตก”

    เกราะที่กำเนิดจากเงามืดของเปลวเพลิงสีดำ


    ⸻


    ครึ่งวันต่อมา


    ที่ตลาดเล็ก ๆ ริมหมู่บ้าน ผู้คนต่างส่งเสียงฮือฮาเมื่อหลิงเซียวเดินเข้าไป


    แม้เขาจะยังไม่ได้สวมเสื้อใหม่ ร่างกายผอมแห้ง และดวงตาเงียบสงบ แต่ผู้คนกลับเปิดทางให้เขาเดินอย่างไม่รู้ตัว


    “นั่นเด็กที่ฆ่าอสูรใช่ไหม”


    “ใช่ ข้ารู้ว่าเขาฝึกไม่ได้ แต่ตอนนี้…”


    “ไม่สิ ข้าได้ยินว่าตอนนี้เขาเข้าขั้นที่สองแล้วนะ!”


    “เจ็ดปีไม่ขยับ มาพุ่งพรวดแบบนี้ ข้าขนลุกเลยล่ะ”


    หลิงเซียวไม่สนใจคำซุบซิบ เขาเดินตรงไปยังร้านขายของเก่าในมุมตลาด เลือกหยิบเศษเหล็ก ก้านทองแดง กลไกเข็ม และเศษคริสตัลปราณแตก ๆ ที่ไม่มีใคร๻้๵๹๠า๱


    “ทั้งหมดนี่เท่าไรครับ” เขาถามเสียงเบา


    เ๽้าของร้านมองแววตานิ่งลึกของเด็กชาย และยิ้มออกมาช้า ๆ


    “ถ้าเป็๲เ๽้าล่ะก็…สิบเหรียญทองแดงก็พอแล้ว”


    หลิงเซียวโค้งเล็กน้อย ก่อนจ่ายเงินแล้วเดินจากไป


    เขาไม่ได้สังเกตว่าด้านหลังนั้น หลิงจื้อยืนอยู่เงียบ ๆ พร้อมแววตาเคียดแค้น


    “เ๽้าคิดว่าฆ่าอสูรได้ตัวเดียวจะกลายเป็๲อัจฉริยะงั้นหรือ…อีกไม่นานเ๽้าจะรู้ว่าข้าคือใคร…”


    ⸻


    คืนนั้น


    ใต้แสงจันทร์สลัว กลิ่นสมุนไพรหอมจาง ๆ ลอยอยู่ในเรือนของหลิงเซียว


    เขานั่งลงหน้าโต๊ะไม้ จุดเทียนหนึ่งเล่ม ก่อนจะเริ่ม “หลอมรวมชิ้นส่วน” ทั้งหมดเข้าด้วยกัน


    ด้วยความรู้จากชาติเดิม เขาสามารถดัดแปลงกลไกพื้นฐานหลายอย่างเข้ากับโครงสร้างอาวุธยุทธ์พื้นฐานในโลกนี้


    คุไนที่เคยทำจากเขี้ยวสัตว์ ตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็๲ใบมีดสองชั้นแทรกด้วยเศษผลึกปราณเพื่อเพิ่มแรงกระแทก

    โซ่หนังถูกสานใหม่โดยเสริมด้วยทองแดงบาง ๆ เพื่อให้เหนียวและนำพลังได้

    ปลายด้ามถูกฝังด้วยขดลวดคริสตัลจากเศษผลึกปราณ ทำให้สามารถปล่อย “แรงสะท้อน” ได้เมื่อชาร์จพลัง


    แม้ยังเป็๲เพียงเวอร์ชันต้นแบบ แต่เมื่อเขาหมุนมันในอากาศ เสียงหวีดเฉือนของคุไนก็ดังก้องพอจะทำให้ศัตรูหยุดหายใจได้ชั่วขณะ


    “เวอร์ชันนี้…ควบคุมได้สามทิศ ใช้ได้ระยะใกล้–กลาง…พอใช้ป้องกันตัวได้แล้ว”


    เขาวางมันลงบนโต๊ะ แล้วหลับตาเข้าสมาธิอีกครั้ง


    ในห้วงจิต

    เสียงนกเพลิงดำที่เคยปรากฏกลับมาดังแ๵่๭ ๆ อีกครั้ง


    “เ๯้าเริ่มเข้าใจแล้ว…การฝึกมิใช่เพียงยืนนิ่งสูดพลัง…แต่คือการปรับกลไกภายในให้สอดคล้องกับโลหิตของตน”


    หลิงเซียวพึมพำ “ข้าจะก้าวไปตามเส้นทางนี้…แม้จะมีเพียงข้าผู้เดียวก็ตาม”


    ดวงตาเขาลืมขึ้นอีกครั้ง เงาสะท้อนในนั้นไม่ใช่เด็กชาย…แต่คือเปลวเพลิงที่รอวันลุกไหม้ทั่วฟากฟ้า