อารามไป๋เทียน อารามเต๋าสีขาวกระจ่างตาเล่าต่อกันมาว่าปรมาจารย์หญิง้าหลบเร้นห่างไกลจากโลกที่วุ่นวายจึงเลือกที่จะหยุดอยู่ณที่แห่งนี้ท่านได้ละวิถีทางโลกฝึกฝนบำเพ็ญเพียรอยู่นานหลายสิบปีจนบรรลุมรรคาเป็เซียน ที่นี่มีแต่นักพรตหญิงสิบกว่าท่านมีศิษย์อายุน้อยเพียงคนเดียว
นับเป็สถานที่ที่สงบเงียบตั้งอยู่บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างชายแดนสามแคว้นรอบด้านเป็ูเาเขียวขจีซับซ้อนกว้างใหญ่ มีเพียงเสียงนกร้องใบไม้ไหวสงบเงียบยิ่งนัก เบื้องบนมองเห็นท้องฟ้ากว้างเบื้องล่างแลเห็นลำธารหลายสายทอดยาวแยกจากน้ำตกบนภูผาสูง ลมเย็นพัดแ่เบา ในป่าลึกห่างออกไปมีเสียงสัตว์ป่าร้องดังก้องชาวบ้านทั่วไปมาไม่ถึงสถานที่แห่งนี้
ห้องโถงหลักด้านหน้าอารามมีรูปพระโพธิสัตย์ขนาดใหญ่ และภาพวาดปรมาจารย์หญิง ควันธูปจางๆลอยอ้อยอิงตามกระแสลมที่พัดเข้ามาเบาๆอาจารย์ห้าท่านกำลังบำเพ็ญเพียรอย่างสงบนิ่งบนเบาะกระจายซ้ายและขวาด้านหน้าเป็กระถางกำยานหอมจากสมุนไพรล่องลอยเอื่อยเฉื่อย ห้องข้างมีภาพวาดของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งอารามแห่งนี้และเป็เื่ต่อมาว่าท่านปรมาจารย์ได้บรรลุมรรคาเป็เซียนที่สามารถมีชีวิตเป็ะและมีอิทธิฤทธิ์มากมาย
“แย่แล้ว แย่แล้ว ท่านอาจารย์ พวกท่านอยู่ที่ใดท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านอาจารย์รอง”
อาจารย์ที่นั่งแต่ละท่านล้วนมีผมขาวใบหน้าอิ่มเอิบอาจารย์ใหญ่มีรูปร่างผอมบางอายุเกินร้อยปีอาจารย์ที่อายุน้อยสุดปีนี้พึ่งได้แปดสิบเก้าบรรดาอาจารย์ที่สวมชุดเทาซับในขาวทุกท่านเพียงลืมตาขึ้นมองเ้าของเสียงเสียงตื่นตระหนกที่ดังเข้ามาก่อนตามมาด้วยเสียงรองเท้าวิ่งตึกตักอย่างรีบเร่งเมื่อได้เห็นตัวตนเ้าของเสียงเด็กน้อยก็วิ่งเข้ามาหยุดหอบหายใจอยู่บนพื้นตรงหน้าเรียบร้อย
“จิ่วเอ๋อร์มิใช่เด็กน้อยแล้วเ้าส่งเสียงดังอันใดทั้งยังวิ่งในเขตอารามใยไม่รักษากริยามารยาทที่อาจารย์สั่งสอน”
อาจารย์รองผู้มีรูปร่างอวบท้วมกว่าอาจารย์ผู้มีรอยยิ้มเอื้ออารีบนใบหน้าเป็ผู้เอ่ยถามขึ้นมา
เด็กสาวสวมชุดเทาวิ่งพรวดพราดเข้ามาหยุดยืนหอบหายใจสักครู่เงยหน้ากลมเนียนแก้มดั่งซาลาเปาที่เวลานี้แดงปลั่งมีเหงื่อไหลเป็เม็ดเนื้อผ้าบนรูปร่างกระทัดรัดเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ เด็กสาวอยู่ในวัยสิบสองปีเพราะเกิดในครอบครัวยากจนครอบครัวอาศัยอยู่ในชนบทที่แร้นแค้นฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลบิดามารดามีบุตรหลายคนสิบปีก่อน่ที่ครอบครัวเลี้ยงไม่ไหวกำลังจะพากันอดตายอาจารย์ใหญ่ผู้ซึ่งไม่เคยออกจากอารามได้ผ่านไปพอดีด้วยความเมตตาสงสารจึงเอ่ยปากขออุปการะด้วยท่านอาจารย์มองเห็นว่าเป็ผู้มีโชควาสนากับการบำเพ็ญเพียรบิดาดีใจจึงรีบยกให้เด็กหญิงตัวน้อยจึงกราบลาบิดามารดาและครอบครัวติดตามกลับมาอารามนางเติบโตท่ามการเลี้ยงดูของอาจารย์ทุกคนที่อารามและได้รับการตั้งชื่อให้ตามลำดับในพี่น้องของครอบครัวตนเองนางเป็เด็กสาวที่จิตใจดีงาม
“เรียนท่านอาจารย์ อาจารย์รองและอาจารย์อาทุกท่านศิษย์ลงไปตักน้ำและหาผลไม้ที่ลำธารด้านล่างตามปกติขณะที่เดินกลับอารามได้ยินเสียงประหลาดข้างทางศิษย์สงสัยจึงหยุดและแหวกหญ้าริมทางเข้าไปดูพบเห็นคล้ายซากศพของเด็กน้อยจึงรีบกลับมาอารามเรียนให้อาจารย์ทราบเ้าค่ะ”
พูดจบก็ยังหายใจเข้าออกแรงๆ อาจารย์ใหญ่หันไปหาอาจารย์รองหากเป็เื่จริงร่างนั้นจะปล่อยให้เป็อาหารของสัตว์ป่าก็ดูจะน่าสงสารเกินไปสมควรได้รับการจัดการที่เหมาะสมจึงพยักหน้าพลางเอ่ยให้ลงไปตรวจสอบและจัดการให้เหมาะสม
“เด็กหรือที่นี่ห่างไกลบ้านเรือนของชาวบ้านยิ่งนักไม่ค่อยจะมีผู้คนมาถึงเ้าพาศิษย์น้องสองสามคนตามนางไปตรวจสอบดูว่าความจริงเป็อย่างไรแล้วจัดการตามความเหมาะสม เด็กที่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่ก็สมควรลงไปดูเสียหน่อยมิอาจปล่อยปละละเลยได้ ผู้บำเพ็ญสมควรมีจิตเมตตา”
“ข้าทราบแล้วศิษย์พี่ท่านวางใจได้ข้าจะจัดการให้เหมาะสม”
ชั่วครู่เดียวกลุ่มอาจารย์และศิษย์ตัวน้อยก็พากันเดินลงมาจากอารามด้วยความสุภาพยิ่งไม่มีเสียงพูดจาให้ได้ยินมีเพียงเสียงฝีเท้าหนักเบาไม่เท่ากันเท่านั้นเมื่อเดินตามจิ่วเอ๋อร์ตัวน้อยมาถึงจุดหนึ่งเกือบปลายทางก่อนขึ้นอารามเด็กน้อยก็ชี้ไปที่ด้านข้างทางเดินร่องรอยต้นหญ้าถูกแหวกออกไว้แล้วพอที่จะมองดูได้อาจารย์รองก้าวไปข้างหน้าเมื่อมองลงไปมีร่างของเด็กสาวตัวเล็กๆนอนขดตัวในพงหญ้ามีใบไม้และเศษหญ้าปิดคลุมรอบๆร่างเล็กก็ไม่มีสิ่งของใดใดเห็นเพียงสีเขียวสีน้ำตาลของต้นไม้ใบหญ้าพลิกดูสภาพเด็กสาวใบหน้าเลอะดินโคลน เสื้อผ้าฉีกขาดสกปรกเปรอะเปื้อนมองไม่เห็นสีที่แท้จริงของเนื้อผ้าสีผิวซีดเซียวไร้สีสันสภาพเหมือนคนตายจริงตามที่จิ่วเอ๋อร์ขึ้นไปบอกนางโบกมือเรียกคนหนึ่งในกลุ่มให้ก้าวเข้าไปก้มๆ เงยๆตรวจดูลมหายใจและชีพจร
“โชคดีเด็กนี่ยังมีชีวิตอยู่แต่ลมหายใจเบาบางมากเ้าค่ะศิษย์พี่”
“พวกเ้าสองคนช่วยกันหาไม้มาทำแคร่หามพานางกลับอาราม”
บนเตียงอุ่นร่างเล็กถูกวางเหยียดยาวผลัดเปลี่ยนเป็ชุดของจิ่วเอ๋อร์แต่ก็ยังดูใหญ่เกินกว่ารูปร่างของนางที่เล็กและผอมบางอย่างยิ่งอาจารย์ใหญ่นั่งที่ขอบเตียงเป็ผู้ตรวจชีพจรและร่องรอยต่างๆก่อนจะดึงผ้าห่มคลุมร่างเล็กไม่ให้ถูกลมยามค่ำคืนที่หนาวเย็น ท่านถอนหายใจลุกขึ้นหันมาสบตาอาจารย์ท่านอื่นที่ยืนรอบๆ
“ศิษย์พี่เด็กน้อยนางนี้มีอาการเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”
อาจารย์อาสามแซ่หลี่ผู้มีใบหน้าเรียบเฉยนิ่งสงบในมือยังคงนับประคำในมือเลื่อนไปเรื่อยๆ เป็ผู้เอ่ยถาม
“เด็กหญิงผู้นี้คาดว่าได้รับพิษบางอย่างทำให้ชีพจรอ่อนแรงและอาจจะพลัดหลงมาหรือถูกนำมาทิ้งไว้โชคยังดีถูกจิ่วเอ๋อร์พบเข้าและในอารามของเรามีโอสถพอที่จะบรรเทาอาการของนางได้ถือว่า์เมตตาแล้วจากนี้ก็ต้องดูว่าเด็กน้อยคนนี้มีวาสนาเพียงพอไหมหากโชคนางยังเหลือพอสองสามวันหลังจากนี้เด็กน้อยก็น่าจะฟื้นขึ้นมาหลังจากนั้นถ้าอาการดีขึ้นค่อยซักถามรายละเอียดอีกครั้งพวกเ้าก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะให้จิ่วเอ๋อร์ต้มยาและอยู่ดูแลนางแล้วกัน”
“จิ่วเอ๋อร์เ้ารับหน้าที่ต้มยาและป้อนให้นางเช้าเย็น เ้าดูแลนางได้หรือไม่ หากว่าดีขึ้นรู้สึกตัวแล้วเ้าก็ไปตามอาจารย์เข้าใจหรือไม่”
“ศิษย์ ทราบแล้วเ้าค่ะ”
เด็กสาวผงกศรีษะพร้อมยกมือคำนับให้กับอาจารย์ทุกท่านที่ค่อยๆทยอยออกจากห้องไปในห้องเหลือเพียงจิ่วเอ๋อร์คนเดียวมีลมพัดเข้ามาจากหน้าต่างที่นี่อยู่บนเขาสูงอากาศกลางคืนเย็นมากนางรีบเดินไปปิดหน้าต่างเพื่อให้ห้องอบอุ่นขึ้นตรวจดูความเรียบร้อยของเทียนก่อนจะถอยออกจากห้อง
แสงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าเสียงนกร้องนอกหน้าต่างจิ่วเอ๋อร์ลืมตาขึ้นอากาศกำลังสบาย ความจริงนางยังอยากปิดตานอนหลับต่ออีกสักนิดแต่ใจยังกังวลกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กไม่ต่างกับนางที่นอนเหยียดยาวั้แ่พาขึ้นมายังไม่ได้สติสักครั้ง เมื่อวานเย็นหลังทานมื้อเย็นเมื่อดูแลตนเองผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก็มานั่งเฝ้าอาการนางป้อนยาตามเวลาที่ท่านอาจารย์ใหญ่กำชับไว้ ในใจข้าคาดหวังว่านางจะลืมตาขึ้นมา(หายไวไวนะข้าเฝ้ารอเ้าอยู่)ในอารามที่นี่เงียบเหงามีแต่บรรดาผู้าุโที่คร่ำเคร่งบำเพ็ญเพียรมุ่งหวังจะบรรลุเป็เซียนสำหรับตนเองแล้วอยากได้เพื่อนเล่นเพื่อนคุยบ้างสักคนนี่ตะวันขึ้นแล้วนางน่าจะอาการดีขึ้นแล้ว(หากนางหายดีข้าจะขอให้อาจารย์รับนางไว้แล้วข้าจะเป็ศิษย์พี่ใหญ่เด็กน้อยคนนี้ต้องเป็ศิษย์น้องของนางเท่านั้น)พลางมองไปที่เตียงยังไม่มีการขยับตัวใดใดเมื่อเอื้อมมือไปอังที่หน้าผากยิ่งใใยเป็เช่นนี้นางยังมีชีวิตยังหายใจใช่หรือไม่ ข้าต้องรีบไปตามอาจารย์ใหญ่มาช่วยนาง
“อาจารย์ อาจารย์เ้าคะท่านตื่นแล้วหรือยังเ้าคะ ศิษย์ขออนุญาตเด็กคนนั้นร่างกายเย็นเฉียบเลย ท่านได้โปรดไปดูอาการนางด้วยเ้าค่ะ”
มือเล็กเคาะที่ประตูไม้สามครั้งแล้วรอจนได้ยินเสียงตอบรับจากด้านในจึงเปิดแล้วก้าวเข้าไปด้านในพบอาจารย์ยืนถือลูกประคำอยู่อย่างสงบ
“เรียนท่านอาจารย์ เมื่อครู่ข้าััตัวนางมันเย็นมากข้าได้ป้อนยาตามเวลาที่ท่านกำหนดไว้แต่นางยังไม่ฟื้นขึ้นมาท่านสามารถไปตรวจดูอาการของนางได้ไหมเ้าคะ”
“เ้ากลับไปเฝ้าดูนาง สักครู่อาจารย์จะตามไป”
“ดูแล้วอาการของนางยังไม่ดีขึ้นร่างกายอ่อนแอเกินไปอาจจะไม่สามารถต้านทานพิษหากผ่านคืนนี้ไปไม่ได้นางอาจไม่รอดเ้าอย่ากังวลกับนางจนเกินไปทุกอย่างย่อมเป็ไปตามวิถีของธรรมชาติเ้าดูแลนางให้ดีก็แล้วกัน ถ้านางสิ้นวาสนาเมื่อนางจากไปพวกเราก็จะจัดพิธีให้นางจำไว้ไม่ต้องเป็ทุกข์ มีเกิดย่อมมีดับมีอยู่คู่กัน หากไม่ดับก็ไม่เกิด”
เหลือเพียงจิ่วเอ๋อร์ในห้องที่อยู่เป็เพื่อนเด็กสาวที่ไร้วี่แววจะตื่นขึ้นมาจวบจนใกล้อาทิตย์ลับขอบฟ้าลมหายใจของเด็กสาวก็หายไปพร้อมกับแสงตะวันอย่างเงียบเหงา
“อาจารย์บอกว่าเ้าสิ้นวาสนาแล้ว สุดท้ายข้ากับเ้าไม่มีโอกาสได้รู้จักกันข้าหมดโอกาสที่จะมีศิษย์น้องรุ่นราวคราวเดียวกันเสียแล้วต้องอยู่ต่อไปเพียงลำพังกับอาจารย์และเหล่าผู้าุโในอารามแห่งนี้”
จิ่วเอ๋อร์นั่งพิงเตียงอุ่นที่มีร่างไร้ลมหายใจนอนเหยียดยาวไม่ไหวติงนางแสนสงสารร่างเล็กบนเตียงยิ่งนักอายุน้อยกว่าตนเองร่างก็เล็กกว่าซ้ำยังโดดเดี่ยวนางจะต้องจัดพิธีให้อย่างเต็มที่
ฉันตายแล้วสินะจำได้ว่าหลังจากวูบดับไป ตื่นขึ้นมาก็เดินในทางมืดๆไม่มียมฑูตมารับตัวหรือเทพมาปรากฏให้เห็นเหมือนในหนังหรือในนิยายตื่นมาก็มานอนในที่แคบๆนี้ไม่มีเรี่ยวแรงจะยกแขนเลยได้แต่พักเอาแรงแล้วเริ่มเอื้อมมือไปััรอบๆ แข็ง เย็นลื่น ที่นี่ที่ไหน ฉันเริ่มรู้สึกอึดอัดอากาศมีน้อยเกินไปจึงเอื้อมแขนเริ่มเคาะผนังด้านข้างสุดแรงในความเป็จริงแทบไม่มีเสียงเกิดขึ้นด้วยซ้ำด้านนอกเสียงคล้ายมีคล้ายไม่มีจนต้องตั้งใจฟังเป็อย่างมากเป็เสียงพูดเสียงบ่นเบาๆด้วยความหวังที่จะรอดฉันจึงพยายามใช้เรียวแรงที่มีเหลืออยู่เคาะต่อไป
"ข้ายังคงนั่งเป็เพื่อนเ้า ในห้องโถงนี้มีเพียงโลงศพที่หนาวเย็นนี่ข้าจุดเตาไฟจะได้อุ่นขึ้นเ้าอยู่ลำพังคงเหงาสินะอาจารย์ทั้งหลายท่านเป็ผู้ถือศีลบำเพ็ญเพียรแทบจะไม่มีความรู้สึกโศกเศร้า ยินดีหรือแม้แต่โกรธ ดังนั้นจึงไม่มีใครเขาสนใจมาที่นี่ ข้าได้แต่จัดเตรียมสิ่งของเซ่นไหว้ให้เ้าหวังว่าเ้าจะอิ่มท้องไม่ต้องหิวโหย"
“เ้ามาจากไหนกันนะ มาเกือบถึงอารามข้าก็อุตส่าห์พาอาจารย์ไปช่วยนำเ้ากลับมารักษา ใยเ้าไม่แข็งใจไว้ ถ้าเ้ารอดก็จะได้มีโอกาสเป็ศิษย์น้องของข้าเชียวนะ น่าเสียดาย…"
จิ่วเอ๋อร์รู้สึกเหมือนมีเสียงดังเบาๆข้าต้องหูแว่วไปแน่ๆ เหมือนในโลงศพจะมีเสียง จึงแนบหูไปชิด กึก กึก…ด้วยความสงสัยจึงใช้สองแขนผลักฝาโลงศพสุดแรงทำให้แง้มเป็ช่องเล็กๆพอมองลอดลงไปนางได้เห็นลูกตาสองดวงจ้องมองมา
“อ๊า..! ผีหลอก ช่วยด้วย”
ด้วยความใกับภาพที่มองเห็นนางส่งเสียงร้องออกมาด้วยเสียงอันดังก่อนจะถอยหลังล้มลุกคลุกคลานเมื่อตั้งหลักได้ก็วิ่งออกไปหาอาจารย์ที่ห้อง
“อาจารย์ อาจารย์ท่านช่วยจิ่วเอ๋อร์ด้วย ผีหลอกปีศาจจะจับจิ่วเอ๋อร์กินแล้วแล้ว”
เด็กสาวตัวน้อยถลาเข้าไปคุกเข่ามือสองข้ายขยุ้มชายแขนเสื้อของอาจารย์ไว้แน่นไม่ยอมปล่อยทั้งยังหอบจนตัวโยนหน้าตาซีดเซียวเหมือนคนขวัญหนีที่ฝ่ามือมีเหงื่อไหลออกมา
“เ้าสงบจิตใจก่อน ที่นี่อารามพุทธผีปีศาจอันใดกันตั้งสติหน่อยค่อยๆพูดออกมาให้รู้เื่”
เสียงอาจารย์รองเอ่ยออกมาช่วยให้นางสงบลงเล็กน้อย
“เมื่อครู่ จิ่วเอ๋อร์เข้าไปนั่งในห้องเก็บโลงศพอยู่เป็เพื่อนนางแล้วได้ยินเสียงจากด้านในจึงแนบหูเพื่อฟังข้าได้ยินด้วยความสงสัยจึงแอบแง้มฝาโลงดูเล็กน้อย ข้า..ข้าเห็นดวงตาเพ่งจ้องมองข้า น่ากลัว น่ากลัวมากข้าใจึงรีบวิ่งหนีมาที่นี่เ้าค่ะ”
อาจารย์ที่ได้ยินก็พากันลุกขึ้นเดินไปที่ห้องวางโลงศพ
“พวกเ้าช่วยกันยกฝาโลงศพเปิดออก”