"ก๊อก... ก๊อก..."
เสียงเคาะประตูที่ดังสะท้อนก้องในความเงียบสงัดของค่ำคืนราวกับเสียงของเพชฌฆาตที่มาทวงิญญา ผมสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตเข้าที่กลางอก ร่างกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเหงื่อและร่องรอยของความสุขสมเมื่อครู่กลับมาเกร็งสั่นระริกในพริบตาเดียว
“ภัทร...” เกดกระซิบเสียงสั่นระรัว ดวงตาคู่สวยของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าที่เคยซับสีเืฝาดจากความร้อนแรงของเกมรักบัดนี้ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากอวบอิ่มที่เพิ่งจะบดจูบกับผมอย่างดูดดื่มเมื่อครู่สั่นระริกจนแทบจะคุมไม่อยู่
“ไม่ต้องกลัวครับเกด ผมอยู่นี่” ผมพยายามกดเสียงให้ต่ำที่สุดเพื่อปลอบประโลมเธอ แม้ว่าหัวใจของผมเองจะเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมานอกะเิทรวงอก
ผมรีบผุดลุกขึ้นจากเตียงนอนที่ยับย่น คว้ากางเกงนอนที่ถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นมาสวมใส่อย่างเร่งรีบที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยทำมา มือของผมสั่นจนแทบจะติดกระดุมไม่ได้ ในขณะเดียวกันผมก็รีบดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมทับร่องรอยคราบน้ำรักและรอยยับบนผ้าปูที่นอนอย่างลวกๆ พยายามใช้สองมือปัดลูบเตียงให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่ความมืดและเวลาจะอำนวย เกดเองก็ลนลานไม่แพ้กัน เธอรีบคว้าชุดนอนสายเดี่ยวตัวบางมาสวมทับเรือนร่างเปลือยเปล่าของเธออย่างรวดเร็ว มือบางจัดแต่งทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้ดูเข้าที่เข้าทางที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาอันจำกัด เธอพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมสติ
“เดี๋ยวพี่ไปเปิดเอง” เกดสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามเรียกสติและปรับสีหน้าให้เป็ปกติที่สุด เธอหันมามองผมเป็เชิงส่งสัญญาณให้ผมหาที่ยืนที่ดูเป็ธรรมชาติที่สุด
ผมพยักหน้ารับ เดินถอยหลังไปยืนอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะเครื่องแป้ง พยายามจัดเสื้อผ้าและท่าทางของตัวเองให้ดูเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนและแวะมาคุยธุระมากที่สุด เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมลงมาตามขมับจนผมต้องยกหลังมือขึ้นปาดมันออก ผมลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ภาวนาในใจขอให้คนที่อยู่หลังประตูเป็เพียงแค่แม่บ้านที่อาจจะมีเื่ด่วนอะไรสักอย่าง หรือไม่ก็อาจจะเป็เพียงความเข้าใจผิด
แต่เมื่อเกดบิดลูกบิดและแง้มประตูเปิดออก ความหวังอันริบหรี่ของผมก็พังทลายลงในพริบตา
ร่างระหงของ ‘นิชา’ ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น...
นิชาอยู่ในชุดนอนผ้าซาตินสีเข้มเรียบหรูที่ปกปิดมิดชิด ทว่าขับเน้นให้ผิวขาวจัดของเธอโดดเด่นขึ้น ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ถอดแบบความงามมาจากเกดนั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งรอยยิ้มหรืออารมณ์ใดๆ ดวงตาคมกริบของเธอจ้องมองตรงเข้ามาในห้องผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย ท่ามกลางแสงสลัวของโถงทางเดิน ร่างของนิชาดูราวกับเงาของนางพญาที่กำลังมาเยือนรังของเหยื่อ
“นิ... มีอะไรหรือเปล่าลูก ดึกป่านนี้แล้วทำไมยังไม่นอน?” เกดพยายามถามด้วยน้ำเสียงที่เป็ธรรมชาติที่สุด แต่ผมก็แอบสังเกตเห็นว่ามือของเธอที่จับลูกบิดประตูอยู่นั้นสั่นน้อยๆ เธอยืนขวางประตูไว้ครึ่งหนึ่งราวกับ้าสกัดกั้นไม่ให้นิชามองลึกเข้ามาในห้องมากเกินไป
“นิ้าเอกสารสรุปยอดขายของไตรมาสล่าสุดค่ะคุณแม่” นิชาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจและแฝงไปด้วยความเด็ดขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารสาว “นิเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคุณแม่เอามันกลับมาอ่านที่บ้านด้วย นิต้องรีบตรวจสอบข้อมูลด่วนเพื่อส่งอีเมลยืนยันกับทางคู่ค้าที่อเมริกา คืนนี้นิคงต้องรบกวนขอเอกสารแฟ้มนั้นเลยค่ะ”
คำตอบของนิชาฟังดูมีเหตุผลและเป็งานเป็การจนไม่มีช่องโหว่ให้โต้แย้ง แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของผมสะดุดคือสายตาของเธอ
ดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่ใบหน้าของเกดเพียงอย่างเดียว แต่มันกวาดมองข้ามไหล่ของเกดเข้ามาภายในห้องนอนใหญ่... กวาดมองไปทั่วทุกตารางนิ้วราวกับเครื่องสแกนที่กำลังค้นหาความผิดปกติ เธอไม่ได้พยายามชะโงกหน้าเข้ามาอย่างโจ่งแจ้ง แต่ใช้หางตาและการตวัดสายตาอย่างรวดเร็วและแม่นยำในการเก็บข้อมูลทุกอย่าง
สายตาของนิชาเลื่อนผ่านเตียงนอนที่ยับย่น แม้จะมีผ้าห่มคลุมทับไว้ แต่รูปทรงของหมอนที่บี้แบนและรอยยับที่ไม่เป็ระเบียบก็เพียงพอที่จะบอกให้รู้ว่าเพิ่งผ่านกิจกรรมบางอย่างมา สายตาของเธอหยุดนิ่งอยู่ที่ขวดน้ำมันหอมระเหยที่เปิดฝาทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียง กลิ่นหอมเย้ายวนของมันยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ ผสมปนเปกับกลิ่นอายความใคร่จางๆ ที่ผมไม่แน่ใจว่านิชาจะได้กลิ่นมันหรือไม่ แต่การที่ปีกจมูกของเธอขยับเล็กน้อยนั้นทำให้ผมรู้สึกขนลุกซู่
จากนั้น... สายตาคู่นั้นก็มาหยุดลงที่ตัวผม
ผมยืนตัวแข็งทื่อ พยายามปั้นหน้าให้ดูนิ่งเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยการประเมินและจับผิดของลูกเลี้ยงสาว ผมก็รู้สึกราวกับถูกต้อนให้จนมุมในศาลเตี้ย แววตาของนิชาไม่มีความประหลาดใจที่เห็นผมอยู่ในห้องนอนของแม่เธอในยามวิกาลเช่นนี้ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็น เคลือบแคลง และ... บางสิ่งบางอย่างที่น่าขนลุกซึ่งผมอ่านไม่ออก
“สวัสดีครับ... คุณนิ” ผมทักทายเธอด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น
“สวัสดีค่ะ... ภัทร” นิชาตอบรับสั้นๆ มุมปากของเธอกระตุกขึ้นเพียงนิดเดียวจนแทบมองไม่เห็น “ยังไม่นอนอีกหรือคะ? หรือว่า... กำลัง ‘คุยธุระ’ สำคัญกับคุณแม่กันอยู่?”
คำพูดของเธอเหมือนมีดที่กรีดลึกลงกลางใจผม มันเป็การตั้งคำถามที่แฝงความนัยอย่างชัดเจน คุยธุระบ้าอะไรในห้องนอนตอนดึกดื่นขนาดนี้ แถมสภาพของผมก็ดูไม่จืดเลยด้วยซ้ำ
“แม่... เอ่อ... แม่ให้ภัทรมาช่วยดูบัญชีส่วนตัวนิดหน่อยน่ะลูก” เกดรีบแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูเป็ปกติที่สุด “เดี๋ยวแม่ไปหยิบแฟ้มเอกสารให้นินะลูก รอแป๊บหนึ่ง”
เกดรีบหมุนตัวเดินไปที่โต๊ะทำงานมุมห้อง ค้นหาแฟ้มเอกสารอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผมต้องยืนเผชิญหน้ากับสายตาของนิชาเพียงลำพัง
บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดจนผมรู้สึกหายใจไม่ออก ผมรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาตามไรผม ลมหายใจของผมเริ่มหอบถี่ขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ผมรู้ตัวดีว่าสภาพของผมในตอนนี้คงดูมีพิรุธสุดๆ เสื้อผ้าที่สวมใส่อย่างลวกๆ ร่องรอยสีแดงจางๆ ที่คอซึ่งเกดฝากไว้ (ผมภาวนาขอให้แสงไฟในห้องสลัวพอที่นิชาจะไม่สังเกตเห็น) และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความร้อนแรง ทุกอย่างมันชี้เป้ามาที่ความสัมพันธ์ลับๆ ของเราอย่างปฏิเสธไม่ได้
นิชายืนเงียบๆ ประสานมือไว้ด้านหน้า สายตาของเธอไม่ได้ละไปจากใบหน้าของผมเลยแม้แต่วินาทีเดียว เธอไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่ความเงียบและการจ้องมองอย่างจงใจของเธอนั้นคือการกดดันทางจิตวิทยาที่รุนแรงที่สุด
“นี่จ้ะลูก เอกสารที่นิหา” เกดเดินกลับมาพร้อมกับแฟ้มสีดำและยื่นมันให้กับนิชา เป็การทำลายความเงียบที่แสนอึดอัดนี้ลงได้ทันเวลา ผมลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก
“ขอบคุณค่ะคุณแม่” นิชารับแฟ้มไปถือไว้ เธอปรายตามองเกดและมองกลับมาที่ผมอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินกลับไป ทว่า... เธอกลับชะงักฝีเท้าลงและหันกลับมามองพวกเราอีกครั้ง
“อ้อ... คุณแม่คะ” น้ำเสียงของนิชาเปลี่ยนเป็เย็นเยียบขึ้นกว่าเดิม “ดึกมากแล้ว พักผ่อนบ้างนะคะ พรุ่งนี้เรายังมีประชุมสำคัญแต่เช้า... ส่วนภัทร... ถ้า ‘คุยธุระ’ เสร็จแล้ว ก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องเถอะค่ะ อยู่ดึกๆ แบบนี้... เดี๋ยวสุขภาพจะแย่เอานะคะ”
นิชาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินจากไป เสียงฝีเท้าของเธอค่อยๆ ห่างออกไปตามโถงทางเดิน ทิ้งให้ผมและเกดยืนอึ้งอยู่กับที่ราวกับถูกแช่แข็งด้วยความหวาดกลัวและความตึงเครียดที่ยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ
เมื่อมั่นใจว่านิชาเดินกลับเข้าห้องของเธอไปแล้ว เกดก็รีบปิดประตูและล็อกกลอนอย่างแ่า เธอทรุดตัวลงพิงบานประตูอย่างหมดแรง ยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองด้วยความโล่งอกปนตระหนก
“เกือบไปแล้ว... ภัทร... นิชาจะสงสัยหรือเปล่า? นิชาจะรู้หรือเปล่า?” เกดละล่ำละลักถามผมด้วยความกังวล ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเครียดและหวาดระแวง
“ผม... ผมก็ไม่แน่ใจครับเกด” ผมเดินเข้าไปสวมกอดเธอไว้แน่น พยายามปลอบประโลมทั้งเธอและตัวผมเอง “แต่เราต้องระวังตัวให้มากขึ้น... มากกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า คุณนิชาไม่ใช่คนโง่ สายตาที่เธอมองมา... มันน่ากลัวเกินไป”
คืนนั้น... แม้เราจะยังคงนอนกอดกันอยู่บนเตียงเดียวกัน แต่ความสุขสมและความเร่าร้อนเมื่อ่หัวค่ำได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแต่ความหวาดระแวงและความกลัวที่คอยกัดกินหัวใจของเราทั้งคู่ในทุกๆ วินาที
เช้าวันต่อมา...
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในห้องรับประทานอาหารสุดหรูของคฤหาสน์ ทว่าบรรยากาศรอบโต๊ะอาหารเช้านี้กลับไม่ได้สดใสเหมือนแสงแดดภายนอกเลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความกดดัน ความอึดอัด และมวลอากาศที่หนักอึ้งจนแทบจะจับต้องได้
ผมนั่งอยู่ที่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ พยายามจดจ่ออยู่กับกาแฟดำและขนมปังปิ้งตรงหน้า เกดนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในฐานะประธานของบ้าน เธอพยายามชวนคุยเื่สัพเพเหระและเื่งานในบริษัทเพื่อทำลายความเงียบ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
เพราะฝั่งตรงข้ามของผมคือ ‘นิชา’ และ ‘มีน’
มีนน้องสาวคนเล็กของบ้านอยู่ในชุดนักศึกษาที่ดูสดใส เธอส่งรอยยิ้มหวานและพยายามส่งสายตาออดอ้อนมาให้ผมตลอดเวลา ทว่าข้างๆ เธอนั้นคือนิชา... หญิงสาวผู้เปรียบเสมือนูเาน้ำแข็งที่กำลังแผ่รังสีความเ็าและแหลมคมออกมาตลอดเวลา
นิชานั่งรับประทานอาหารเช้าของเธออย่างเงียบๆ ด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ทว่าดวงตาคมกริบของเธอนั้นไม่ได้จดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้าเลย เธอลอบสังเกตพฤติกรรมของผมและเกดอย่างเงียบเชียบ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกคำพูด หรือแม้แต่จังหวะการสบตากันของผมและเกด... ไม่มีอะไรที่หลุดรอดไปจากการจับจ้องของเธอได้เลย
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็หนูทดลองที่ถูกขังอยู่ในกรงกระจก มีสายตาของนักวิทยาศาสตร์จอมเ็าคอยจดบันทึกทุกพฤติกรรม มือของผมที่จับส้อมหั่นไส้กรอกสั่นเล็กน้อยจนผมต้องเกร็งข้อมือเอาไว้แน่น
“พี่ภัทรคะ ลองทานแซนด์วิชทูน่าอันนี้ดูสิคะ มีนตั้งใจทำเองเลยนะคะ” เสียงหวานใสของมีนดังขึ้นทำลายความเงียบ เธอคีบแซนด์วิชชิ้นพอดีคำมาวางลงในจานของผม รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวังและความรักที่แสดงออกอย่างเปิดเผยจนผมรู้สึกใจหาย
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ภายใต้สายตาอันแหลมคมของนิชา... ผมไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของมีนได้เลยแม้แต่น้อย
ผมชะงักมือที่กำลังถือแก้วกาแฟ ลอบกลืนน้ำลายลงคอ พยายามควบคุมสีหน้าให้ดูเรียบเฉยที่สุด ผมเหลือบมองนิชาเล็กน้อย และพบว่าเธอกำลังหยุดชะงักการหั่นไส้กรอก และปรายตามองมาที่ผมกับมีนด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก แต่มันเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมากดดันผมอย่างหนักหน่วง
หัวใจของผมกระตุกวูบ ผมรู้ว่าผมต้องทำอะไรสักอย่าง... ต้องทำบางอย่างเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้นิชาจับสังเกตและโยงเื่ราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน การที่ผมทำตัวใกล้ชิดหรือตอบรับความรู้สึกของมีนต่อหน้านิชา รังแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
“ขอบคุณครับคุณมีน... แต่ผมทานขนมปังปิ้งอิ่มแล้วครับ” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเ็าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่ได้แตะต้องแซนด์วิชชิ้นนั้นเลยแม้แต่น้อย และไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเธอ
มีนชะงักไป รอยยิ้มหวานบนใบหน้าของเธอค่อยๆ เจื่อนลง ดวงตาคู่สวยฉายแววความผิดหวังและน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด “แต่... มีนตั้งใจทำมาให้พี่ภัทรโดยเฉพาะเลยนะคะ ลองชิมนิดเดียวนะคะ” เธอพยายามคะยั้นคะยออีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
“ผมบอกว่าอิ่มแล้วไงครับคุณมีน” ผมเพิ่มความแข็งกร้าวลงไปในน้ำเสียง แม้ว่าลึกๆ ในใจผมจะรู้สึกเ็ปที่ต้องทำร้ายจิตใจผู้หญิงที่น่ารักและบริสุทธิ์อย่างเธอ แต่ผมไม่มีทางเลือก... ผมต้องสร้างกำแพงระยะห่างให้ชัดเจนที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน “ผมขอตัวก่อนนะครับคุณเกด คุณนิชา คุณมีน... พอดีมีเอกสารที่ต้องรีบไปจัดการ”
ผมลุกขึ้นยืน รวบรวมความกล้าและก้าวเดินออกไปจากโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับไปมอง ทิ้งให้มีนนั่งอึ้งอยู่กับความผิดหวัง ทิ้งให้เกดลอบถอนหายใจด้วยความหนักอก... และทิ้งให้นิชามองตามหลังผมไปด้วยสายตาที่แฝงความนัยบางอย่างที่ผมไม่อยากจะคาดเดา
่สายของวัน...
ผมเดินหลบออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สวนหย่อมหลังคฤหาสน์ พยายามสงบจิตสงบใจและจัดการกับความเครียดที่สะสมมาั้แ่เมื่อคืน ทว่าความสงบก็อยู่กับผมได้ไม่นานนัก เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ เหยียบลงบนผืนหญ้าดังเข้ามาใกล้ ผมหันไปมองและพบร่างเล็กบางของมีนเดินตรงเข้ามาหาผม
“พี่ภัทร...”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้ผมต้องหันไปมอง มีนยืนอยู่ตรงนั้น... ใต้ร่มไม้ใหญ่ ใบหน้าสวยหวานของเธอหม่นหมอง ขอบตาของเธอแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ดวงตากลมโตที่เคยสดใสบัดนี้เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยรอวันร่วงหล่น
“มีน... ทำไมไม่ไปเรียนล่ะครับ สายแล้วนะ” ผมถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็ปกติที่สุด แม้ว่าหัวใจของผมจะกระตุกวูบด้วยความรู้สึกผิดเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ
“พี่ภัทรเป็อะไรไปคะ...” มีนก้าวเข้ามาก้าวหนึ่ง เสียงของเธอสั่นเครือและเต็มไปด้วยความตัดพ้อ “ทำไม... ทำไมพักนี้พี่ภัทรถึงเปลี่ยนไป ทำไมถึงเ็ากับมีนแบบนี้ มีนทำอะไรให้พี่ภัทรไม่พอใจหรือเปล่าคะ? หรือเื่แซนด์วิชเมื่อเช้า...”
คำถามของเธอเหมือนเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจผม ผมอยากจะดึงร่างบางนั้นเข้ามากอด ปลอบประโลมและบอกความจริงทั้งหมดกับเธอ แต่ความจริงเ่าั้มันโหดร้ายเกินกว่าที่เธอจะรับไหว และถ้าหากนิชามารู้เื่นี้เข้า... ทุกอย่างจะพังพินาศ ผมต้องตัดใจสวมบทบาทคนใจร้ายเพื่อปกป้องเธอ
“ผมไม่ได้เป็อะไรครับคุณมีน” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เ็าและเหินห่าง พยายามเบือนหน้าหนีไม่มองดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาของเธอ “ผมแค่ยุ่งๆ เื่งานนิดหน่อย แล้วก็... ผมคิดว่าเราควรรักษาระยะห่างกันบ้างนะครับ”
“รักษาระยะห่าง?” มีนทวนคำด้วยความใ น้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ร่วงหล่นลงมาอาบแก้มเนียน “หมายความว่ายังไงคะพี่ภัทร? ก็ก่อนหน้านี้... เรายัง...”
“ก่อนหน้านี้มันคือความเข้าใจผิดครับคุณมีน” ผมต้องรีบตัดบทก่อนที่เธอจะพูดอะไรที่ทำให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความเด็ดขาดทั้งหมดที่มี “ตอนนี้ผมแต่งงานกับคุณเกดแล้วนะครับ... สถานะของผมในบ้านหลังนี้คือพ่อเลี้ยงของคุณ การกระทำและ... ความรู้สึกบ้าๆ ที่เคยเกิดขึ้นในตอนนั้น มันไม่เหมาะสมเลยสักนิด อีกอย่างผมก็เป็เพียงแค่คนนอกที่เข้ามาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ เราไม่ควรทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคุณแม่ของคุณ... โดยเฉพาะคุณนิชาที่กำลังคอยจับตามองพวกเราอยู่”
“แต่มีนไม่ได้สนเื่พวกนั้นเลยนะคะ! มีนรักพี่ภัทร... พี่ภัทรก็รู้!” มีนะโออกมาทั้งน้ำตา เธอพยายามจะเอื้อมมือมาจับแขนผม แต่ผมกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างเ็า
“แต่ผมสนครับ!” ผมขึ้นเสียงเล็กน้อยเพื่อเตือนสติเธอ พยายามทำหน้าให้ดุดันที่สุด “กรุณาเข้าใจด้วยนะครับคุณมีน เลิกทำตัวเป็เด็กๆ และเลิกคิดอะไรเกินเลยกับผมได้แล้ว... ระหว่างเรามันเป็ไปไม่ได้หรอกครับ สิ่งที่ผมคิดกับคุณมีน มันก็แค่ความเอ็นดูแบบน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น”
คำพูดของผมเปรียบเสมือนมีดกรีดลงกลางใจของมีน เธอชะงักงัน เบิกตากว้างมองผมด้วยความเ็ปรวดร้าว น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย ริมฝีปากบางสั่นระริกพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา มือเล็กๆ ของเธอกำแน่นจนข้อขาว
ผมเบือนหน้าหนี ไม่กล้าสบตากับเธออีกต่อไป ผมรู้ว่าผมเลวทรามที่ทำร้ายจิตใจเธอแบบนี้ แต่ผมต้องทำ... เพื่อปกป้องตัวเธอ ปกป้องเกด และปกป้องตัวผมเอง ผมต้องยอมเป็ผู้ร้ายในสายตาของมีน ดีกว่าปล่อยให้ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้ทำลายครอบครัวของพวกเธอ
“ถ้ามีนทำให้พี่ภัทรอึดอัด... มีนขอโทษค่ะ... มีนจะไม่มายุ่งกับพี่ภัทรอีกแล้ว!” เสียงสะอื้นของมีนดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เธอจะสะบัดหน้าและวิ่งหนีกลับเข้าไปในตัวคฤหาสน์ ทิ้งให้ผมยืนนิ่งอยู่กลางสวนด้วยความรู้สึกหน่วงลึกในอก ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจจนผมแทบอยากจะทึ้งตัวเองให้แหลกสลาย
่เย็น...
ความตึงเครียดของวันยังคงไม่จางหายไป ผมรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจจนอยากจะหลบหนีไปให้พ้นจากที่นี่ ผมเดินถือแฟ้มเอกสารเตรียมตัวจะกลับห้องพักของตัวเองในส่วนของเรือนเล็ก ทว่าเมื่อเดินมาถึงบริเวณโถงบันไดทางขึ้นลงที่ค่อนข้างลับตาคนและมีแสงไฟสลัว ผมก็ต้องชะงักฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน
ร่างระหงของ ‘นิชา’ ยืนพิงราวบันไดอยู่ตรงนั้น... ราวกับรู้จังหวะและดักรอผมอยู่แล้ว
หัวใจของผมหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบขึ้นมาในพริบตา ผมพยายามกลืนน้ำลายลงคอและก้าวเดินต่อไป ทำทีเป็ไม่สนใจและจะเดินผ่านเธอไปเงียบๆ
แต่เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ นิชากลับขยับตัวเข้ามาขวางทางผมไว้ ดวงตาคมกริบของเธอจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับพญาเหยี่ยวที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ
“จะรีบไปไหนล่ะคะ... ภัทร?” น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นเยียบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผมต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่
“ผม... จะกลับห้องไปพักผ่อนครับคุณนิ วันนี้ผมเหนื่อยมากแล้ว” ผมตอบกลับไป พยายามรักษาจังหวะการเต้นของหัวใจไม่ให้เต้นแรงจนเกินไป และพยายามทำตัวให้ดูปกติที่สุด
นิชายิ้มมุมปาก... เป็รอยยิ้มที่เ็าและอ่านยากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เธอก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวผมอย่างช้าๆ การเคลื่อนไหวของเธอเงียบเชียบและพลิ้วไหวราวกับงูพิษที่กำลังเลื้อยเข้าหาเหยื่อ เธอขยับเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเราลดลงเหลือเพียงไม่ถึงคืบ กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูราคาแพงที่ให้ความรู้สึกเย็นเยียบและลึกลับโชยมาเตะจมูกผม มันเป็กลิ่นที่ทำให้ผมรู้สึกหายใจไม่ออกและตกอยู่ในสภาวะจำยอม
ผมพยายามจะถอยหลังหนี แต่หลังของผมก็ชนเข้ากับผนังโถงบันไดเสียแล้ว ผมถูกต้อนให้จนมุมอย่างสมบูรณ์แบบ แขนเรียวยาวของนิชายกขึ้นมายันผนังข้างๆ ศีรษะของผม กักขังผมไว้ในวงแขนของเธอ
นิชาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากของเธอแทบจะเฉียดกับใบหูของผม ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดต้นคอผมจนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
“เหนื่อยเหรอคะ? หรือว่า... กำลัง ‘หนี’ ความผิดอะไรอยู่กันแน่?” เธอพูดกระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ
ผมตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหรือหายใจแรง
“ฉันเห็นนะคะ...” นิชากระซิบต่อ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและข่มขู่ “ฉันเห็น... ทุกอย่างที่คุณทำ... ทั้งเื่ของคุณกับยัยมีน... ในวันฝนตกวันนั้น... ที่มุมห้องสมุด...”
คำพูดของเธอเหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงมากลางหัวผม! หัวใจของผมหยุดเต้นไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด วันฝนตก... วันที่ผมกับมีน... นิชารู้เื่นั้นได้อย่างไร! เธอไปแอบดูอยู่ตรงไหน!
“และฉันก็รู้ด้วยว่า...” นิชาละใบหน้าออกห่างเล็กน้อยเพื่อสบตากับผม ดวงตาของเธอพราวระยับไปด้วยความสะใจและอำนาจเหนือกว่า เธอใช้สายตากรีดแทงผมจนทะลุปรุโปร่ง “เมื่อคืน... คุณเข้าไปทำอะไรในห้องของคุณแม่... สภาพของคุณมันดูน่าสมเพชมากนะคะภัทร”
ผมเบิกตากว้างกว่าเดิม เหงื่อเย็นเยียบแตกพลั่กไหลทะลักออกมาตามใบหน้าและแผ่นหลัง ร่างกายของผมแข็งทื่อเป็หินราวกับถูกคำสาป มือและเท้าชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก นี่เธอรู้ความจริงทั้งหมดเลยงั้นหรือ! เธอจับได้หมดแล้วทุกอย่าง!
“จำไว้นะคะภัทร...” นิชายื่นหน้าเข้ามากระซิบประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบถึงกระดูกดำ คำพูดของเธอราวกับกริชที่แทงทะลุหัวใจของผม “ความลับ... มันไม่มีในโลกหรอกค่ะ โดยเฉพาะในบ้านของฉัน... อย่าคิดว่าคุณจะเล่นตลกอะไรลับหลังฉันได้... เพราะฉันจับตาดูคุณอยู่ตลอดเวลา!”
นิชายิ้มมุมปากอีกครั้งก่อนจะผละตัวออกห่าง เธอมองผมด้วยสายตาเหยียดหยามเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ผมยืนแข็งทื่อ เบิกตากว้าง หายใจหอบถี่ และตกอยู่ในห้วงแห่งความหวาดกลัวที่ดำดิ่งที่สุดในชีวิต! หมากกระดานนี้... ผมกำลังพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงที่ชื่อนิชาอย่างหมดรูป!