" ดูเหมือนว่าท่าทาง แกคงจะเป็คนที่ฆ่าพวกของข้าไป 2 คนก่อนหน้านี้จริงๆ "
" แกที่ฆ่าพวกข้าได้ขนาดนี้ น่าจะสามารถพัฒนาพลังได้แล้วสินะ "
“ ถึงแกไม่พูดอะไร ยังไงหลังจากลองสู้กันดู ข้าก็จะดูออกได้อยู่ดี ”
" พวกแก้าอะไรจากมนุษย์กันแน่ "
ในที่สุดไวทินก็พูดแล้ว
" ที่แกสามารถพัฒนาพลังขึ้นมาได้ ก็น่าจะพอเดาเหตุผลได้คร่าวๆ แล้วนี่นา แม้จะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดก็เถอะ "
ไวทินขมวดคิ้ว รู้สึกสงสัย เหตุที่เขาพัฒนาพลังขึ้นมาได้ ก็เพราะกลืนกินพลังผลึกเคออสของคนอื่น ก็น่าจะเป็เหตุผลเดียวกันนี้นี่นาที่ชาวคีอัสมาบุกโลก เพื่อเพิ่มพลัง ยังมีเหตุผลอื่นอีกเหรอ ?
" แล้วมันคือเหตุผลอะไร ? "
" เื่นี้แกไม่จำเป็ต้องรู้ ข้ารู้ว่าแก้าถามถ่วงเวลาเพื่อพักบ้าง ข้าก็ไม่ห้าม ข้า้าฆ่าแกในสภาพที่แกมีความหวังว่าจะรอด แกจะได้สิ้นหวังอย่างที่สุด เมื่อรู้ว่าความหวังมันไม่มีทางเป็จริง "
" ตอบแทนที่แก บังอาจฆ่าลูกน้องของข้าทั้งหมด !!! "
ไวทินรู้สึกเบาใจขึ้นมานิดพอได้ยินว่าจะได้พัก แต่เพียงแวบเดียว สายตาไวทินก็เบิกกว้างพลางยกแขนทั้งสองขึ้นมาขวางเป็รูปกากบาทด้านหน้า โดยให้แขนซ้ายอยู่ด้านหน้าแขนขวาอยู่ด้านหลัง
ตูมมม !!!
ไวทินเห็นวัตถุบางอย่างเพียงแวบเดียว ก็รู้สึกเหมือนโดนรถชนที่แขนซ้ายที่พันเชือกกระบี่เอาไว้ พาเอาร่างของไวทินครูดกับพื้นถอยหลังไปถึง 5 เมตร
เ้าเล่ห์นักนะ !!!
ไวทินคิดในใจ ตอนแรกไวทินก็ไม่อยากเชื่อเท่าไหร่ ว่าจะมีศัตรูคนใหนที่เห็นศพลูกน้องตายไปหลายคนแล้ว จะยังนิ่งปล่อยให้คนที่ฆ่ามานั่งพักเพื่อฟื้นพลังมาสู้กับตนเอง
คนที่เป็หัวหน้าคนจะประมาทศัตรูถึงขนาดที่ว่า เห็นศพหลายศพแล้ว ยังจะคิดว่าศัตรูไม่มีทางสู้ตนได้ ต่อไปได้อีกยังงั้นรึ ถ้าไม่มั่นใจว่าตนเองอยู่ยงคงกระพัน ไม่มีวันตาย ก็คงเป็ไอ้โง่ซื่อบื้อคนหนึ่ง แต่คนที่เป็หัวหน้า จะโง่ซื่อบื้อได้ขนาดนั้นรึ
แต่พอได้ยินว่าจะให้ความหวังเพื่อให้สิ้นหวัง ไวทินก็คิดขึ้นมาว่า หลอกให้ความหวังว่าจะให้นั่งพัก ให้มีความหวังว่าพอจะมีทางสู้ แต่ความจริงจัดการเข่นฆ่าทันที เพื่อทำลายความหวังว่าจะได้พักฟื้นพลังมาต่อสู้นั้นทิ้งไปซะ นี่เป็การบดขยี้ทั้งจิตใจและร่างกายที่เหนื่อยล้าไปพร้อมกัน ไม่ให้โอกาสในการสู้กลับได้เลยซักนิด นอกจากจะไม่เสี่ยงโดนฆ่าย้อนกลับแล้ว ยังนับว่าเป็การทำให้สิ้นหวังอย่างแท้จริง
ชิ !! เป็คนเ้าเล่ห์ที่อำมหิตจริงๆ !!
ไวทินสบถในใจ
" ฮ่า !!! ฮ่า !!! ฮ่า !!! "
" ก็ไม่โง่นี่นา ยิ่งแบบนี้ยิ่งสมควรตายย !!! "
ชายชาวคีอัสพูดขึ้นมาด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม หลังจากพูดจบ ชายชาวคีอัส ก็ต่อยไปที่ผนังด้านข้างทันที
ตูมมม !!!
เศษอิฐเศษปูนถล่มทลาย แตกกระจายเกลื่อนพื้น
ไวทินรู้สึกงุนงงสงสัยว่าชายคนนี้ทำอะไร ?
คงไม่ใช่...
ยังคิดไม่ทันจบ ชายชายคีอัสก็ก้มลงหยิบเอาเศษอิฐขึ้นมามือละก้อน
ใช่แน่แล้ว !!!
ไวทินรีบพุ่งหลบออกด้านข้างทันที เห็นเพียงแขนชายชาวคีอัสมีสีทองวูบหนึ่ง มือที่ถืออิฐสะบัด อิฐในมือก็พุ่งเข้าหาไวทินทันที
ตูมมม !!!
ตูมมม !!!
กำแพงด้านหลังไวทินทะลุเป็รูขนาดใหญ่ ไวทินเหลือบมองรูบนกำแพง ร่างกายแผ่นหลังรู้สึกขนลุกซู่ หน้าผากหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ
นี่มันแรงกว่าปืนกลหนักไม่รู้กี่เท่า มองเห็นชายชาวคีอัสก้มหยิบก้อนอิฐอีกครั้ง ไวทินตัดสินใจทันที
เพล๊งงง !!!
ไวทินพุ่งเข้าหากระจกหน้าต่าง ชักกระบี่ฟันกระจกของตึกชั้น 14 ที่อยู่ในปัจจุบันะโออกไป
" หืม ?? จะหนีไปไหน ? "
ชายชาวคีอัสพุ่งไปยืนดูที่หน้าต่าง
ขวับบ !!!
เพล๊งงง !!!
ได้ยินเสียงเชือกและเสียงกระจกแตกเห็นเพียงเงาของไวทินพุ่งเข้าตึกไป
ไวทินที่ตกลงมาจากหน้าต่างชั้น 14 พอถึง ชั้น 13 ก็สะบัดเชือก พุ่งทะลุกระจกเข้าไปพันกับขาโต๊ะขนาดใหญ่ในชั้น 13 เพื่อใช้เป็จุดหมุน เหวี่ยงร่างตนเองพุ่งเข้าหาตึก จากนั้นชักกระบี่ฟันกระจกหนาของชั้น 12 พุ่งทะลุเข้าไป
ชายชาวคีอัสเห็นดังนั้นก็ะโตามลงมา แขนเกล็ดหนาปรากฎแสงสีทองขึ้น กรงเล็บสีทองข้างนึงลากเกาะไปตามผนังตึก ชะลอความเร็วในการตก พอถึงชั้น 12 ตั้งใจจะใช้กรงเล็บ เจาะทะลุผนังตึกใช้เป็จุดยึดเหวี่ยงตนเองเข้าไป ทันใดนั้นเห็นแสงกระบี่สีทองพุ่งฟันเข้ามาหา
" หึ !! "
ชายชาวคีอัสพ่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเ็า ใช้แขนอีกข้างที่ยังมีอิฐในมือก้อนนึงออกมาขวาง แขนมีแสงสีทองสว่างวาบ
เป๊งงง !!!
แขนเกล็ดสีทองปะทะกับกระบี่ทองเสียงดังสนั่น จากนั้นเห็นเงาสีทอง พุ่งเข้ามาอีกด้าน ทำเอาชายชาวคีอัสต้องขมวดคิ้ว พลางปล่อยมือที่เกาะผนังตึก้าออกมาขวางกระบี่สีทองอีกเล่มที่พุ่งเข้ามาจากอีกด้าน แต่ทันใดนั้นเงาสีดำทองของเชือกกระบี่ก็แฉลบออกมาจากข้างลำคอของไวทิน พุ่งเข้าหาคอของชายชาวคีอัสทันที
เป๊งง !!!
เสียงกระบี่ทองในมือซ้ายของไวทินปะทะกับแขนขวาสีทองที่เคยเกาะพนัง ส่วนมือขวาถือกระบี่ทองปะทะกับแขนซ้ายของชายชาวคิอัสเอาไว้ ไวทินใช้แผนเดิมอีกครั้ง แต่เป็เพียงแค่แผนแรก
เห็นเชือกกระบี่พุ่งเข้าหาลำคอตนเอง ชายชาวคีอัสที่ปล่อยมือจนตกลงมาอยู่ในระดับเดียวกับไวทินแล้ว พลันใช้เท้ายันพื้น ะโพุ่งถอยห่างออกมาด้านหลัง ใช้แขนที่ออกห่างจากการกดปะทะกับกระบี่ทองข้างนึงมาป้องกันเชือกกระบี่
เป๊งงง !!!
เสียงเชือกกระบี่ดำปะทะแขนทองกลางอากาศ ส่งให้ชายชาวคีอัสลอยถอยออกไปอีก 3 เมตรเนื่องจากไม่มีที่ให้เท้ายึดเกาะ
" แม่...งง "
ชายชาวคีอัสสบถออกมาด้วยความโมโห ตอนแรกชายชาวคีอัส ะโถอยออกมาเพียงเมตรเดียว เพื่อหวังว่าจะยังใช้แขนยึดเกาะผนังตึกได้ แต่เชือกกระบี่ดำ กลับทำให้ชายชาวคีอัสออกห่างจากตึกจนเกินจะเอื้อมมือมายึดเกาะผนังตึกได้แล้ว ชายชาวเคอัสรู้แผนของไวทิน แต่คาดไม่ถึงว่าแรงปะทะของเชือกกระบี่ดำจะรุนแรงขนาดนี้
รู้ว่าตนเองต้องตกแน่แล้ว มือของชายชาวคีอัสก็สะบัดทันที ก้อนอิฐในมือพุ่งเข้าหาไวทิน
ไวทินที่จ้องมองอยู่ตลอด พอเห็นมือชายชาวคีอัสขยับ ก็รู้ถึงวิกฤตอันตราย แต่เชือกกระบี่ยังอยู่กลางอากาศ กลับมาพันแขนไม่ทันแน่ ไวทินปล่อยกระบี่มือซ้าย คว้าจับเส้นเชือกที่อยู่ใกล้มือ ควงเชือกหมุนวนที่ด้านหน้า ให้เชือกหมุนวนเป็วงกลมลายก้นหอยแทนการควบคุมให้หมุนวนเอง เร่งกระบวนการหมุนให้เร็วขึ้น
ตูมมม !!!
อั้กกก !!!
เืสีแดงพุ่งกระจาย โล่ก้นหอยที่ไวทินสร้างขึ้น เนื่องจากทำอย่างเร่งรีบ เชือกไม่ได้แนบชิดกัน ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเชือกแต่ละวง ก้อนอิฐที่ปะทะโล่ก้นหอยแตกกระจายจากการปะทะ เศษอิฐก้อนเล็กก้อนน้อยทะลุเข้ามา สาดกระจายราวห่าฝนพุ่งใส่ไวทิน
ไวทินที่โดนห่าฝนเศษอิฐ เ็ปทั่วทั้งร่าง ถ้าไม่ใช่ว่าใส่เกราะป้องกันมาทั้งตัว ไวทินคาดว่าตอนนี้ตัวเขาคงมีรูพรุนเป็รังผึ้ง โดยเฉพาะก้อนที่ใหญ่ที่สุดที่โดนหน้าอก ทำเอาไวทินต้องกระอักเืออกมา
ไวทินเช็ดปาดเืออกจากแผลบนศีรษะ แม้จะยกแขนมาไขว้กากบาทป้องกันศีรษะแล้ว แต่ก็ยังมีช่องให้เศษอิฐทะลุมาโดนอยู่ดี ไวทินแอบคิดในใจว่าครั้งหน้าที่ออกมา อาจจะต้องเตรียมหมวกนิรภัยมาด้วยหรือไม่
ชายชายคีอัสที่เห็นห่าฝนเศษอิฐพุ่งเข้าใส่ไวทิน ก็ยิ้มอย่างเ็า แม้จะไม่เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากตนเองตกลงมาก่อน แต่แน่ใจว่าไวทินต้องาเ็บ้างแน่นอน
มองพื้นเบื้องล่างที่ตนเองกำลังพุ่งตกลงไปหาจากความสูงของชั้น 12 ชายชาวคีอัสเกร็งทั่วร่าง แสงสีทองเกิดขึ้นที่แขนจากข้อศอกลงไปคลุมฝ่ามือ ขาทั้งสองข้างมีเกล็ดแข็งเกินปกติปรากฏขึ้น
ตูมมม !!!
ร่างชายชาวคีอัสกระแทกพื้นในท่าสองเท้าและสองมือยันพื้นแบบท่าทางของกบ
อั๊กก !!!
แรงกระแทกที่ได้รับส่งผ่านขาและแขนเข้ามาจนชายชาวคีอัสต้องกระอักเื พื้นที่อยู่ใต้เท้าแตกระแหงออกราวใยแมงมุม
ชายชาวคีอัสพยายามยืนขึ้นด้วยร่างกายสั่นเทา ขาทั้งสองข้างมีเืไหลซึมออกมาตามรอยต่อระหว่างเกล็ด คลายผืนดินแห้งแล้งที่แตกระแหงเพราะขาดน้ำ อยู่ๆก็มีน้ำซึมออกมาตามรอยแยก
ชายชาวคีอัสยืนขึ้น จ้องไปบนตึกชั้น 12 ที่ตอนนี้ ไวทินเองก็ออกมายืนจ้องลงมาจากริมตึกเช่นกน
แม้อยู่ห่างไกลกัน แต่ชายทั้งสองก็รู้ได้ถึงสายตาที่บ่งบอกถึงจิติญญาของการต่อสู้ของกันและกัน
ศึกนี้ยังไม่จบ !!!