บทที่ 4 เื้ัที่ดำมืด
ความทรงจำเกี่ยวกับเื่ครอบครัวของมารดาที่ไม่รู้ที่ไปที่มาฉายชัดขึ้นมาในหัวของลี่ซา
ความทรงจำไหลย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนตอนที่จางลี่หยาง บิดาของเหยี่ยนอี้ยังเป็หนุ่มแน่น นอกจากจะสามารถเขียนอ่านหนังสือแล้วเขายังเป็พรานล่าสัตว์ฝีมือดีแห่งหมู่บ้าน ทุกครั้งที่เข้าป่าล่าสัตว์มักจะมีเนื้อติดไม้ติดมือกลับมาเสมอ แต่ครั้งหนึ่งเขาหายเข้าไปในป่านานผิดปกติ จนมารดาเริ่มเป็กังวล
เมื่อจางลี่หยางกลับมาเขาก็ไม่ได้นำสัตว์ป่ากลับมาเหมือนเช่นเคย แต่กลับพาหญิงสาวแปลกหน้ามาด้วยหญิงสาวผู้นั้นอยู่ในสภาพสะบักสะบอม เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดินโคลน ดวงตาเหม่อลอยไร้แววความทรงจำ จางลี่หยางเล่าว่าให้มารดาฟังว่าพบนางหมดสติอยู่บริเวณเชิงผาดูเหมือนว่าจะพลัดตกลงมาจากที่สูง
จางลี่หยางและมารดาพยายามสอบถามถึงที่มาที่ไปของนางแต่หญิงสาวกลับจำอะไรไม่ได้เลย นางไม่รู้ว่าตัวเองเป็ใคร มาจากไหนหรือแม้กระทั่งชื่อของตัวเอง
บิดาจึงตัดสินใจพานางกลับมาที่บ้านและดูแลนางเป็อย่างดี และตั้งชื่อให้ว่า หยุนผิง ซึ่งนางเป็คนอ่อนโยน จิตใจดีและขยันขันแข็ง ช่วยเหลือมารดาของเขาทำงานบ้าน และช่วยเขาทำไร่นา ทั้ง ๆ ที่มือเล็กนั้นแสนบอบบาง
นานวันเข้าความผูกพันระหว่างจางลี่หยางกับหยุนผิงก็เริ่มก่อตัวขึ้น จางลี่หยางตกหลุมรักความอ่อนโยนและความขยันขันแข็งของนางส่วนหยุนผิงก็รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้กับจางลี่หยาง ในที่สุด ทั้งสองก็ตัดสินใจแต่งงานกัน
เสียงเปิดประตูเข้ามาทำให้ลี่ซาดึงสติของตนกลับมา
“อากาศข้างนอกเย็นแล้ว อย่าอาบน้ำเลยแม่จะเช็ดตัวให้แล้วทาสมุนไพรแก้ฟกช้ำเสียหน่อย ถึงไม่มีาแแต่ทาป้องกันไว้ก่อนดีกว่า”
ลี่ซาเงยหน้ามองใบหน้าของแม่เหยี่ยนอี้ชั่วขณะนั้นก็นึกถึงมารดาของตนในโลกก่อน ที่ไม่รู้ว่าป่านนี้จะรู้เื่ที่นางตายหรือยังพลันน้ำตาก็รื้นขึ้นมาอย่างระงับไม่อยู่
หยุนผิงเห็นลูกสาวน้ำตาคลอก็ใรีบเอ่ยถามด้วยความใ
“ลูกเจ็บตรงไหน บอกแม่”
ลี่ซาส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ไม่ได้เจ็บที่ใดเ้าค่ะเพียงแต่นึกละอายใจที่ทำให้ท่านแม่ต้องเป็ห่วง”
หยุนผิงถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะทาสมุนไพรให้ลูกสาวทั้งใบหน้า และตามแขนขาอย่างแ่เบา
“ท่านแม่ ข้าง่วงนอน”
ลี่ซาเอ่ยปากบอกมารดาเมื่อนางทาสมุนไพรให้แล้ว พร้อมแสดงท่าทีง่วงงุน
“ไม่กินอะไรก่อนเหรอลูก ตอนดึกเ้าอาจจะหิว”
หญิงสาวอยากคิดอะไรคนเดียว จึงทำทีลืมตา ไม่ขึ้น เมื่อหยุนผิงเห็นอาการของลูกสาวก็รีบลุกขึ้นพร้อมกับดึงผ้าห่มมาคลุมกายให้แล้วลุกออกไป
“ถ้างั้นลูกนอนเถิด”
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมา ลี่ซานอนลืมตาโพลงในห้องนอนรอบกายของนางเต็มไปกลิ่นสมุนไพร ที่มารดานำมาทาตามร่างกายให้
ลี่ซาเริ่มสังเกตเห็นความสามารถพิเศษบางอย่างของมารดาของเหยี่ยนอี้แม้ว่านางจะสูญเสียความทรงจำทั้งหมดแต่กลับมีความรู้และความเข้าใจในเื่ของสมุนไพรอย่างลึกซึ้งนางสามารถจดจำสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำสามารถนำสมุนไพรเ่าั้มาปรุงยาเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในความทรงจำของเหยี่ยนอี้พบว่าครั้งหนึ่งท่านย่า ล้มป่วยลงด้วยโรคประหลาด อาการของนางทรุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในตอนนั้นครอบครัวไม่มีเงินไปหาหมอมารดาของเหยี่ยนอี้จึงนำความรู้ด้านสมุนไพรที่นางมี มาใช้ในการปรุงยารักษาผลปรากฏว่ายาที่นางปรุงขึ้นสามารถบรรเทาอาการป่วยของท่านย่าได้อย่างน่าอัศจรรย์ภายในเวลาไม่กี่วัน นางก็หายป่วยเป็ปลิดทิ้ง
เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ครอบครัวตระหนักว่ามารดาของเหยี่ยนอี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอนความรู้และความสามารถในเื่สมุนไพรของนางนั้นเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเรียนรู้ได้ในระยะเวลาอันสั้นจนบิดากับท่านย่าเริ่มสงสัยว่ามารดาของเหยี่ยนอี้อาจจะมีเื้ัที่ลึกลับซับซ้อน
ครอบครัวจึงตัดสินใจที่จะเก็บงำความสามารถของมารดาของเหยี่ยนอี้ไว้เป็ความลับเพราะไม่้าให้ใครรู้ว่านางมีความสามารถพิเศษ ซึ่งอาจจะนำภัยมาสู่ครอบครัว อีกทั้งพวกเขายังหวาดกลัวว่าเื้ัที่มืดดำของนางจะถูกเปิดเผยออกมาจนทำให้ครอบครัวพังทลายลง
“ทำไมครอบครัวนี้ซับซ้อนจังเลยท่านพ่อเคยเรียนในสำนึกศึกษา แต่มีฝีมือในการล่าสัตว์ส่วนท่านแม่มีความรู้ด้านสมุนไพร แต่ต้องเก็บงำความสามารถไว้ บอกใครไม่ได้ เป็เพราะเหตุใดกันหรือว่าเพราะแบบนี้ ผู้ใหญ่บ้านสารเลวคนนั้น ถึงกล้าลอบข่มเหงเหยี่ยนอี้ อาจคิดว่าพวกเขาคงไม่กล้าเอาผิดแต่ไม่น่าจะเป็ไปได้ ด้วยฝีมือของท่านพ่อ เกรงว่าผู้ใหญ่บ้านคนนั้น น่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้หรือมีเื่อะไรที่ลึกลับซับซ้อนมากไปกว่านี้อีก”
ลี่ซาคิดวนเวียนไปมา
“แต่ยังไงก็แล้วแต่หากไอ้ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นฟื้นขึ้นมา มันก็คงจำได้ว่าตนเองถูกใครทำร้ายแล้วมันคงจะไม่เชื่อว่าเหยี่ยนอี้เด็กสาวบอบบางคนนี้ทำร้าย แล้วมันต้องคิดว่านางถูกผีเข้าสิงเป็แน่แต่ไม่ว่ามันจะคิดอย่างไร ก็คงไม่มีทางกล้าเปิดเผยความเลวของตนให้คนอื่นฟังเป็แน่เพราะมันกลัวเมียยังกะอะไรดี เราก็แค่ทำเป็จำอะไรไม่ได้ก็พอ ไว้ค่อยหาทางแก้แค้นให้เหยี่ยนอี้ทีหลังก็แล้วกัน”
ลี่ซาหรือเหยี่ยนอี้เข่นเขี้ยวในความมืดก่อนที่ภายในใจจะล่องลอยไปถึงเื่ที่ตนถูกลอบทำร้ายจนตาย
เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนในโลกเดิมเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นระหว่างการลาดตระเวนลี่ซาถูกลอบโจมตีจากด้านหลังอย่างกะทันหัน โชคดีที่นางมีไหวพริบจึงสามารถหลบหลีกการโจมตีไปได้อย่างหวุดหวิดแต่ถึงกระนั้นนางก็ได้รับาเ็เล็กน้อย
สิ่งที่ทำให้ลี่ซาหนักใจไม่ใช่าแแต่เป็การลอบโจมตีที่เกิดขึ้น การโจมตีครั้งนั้นแม่นยำและรวดเร็วราวกับว่าผู้ลงมือรู้ความเคลื่อนไหวของนางเป็อย่างดีที่สำคัญคือผู้ลงมือโจมตีมาจากด้านหลัง ซึ่งหมายความว่าคนร้ายต้องเป็คนใกล้ชิดเป็คนที่อยู่ในทีมสวาทของตนเอง
ลี่ซาเป็ผู้นำทีมสวาทที่ได้รับการไว้วางใจจากองค์กรมาอย่างยาวนานทีมของนางประกอบไปด้วยตำรวจฝีมือดี ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักทุกคนล้วนภักดีและพร้อมที่จะสละชีพในหน้าที่แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ลี่ซาเริ่มสงสัยว่าในทีมของนางอาจจะมีหนอนบ่อนไส้
หญิงสาวเริ่มทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดพยายามปะติดปะต่อเื่ราวต่างๆ เพื่อหาเบาะแสนางสังเกตพฤติกรรมของสมาชิกในทีมแต่ละคนอย่างถี่ถ้วน พยายามจับผิดพิรุธต่างๆแต่ก็ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ
“หรือว่าเราจะคิดมากเกินไป”
ลี่ซาพึมพำกับตัวเองเบาๆ นางไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนในทีมของนางทรยศแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันบ่งบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ภายในใจของลี่ซารู้สึกเศร้าสร้อยเมื่อคิดว่าตนเองคงตายไปแล้วจากโลกเดิม
“คุณแม่จะรู้เปล่าว่าลูกสาวของคุณแม่ตายแล้ว และตอนนี้มาอยู่ในร่างของเด็กสาวที่เกือบจะโดนข่มขืน”
น้ำตาลี่ซาไหลออกมาเงียบ ๆ อยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะหวนคิดถึงตอนที่ได้พบกับผู้ชายที่หน้าตาเหมือนคุณตา
“เ้ายังไม่ตายหรอกแค่ให้ร่างกายได้นอนพักผ่อนสักระยะ”
“จงใช้สติปัญญาความสามารถที่มีช่วยเหลือผู้คนอย่างที่เ้าเคยตั้งใจและของที่ข้าให้ขอให้ใช้อย่างฉลาด”
คำพูดของเขายังดังก้องอยู่ในหู
“จริงสิคุณตาบอกว่าเรายังไม่ตาย และให้ของมาใช้ด้วย แล้วของอยู่ที่ไหนล่ะ”
ลี่ซามองหาสิ่งของที่อาจจะอยู่ในเสื้อของเหยี่ยนอี้แต่ตอนที่นางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ไม่เห็นสิ่งใด และเมื่อค้นหาจนทั่วแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวให้กับความคิดเพ้อฝันของตนเอง
“เป็เอามากนะเราของวิเศษที่ว่าคงมีแต่ในนิยายที่เคยอ่านกระมัง”
ลี่ซาพึมพำอยู่ในใจก่อนจะรู้สึกว่ามีบางอย่างสว่างวาบขึ้นมา
จากบทที่5 เป็ต้นไป จะใช้ชื่อ จางเหยี่ยนอี้ แทน ลี่ซา นะคะ เพื่อไม่ให้รี้ดสับสน