บทที่ 56 เหตุไม่คาดคิด
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เข้าเมือง ข้าอยากจะซื้อของสักหน่อย ท่านไปทำธุระของท่านเถอะ อย่างไรพวกเราก็ไม่ได้กลับด้วยกันอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีเรื่องให้ชาวบ้านนินทาอีก”
เฉินเถียนเถียนกล่าวจบก็หันหลังจากไป
อวิ๋นเคอขบฟันกรอด คิดว่าจะทำอย่างไรต่อดี แต่ในที่สุดเขาก็หันหลังจากไปเช่นกัน
คนหนึ่งมุ่งไปทางทิศตะวันออก อีกคนมุ่งไปทางทิศตะวันตก
เฉินเถียนเถียนรู้ดีว่า ตราบใดที่นางยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้น ของที่นางซื้อมาทั้งหมดก็จะต้องถูกหลินชุนฮวายึดไป และจะต้องถูกซักถามถึงที่มาของมันด้วย
ถึงแม้ว่าเฉินเถียนเถียนจะตอบคำถามทุกอย่างได้ แต่หลินชุนฮวาก็คงไม่ยอมหยุดง่าย ๆ ต่อไปหากนางออกจากตระกูลเฉินไปได้ก็ย่อมดีกว่า
สุดท้ายเฉินเถียนเถียนก็ซื้อแค่หนังสือสองเล่ม แล้วก็เตรียมกลับ นางจะเก็บหนังสือพวกนี้ไว้ในเถาเป่า จะไม่ให้ใครพบเห็นเด็ดขาด
ขณะที่เฉินเถียนเถียนกำลังจะหันหลังกลับ นางก็เหลือบไปเห็นร่างคุ้นตาเดินออกมาจากร้านขายเครื่องประดับที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
นั่นหลินชุนฮวาไม่ใช่หรือ? และผู้ชายที่อยู่ข้าง ๆ นาง ดูเหมือนจะไม่ใช่เฉินผิงอัน?!
โอ้สวรรค์! นี่หลินชุนฮวากล้านอกใจสามีงั้นหรือ?!
ในตอนนี้เฉินเถียนเถียนไม่กล้าเผยตัวออกไป หากถูกพบเข้า นางอาจจะถูกฆ่าปิดปาก!
ถึงแม้เฉินเถียนเถียนจะเคยผ่านการฝึกตำรวจหน่วยพิเศษมา แต่นางก็คุ้นเคยกับการใช้อาวุธมากกว่าหมัด นางจึงไม่มั่นใจหากต้องต่อสู้ด้วยมือเปล่า
แต่เรื่องนี้ควรตรวจสอบความจริงให้แน่ชัดเสียก่อน
ดังนั้นเฉินเถียนเถียนจึงเริ่มสะกดรอยตามหลินชุนฮวา
ตอนที่หลินชุนฮวาเดินออกมาจากร้านขายเครื่องประดับ มือของนางถือห่อผ้าห่อหนึ่งไว้
เฉินเถียนเถียนเดาไม่ได้ว่าคืออะไร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือจดจำการกระทำทั้งหมดของหลินชุนฮวาไว้ เพื่อนำไปบอกเฉินผิงอัน
ทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันตลอดทาง แถมมีการโอบกอดและจับมือกันด้วย ดังนั้น เฉินเถียนเถียนจึงรู้ได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ธรรมดา
ทั้งสองเดินเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ ชายผู้นั้นเปิดประตูและทั้งคู่ก็เดินเข้าไปด้วยกัน
หลังจากจำสถานที่ได้แล้ว เฉินเถียนเถียนก็ไม่ได้คิดจะตามต่อ นางคิดว่าจะเก็บความลับนี้ไว้ก่อน แล้วค่อยเปิดเผยเมื่อถึงเวลา ดังนั้น สิ่งที่รอหลินชุนฮวาอยู่จึงเป็นหายนะครั้งใหญ่!
เฉินเถียนเถียนขึ้นเกวียนเพื่อเดินทางกลับ ส่วนหลินชุนฮวาก็นั่งอยู่บนเกวียนอีกคันหนึ่ง เมื่อมาถึงหมู่บ้านเซินหนี่ทั้งสองจึงไม่ได้เจอกัน แต่ทันใดนั้น อวิ๋นเคอก็รีบเข้ามาหาเฉินเถียนเถียนทันที ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง แล้วจึงรีบหลบสายตาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองต่างก็รู้ดีถึงความร้ายกาจของข่าวลือ หากยังไม่ระวังตัวอีก ก็ช่างโง่เต็มที
เฉินเถียนเถียนนั่งอยู่บนเกวียน นางทำเหมือนคนข้าง ๆ ไม่มีตัวตน ส่วนอวิ๋นเคอก็นั่งหลังตรงเคร่งขรึม ทั้งสองไม่แม้แต่จะเหลือบมองกัน อีกทั้งยังนั่งเว้นระยะห่างกันด้วย
ปกติแล้วหากอยู่กันตามลำพัง ทั้งสองคงจะพูดเล่นพูดคุยกัน แต่ตอนนี้ทั้งสองกลับทำหน้าจริงจัง ไม่กล่าวอะไรสักคำ
ดังนั้นบนเกวียนจึงเงียบกริบตลอดทาง ทำให้ทั้งสองอยากรีบให้ถึงหมู่บ้านโดยเร็ว
เกวียนเคลื่อนที่ไปอย่างเชื่องช้า เดิมทีก็สั่นสะเทือนมากอยู่แล้ว ล้อเกวียนดันไปเหยียบหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง เกวียนเอียงฉับพลัน ทำให้เฉินเถียนเถียนร่วงหล่นจากเกวียน
ในช่วงเวลาวิกฤตนี้ อวิ๋นเคอก็ยื่นมือออกไป รวบตัวเด็กสาวเข้ามาไว้ในอ้อมแขนของตนเอง
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดตนถึงทำเช่นนี้ ราวกับว่าที่ผ่านมาเขาคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเด็กสาวคนนี้ตลอดเวลา และในตอนที่นางกำลังจะตกจากเกวียน เขาจึงสามารถดึงนางกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้เฉินเถียนเถียนตกใจจนตัวแข็งทื่อ จนกระทั่งอวิ๋นเคอวางนางลงบนเกวียนอย่างเบามือ นางจึงได้สติกลับคืนมา
ทันทีที่ได้สติ นางก็กล่าวขอบคุณด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ชายชราที่นั่งอยู่ด้านหน้ายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า
“ทำไมพวกเจ้าสองคนไม่แต่งงานกันเลยเล่า? เจ้าก็อยู่แต่ในถ้ำ ไม่มีบ้านให้อยู่ คิดว่าคงไม่มีหญิงผู้ใดอยากแต่งงานกับเจ้าหรอก ส่วนเจ้าสาวน้อย ในเมื่อคนที่บ้านไม่ต้อนรับเจ้า งั้นก็ย้ายออกมาอยู่ด้วยกันซะเลยสิ”
เฉินเถียนเถียนก้มหน้างุดไม่พูดอะไร ส่วนอวิ๋นเคอ ในใจเขาก็รู้สึกสั่นไหวเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เหลือบมองเห็นเด็กสาวก้มหน้าอายอยู่ข้าง ๆ
เพื่อเปลี่ยนเรื่องที่ทำให้รู้สึกอึดอัดใจ อวิ๋นเคอจึงเปิดปากพูด
“ลุงเฉิน ข้าอาศัยอยู่บนภูเขามาตลอดและมีความไม่สะดวกบางอย่าง จู่ ๆ ข้าก็นึกอยากลงมาจากภูเขา มาซื้อบ้านในเมืองหรือในหมู่บ้าน ไม่ทราบว่าข้าต้องทำเรื่องใดบ้าง?”
ชายชราจึงพูดว่า “เรื่องนี้เจ้าต้องไปหาหัวหน้าหมู่บ้านก่อน ให้เขาจัดสรรที่ดินให้ แล้วเจ้าก็จ่ายเงินจ้างคนมาสร้างบ้าน ถ้าเป็นคนในท้องถิ่นก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินหรอก ทุกคนจะมาช่วยกัน แต่เจ้าต้องรู้ไว้ว่า เจ้าเพิ่งมาที่หมู่บ้านนี้ ใคร ๆ ก็ไม่คุ้นเคยกับเจ้า ดังนั้นการจ่ายเงินจึงเป็นสิ่งจำเป็น”
อวิ๋นเคอพยักหน้าเล็กน้อย แต่ก็ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยนี้เอง ดูเหมือนจะเป็นการกระตุ้นลุงเฉินผู้นี้
ลุงเฉินยังคงพูดต่อไปด้วยรอยยิ้ม “ขอเพียงมีเงินพอ อยากได้บ้านแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น ถ้าเจ้าอยากอยู่ดี ๆ ก็ต้องใช้อิฐสีน้ำเงินสร้าง ในหมู่บ้านของพวกเรา มีแค่บ้านของเด็กสาวคนนี้เท่านั้นที่สร้างด้วยอิฐสีน้ำเงิน”
เมื่อพูดถึงการสร้างบ้านด้วยอิฐสีน้ำเงิน ใบหน้าของชายชราผู้นี้ก็เต็มไปด้วยความหวัง ดูเหมือนเขาเองก็ใฝ่ฝันว่าอยากจะมีบ้านแบบนั้นสักหลัง
“แต่หากเงินไม่พอ ก็ทำตามคนส่วนใหญ่ที่สร้างบ้านด้วยดินเหนียว และในหมู่บ้านมีคนชอบนินทามากเกินไป ถ้าเจ้าชอบความเงียบสงบ ก็ควรสร้างกำแพงล้อมรอบจะดีกว่า”
ชายชราพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ เฉินเถียนเถียนจึงรู้สึกได้ว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ชายชราใฝ่ฝันถึง แต่ความเป็นจริงนั้นโหดร้ายเสมอ บางทีชั่วชีวิตนี้ของเขาอาจจะไม่มีวันไปถึงเป้าหมายแบบนั้นก็ได้
คนหนึ่งพูดไม่รู้จักจบสิ้น อีกสองคนก็นั่งฟังอย่างงุนงง ในไม่ช้าก็มาถึงหมู่บ้านเซินหนี่
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ เฉินเถียนเถียนให้เงินแก่ชายชราแล้วกระโดดลงจากเกวียน จากนั้นนางก็ไปหาเฉินเฉิน นางไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะมีสมาธิดีขนาดนี้ เฉินเฉินฝึกเขียนตัวอักษรห้าสิบคำเป็นเวลานานตั้งแต่เช้า
นางมองดูตัวอักษรที่เฉินเฉินเขียนออกมาอย่างตื่นเต้น และนางคิดว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์มาก
เฉินเถียนเถียนไม่คิดเลยว่าคนโง่อย่างเฉินผิงอันจะสามารถมีลูกชายที่ฉลาดเช่นนี้ได้ หรืออาจจะได้ความฉลาดมาจากหลินชุนฮวา ไม่อย่างนั้นนางคงไม่สามารถหลอกเฉินผิงอันให้เชื่อฟังได้หรอก
แต่ความฉลาดเหล่านั้นของหลินชุนฮวากลับถูกใช้ไปกับความคิดชั่วร้าย ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก
เฉินเฉินเบิกตากว้าง จ้องมองพี่สาวราวกับกำลังขอคำชม
เฉินเถียนเถียนเอื้อมมือไปลูบหัวเขาเบา ๆ แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “เจ้ามีพรสวรรค์แบบนี้ถือว่าดีมาก แต่ก็ยังต้องพยายามฝึกฝนต่อไปนะ”