“เป้ยอี ถ้าแม่ตาย ลูกก็ไป…ไปตามหาเด็กคนนั้นซะ ไม่มีใคร ห้ามลูกได้อีก” คุณแม่เสิ่นที่อาการป่วยรุกเร้าจนใบหน้าซีดเซียวไร้เืฝาด โรคร้ายที่ทำให้เธอสูญเสียสภาพความเป็คนปกติทั่วไปตามองลูกสาวที่ร้องไห้น้ำตาไหลพรากเป็สายน้ำอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยด้วยั์ตาฉายแววรู้สึกผิด
มนุษย์ก็มักเป็เช่นนี้ หลายต่อหลายครั้งที่ต้องเผชิญกับความตายถึงจะสำนึกผิดได้ทว่าช่างน่าเสียดายที่มันสายเกินไปเสียแล้ว
เสิ่นเป้ยปาดน้ำตาที่นองหน้าทิ้ง ก่อนจะฝืนยิ้มให้ผู้เป็มารดาพลางส่ายหน้า “แม่ หนูไม่ตามหาเด็กคนนั้นแล้วดีมั้ย ขอร้องแม่อย่าทิ้งหนูไป…”
บิดาจากไปอย่างไม่ทราบสาเหตุหลังมารดาถูกตรวจพบว่าเป็มะเร็งเมื่อหกปีก่อนตลอดหลายปีนี้สองแม่ลูกได้ผ่านอะไรมาบ้างนั้นมีเพียงพวกเธอสองคนรู้ดีที่สุด
คุณแม่เสิ่นนอนหายใจรวยรินแม้แต่ตอนพูดยังรู้สึกว่าต้องใช้แรงมหาศาล เธอหยุดชะงักไปครู่ถึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง“ไปเถอะ…ไปตามหาเขา พ่อของเด็ก…ชื่อ…หนิงเส้าเฉิน…แต่สัญญากับแม่ได้มั้ย…ลูกจะใช้โฉมหน้าที่แท้จริงของลูกพบเขาไม่ได้ เป้ยอี…สัญญากับแม่นะ…”
กระชับแรงที่กอบกุมมือของเป้ยอีขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับว่าได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดไปจนหมดสิ้น
“แม่ ทำไมล่ะ?” ทำไมถึงห้ามให้เธอใช้โฉมหน้าที่แท้จริงของเธอกัน?ั้แ่เล็กจนโตสิ่งที่มารดาภาคภูมิใจมากที่สุดก็คือการที่เธอได้มีดวงหน้างดงามมาจากผู้เป็มารดาไม่ใช่หรือ
ทว่าั้แ่เกิดเื่นั้นขึ้น มารดากลับใช้ฝีมือการแต่งหน้าขั้นสูงของตนปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริงของเธอไว้…
ปกปิดทีเวลาก็ผ่านไปถึงหกปี
แต่มือที่กอบกุมมือของเธอไว้นั้นค่อยๆ ดิ่งลงไป ไม่มีใครโต้ตอบเธอได้อีกแล้ว…
ไม่มีใครสามารถบอกเธอได้ว่าเหตุใดมารดาถึงไม่ยอมกลับคืนโฉมหน้าที่แท้จริงให้เธอกันหลายปีมานี้เธอเคยลอบถามหลายครั้งหลายครา แต่กลับถูกมารดาตวาดกลับมาเสียทุกครั้งไปพร้อมพึมพำอยู่ติดปากว่าสักวันจะบอกความจริงแก่เธอ
แต่…คงไม่มีวันนั้นอีกต่อไปแล้วใช่ไหม?
ณ เมือง C เขตบ้านพักอันหรูหรา
หนิงเส้าเฉินเพิ่งประชุมทางโทรศัพท์ระยะไกลเสร็จ ประตูห้องทำงานถูกเปิดออกก่อนได้ยินเสียงฝีเท้าอันแปลกหู
ใบหน้าหล่อเหลาหันข้างมองไปทางหน้าประตู
ดวงตาคมลึกกวาดมองบุคคลมาเยือนหัวจรดเท้าดูท่าทางอายุสามสิบสี่สามสิบห้าปีที่ถือมีโครงหน้าเด่นชัดประกอบกับแว่นตากรอบดำผิวสีเข้มที่สวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายทางสีขาว กางเกงวอร์มสีเทาและรองเท้าผ้าใบสีดำซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันดูเชยแต่ก็ดูสะอาดตาดี
“ฉันเป็พี่เลี้ยงที่เพิ่งมาใหม่” รับรู้ถึงสายตาสงสัยของเขา เป้ยอีก็ก้มหน้างุดต่ำพลางเอ่ยอธิบายด้วยใจตื่นตระหนก
ตามข่าวที่ได้สืบค้นจากป๋ายตู้ใน่ก่อนจะมาพบว่าผู้ชายคนนี้อายุยี่สิบเจ็ดปีแต่กลับเป็เสาหลักของตระกูลหนิงได้ั้แ่อายุน้อยส่วนตระกูลหนิงนั้นธุรกิจหลากหลายด้านโดยพูดง่ายๆก็คืออะไรที่ทำกำไรได้พวกเขาก็ทำสิ่งนั้น
ส่วนหนิงเส้าเฉินนั้นตามบนอินเทอร์เน็ตว่ากันว่าชายที่ร่ำรวยหน้าตาดีและตัวสูงล่ำ เป็คนที่ผู้หญิงเฉกเช่นเธอไม่อาจเอื้อมถึงได้ทว่าผู้ชายคนนี้ดันเป็คุณพ่อของลูกเธอเสียได้
เธอไม่สามารถบรรยายถึงความใเมื่อครั้นที่เธอลองค้นชื่อนี้ลงในอินเทอร์เน็ตแล้วเจอบทความแนะนำตัวอันยาวเหยียดพร้อมกับข่าวต่างๆนั้นได้
เื่เกิดเมื่อปีนั้น เมื่อมารดาต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่เพราะเธออายุยังน้อยเธอถึงฟังตามคำสั่งของมารดาแทบทุกอย่างสิ่งที่เธอจดจำได้ดีคือภายหลังการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่กี่วันจู่ๆมารดาก็ถามเธอว่าหากยอมให้เธอได้รับการรักษาจะต้องแลกกับทั้งชีวิต เธอจะยอมหรือไม่เธอตอบตกลงโดยไม่ลังเลแต่อย่างใดและสุดท้ายมารดาก็จัดการแต่งหน้าให้เธอจวบจนกลายเป็คนละคนแถมยังเปลี่ยนชื่อจากนั้นก็พาเธอไปโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัด
ภายหลังพวกเธอถูกพาไปยังโรงพยาบาลแถวหน้าโดยที่อาการป่วยของมารดาได้รับการรักษาจนทุเลาลงอย่างมากส่วนเธอที่อยู่ตรงนั้นกลับตั้งครรภ์ได้สิบเดือนจากนั้นเธอได้ให้กำเนิดเด็กชายคนหนึ่งและถูกอุ้มตัวไปโดยที่เธอยังไม่ทันได้เห็นเองกับตาแม้แต่แวบเดียวเวลานั้นเธออายุเพียงสิบแปดปีเท่านั้น
ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยอีกทั้งยังต้องดูแลมารดา จนกระทั่งอายุยี่สิบสามปีเธอก็ยังไม่มีความสามารถพิเศษใดๆเธอทำอะไรไม่เป็ แต่เพื่อมารดาเธอจึงไม่ปริปากบ่นทว่าสิ่งที่ทำให้เธอคิดไม่ตกมากที่สุดคือเหตุใดหลังจากวันนั้นมารดาถึงไม่ยอมให้ใช้โฉมหน้าที่แท้จริงพบปะผู้คนแถมยังพาเธอย้ายไปที่อื่นไม่กลับบ้านเกิดอีกต่อไป
มองบ้านหลังโตตรงหน้านิ่งก่อนจะมองชายหนุ่มภายหน้าอีกครั้งก็ยิ่งทำให้เธอสงสัยหนักกว่าเดิมว่าเื้ัครอบครัวแบบนี้ชายหนุ่มที่แสนสมบูรณ์แบบนั้นทำไมถึงต้องใช้วิธีนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งลูกคนหนึ่งทำไมถึงต้องเป็เธอ?
หากเป็เพราะโฉมหน้าเมื่อก่อนเธอเข้าใจได้ว่าพวกเขาอาจถูกใจในดีเอ็นเอของเธอแต่ความจริงก็คือขณะที่มารดาพาเธอไปนั้นกลับเป็โฉมหน้าหลังจากแต่งหน้าเรียบร้อยแล้ว
แต่เธอรู้ว่าเธอคงไม่มีวันได้รู้คำตอบแล้ว
ครั้งนี้เธอมาไม่ใช่เพราะอะไรแต่เป็เพราะเธอเพียงแค่้าเห็นหน้าเด็กคนนั้นสักครั้งหากได้อยู่ดูแลเคียงข้างเขาเธอก็ไม่ขออะไรอีก เขากลายเป็ครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเธอที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้
เธอทำอะไรไม่เป็แต่เธอได้คิดวิธีที่จะเข้ามาในบ้านหลังนี้อย่างหลากหลายซึ่งไม่ประสบความสำเร็จสักวิธีทันใดนั้นก็พลันได้ยินว่าตระกูลหนิง้าพี่เลี้ยงเพื่อดูแลหนิงเสี่ยวซีเธอคิดว่านี่เป็โอกาสเพียงหนึ่งเดียวของเธอ
เธอเคยคิดใช้ความสวยเพื่อหลอกล่อหนิงเส้าเฉิน แต่เธอไม่อยากผิดคำพูดที่เคยให้ไว้กับมารดาสิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นเพราะเธอไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับชายหนุ่มมากนัก ชีวิตที่เหลือของเธอไม่เคยคิดจะหาผู้ชายเลยแม้แต่น้อย
ภายใต้อาการย่ำแย่ของมารดา ผู้เป็บิดากลับทอดทิ้งมารดาไปได้และมันทำให้เธอไม่กล้าเชื่อในตัวผู้ชายอีก…
หางตามองเขาที่อยู่ตรงข้ามแบบชั่งใจเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงขายาวสีดำที่เป็การแต่งตัวง่ายๆ แต่กลับปกปิดใบหน้าแสนสะดุดตาของเขาไม่ได้ความหล่อเหลาผิดปกตินั้นกลับเ็าจนคนมองสั่นสะท้าน
“อืม!” รับคำอย่างไร้อารมณ์หนิงเส้าเฉินถอนสายตาจากตัวเป้ยอีขายาวก้าวลงชั้นล่างเพื่อไปห้องครัวก่อนที่มือจะเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำออกมาดื่มไปสองอึก
นี่เป็ครั้งแรกที่ได้เจอกับคุณพ่อของเด็ก ทั้งแปลกหน้าและไร้ความรู้สึกใดๆ
“คุณหนิงคุณเกามาถึงแล้ว” คนรับใช้รายงานอยู่ตรงหน้าประตู
“เส้าหนิง” เสียงอ่อนโยนหวานหูดังแว่วมา
เป้ยอีผู้ไม่คิดจะสนใจเื่อื่นนั้นเพียงแค่เหลือบมองจากหางตา หากแต่เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนก็พานทำให้ใจหายวาบ…
เธอเคยเจอผู้หญิงคนนี้มาก่อนเมื่อครั้งที่อยู่นอกห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลนั้นมีบานประตูกั้นอยู่เธอเคยแอบเห็นว่านางนั่นเองที่หยิบเอา “สเปิร์ม” นั่นมาให้แม้จะเห็นแค่แวบเดียวแต่เธอกลับจดจำได้แม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงที่สวยขนาดนี้ไม่ได้เห็นบ่อยนักในชีวิตนั่นทำให้เธอไม่อาจลืมเลือนได้ลง
แต่ทำไมเธอถึงมาอยู่ตรงนี้ล่ะ?อีกอย่างดูเหมือนว่าเธอจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับหนิงเส้าเฉิน…
หรือว่าเธอเป็คนรักของเขา? เป็ไปไม่ได้!
จะมีคนรักที่ไหนยอมให้ผู้หญิงคนอื่นท้องลูกของคนรักตัวเองได้ แต่…ในหัวเธอตอนนี้กลับว้าวุ่นเหลือเกิน
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/63f395e636c33abad663f9e74093f24d
******เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่อัจฉริยะตัวน้อยกับคุณแม่ผู้ลึกลับที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #อัจฉริยะตัวน้อยกับคุณแม่ผู้ลึกลับ#readAwrite ด้วยน้า