“ฉันเป็นคนให้เธอไปเอง” หวางเจาหวาออกโรงปกป้อง หล่อนดึงฮั่วเสี่ยวเหวินให้มาอยู่ด้านหลัง
“ได้ ถ้าอย่างนั้นคุณก็พาเธอไปเลย!” ปากพูดเช่นนั้น แต่หยางเสวียเหวินกลับจ้องฮั่วเสี่ยวเหวินตาเขม็ง
“เสี่ยวเหวิน พวกเราไปกันเถอะ” หวางเจาหวาจับมือฮั่วเสี่ยวเหวินเดินต่อ
ทั้งสองเพิ่งเดินได้สองก้าว หยางเสวียเหวินก็พูดเสียงเบาตามมาด้านหลัง “ฉันปล่อยเขาได้ก็ย่อมจับเขาได้เช่นกัน”
หวางเจาหวาไม่สนใจเขา แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินกลับยืนนิ่งไม่ขยับ หวางเจาหวาจึงต้องออกแรงดึงแทบจะต้องลากเธอให้ก้าวเดิน
“คุณป้าคะ ฉันไม่ไปแล้วค่ะ” ในที่สุดฮั่วเสี่ยวเหวินก็ตัดสินใจ จะให้พี่เจียหมิงติดคุกอีกรอบเพราะความ ‘เห็นแก่ตัว’ ของตัวเองไม่ได้
หวางเจาหวาร้อนใจ พูดเกลี้ยกล่อมซ้ำไปมา แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินฟังไม่เข้าหู มีเพียงหยดน้ำตาเม็ดใสที่บ่งชี้ว่าเธอได้ยินสิ่งที่หวางเจาหวาพูด
หวางเจาหวาหมดหนทาง บอกว่าถ้าอย่างนั้นก็กลับกันเถอะ
หลังจากเหตุการณ์นี้ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่มีความคิดที่จะกลับไปที่หมู่บ้านอีก แม้หยางเสวียเหวินจะน่ารังเกียจ แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติไม่ดีต่อเธอ ส่วนหวางเจาหวาก็ดีต่อเธอเหมือนลูกสาวแท้ๆ
ฮั่วเสี่ยวเหวินมองดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ “เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน” ไม่ทันไรเธอก็อยู่ที่นี่มาครึ่งเดือนแล้ว
“เสี่ยวเหวิน มานี่เร็ว ฉันมีของจะให้ดู” หยางซวี่วิ่งมาหาในมือถือกล่องใบหนึ่งมาด้วย เขายื่นให้เธอดูเหมือนเป็นสมบัติ
ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดหยางซวี่ถึงติดฮั่วเสี่ยวเหวินมาก ขนาดตอนเธอเข้าห้องน้ำยังมาเฝ้าอยู่ด้านนอก
เมื่อเปิดกล่องดูพบว่าภายในนั้นคือกำไลหยกคู่หนึ่ง ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ใส่ของพวกนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เธอก็ยินดียอมรับไว้
หยางซวี่มีความสุขมาก กระโดดขึ้นลงรอบตัวฮั่วเสี่ยวเหวินไม่หยุด เห็นท่าทางบ้าๆ บอๆ ของเขาเช่นนี้ เธอก็อดยิ้มไม่ได้
ทว่าวินาทีต่อมาเธอกลับยิ้มไม่ออก สีหน้าของฮั่วเสี่ยวเหวินเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เธอตั้งใจเพ่งสายตามองออกไปด้านนอก ร่างกายเริ่มสั่นเทิ้ม
นึกไม่ถึงว่าชีวิตนี้จะยังได้เจอจางเจียหมิงอีก แต่เขาหาที่นี่เจอได้อย่างไร?
ฮั่วเสี่ยวเหวินรีบหาข้ออ้างมาสลัดหยางซวี่ให้พ้นตัว เธอแทบจะวิ่งไปยังด้านหลังก้อนหินที่จางเจียหมิงซ่อนตัวอยู่
ทุกครั้งที่มีเวลาเธอจะนึกถึงจางเจียหมิงเสมอ ตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่? เสบียงในบ้านเหลือไม่เยอะแล้ว เขาจะหิวหรือไม่?
วินาทีที่ได้เจอเขาอีกครั้งทั้งที่คิดถึงสุดหัวใจ แต่คำที่พูดออกจากปากกลับมีแค่ว่า “พี่เจียหมิง”
“เสี่ยวเหวิน”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไม่มีความอบอุ่นใดๆ เหมือนกำลังทักทายคนผ่านทางที่ไม่รู้จัก
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ได้คิดอะไรมาก เธอทำท่าจะเข้าไปกอดเขา แต่จางเจียหมิงกลับถอยหลังหลบ
ฮั่วเสี่ยวเหวินสับสน “พี่เจียหมิง พี่เป็นอะไรไป? ฉันคือเสี่ยวเหวินไง”
“ไม่มีอะไร” จางเจียหมิงเงยหน้ามองท้องฟ้า ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “พี่ไปล่ะ”
ชั่วพริบตาที่จางเจียหมิงหมุนตัว ฮั่วเสี่ยวเหวินก็เดินเข้าไปสวมกอดเขาทันที เขายังตัวเล็กเหมือนเดิม และมีกลิ่นอายเฉพาะอันคุ้นเคย
“พี่เจียหมิง พี่เป็นอะไรไป ทำไมจู่ๆ ถึงเย็นชาขึ้นมา?”
จางเจียหมิงออกแรงง้างค่อยๆ จับมือเธอออก ก่อนจะหันกลับมามอง “พี่ไม่ชอบเธอแล้ว พี่มาเพื่อบอกเรื่องนี้”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเหมือนโดนฟ้าผ่า ทั้งที่สายตาของเขามองเธออย่างอาลัยอาวรณ์ขนาดนั้นแต่กลับพูดออกมาอย่างง่ายดาย
“ฉันไม่เชื่อ นี่ไม่ใช่เรื่องจริง”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินเข้าไปหาจางเจียหมิงเหมือนเป็นบ้า ในที่สุดก็จับมือเขาไว้ได้สำเร็จ มันเย็นไม่ต่างกับน้ำแข็ง
แต่ทุกอย่างเปล่าประโยชน์ จางเจียหมิงสลัดมือเธอทิ้ง
น้ำตาเป็นโรคติดต่อ ตอนนี้ฮั่วเสี่ยวเหวินน้ำตานองหน้า จางเจียหมิงเองก็น้ำตาคลอหน่วยเช่นกัน
ตอนที่จางเจียหมิงเดินจากไป ฮั่วเสี่ยวเหวินหมดแรงจะเหนี่ยวรั้งแล้ว เธอต้องอยู่ที่นี่ตลอดชีวิต บางทีการจากไปของเขาอาจเป็นผลดีต่อทั้งคู่
“เสี่ยวเหวิน เธอร้องไห้ทำไม?” หยางซวี่มาตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครไม่รู้ เห็นเธอมีน้ำตานองหน้าก็รีบใช้แขนเสื้อช่วยเช็ด
ฮั่วเสี่ยวเหวินเบี่ยงตัวหลบแขนเสื้อของเขา แล้วใช้มือของตัวเองเช็ดลวกๆ แทน ก่อนจะบอกว่าพวกเรากลับกันเถอะ
“กลับบ้านกัน กลับบ้านกัน” หยางซวี่ตื่นเต้นดีใจ ฮั่วเสี่ยวเหวินมองเขาแล้วรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ถ้าหากเธอไม่ต้องกังวลถึงเรื่องใดๆ เช่นเขา เธอก็คงไม่ต้องเสียใจขนาดนี้
เห็นทั้งสองคนเดินห่างออกไปเรื่อยๆ แต่จางเจียหมิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“ฉันกลายเป็นคนเย็นชาขนาดนี้ได้อย่างไร?” จางเจียหมิงหัวเราะ ตอนนั้นเธอจากไปโดยไม่ลาสักคำ พอตามหาเจอก็ต้องมาเห็นเธอพลอดรักกับคนอื่น แล้วเขาจะทำอย่างไรได้อีก ให้อวยพรด้วยรอยยิ้มหรือ?
หลังจากกลับถึงบ้านหยาง หวางเจาหวาสวมผ้ากันเปื้อนยกกับข้าวออกมา ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงดันกับข้าวชามหนึ่งเข้าด้านในโต๊ะเพื่อจัดเรียง
“โอ๊ย” ร้อนขนาดนี้เชียว? นิ้วของฮั่วเสี่ยวเหวินบวมแดงอย่างรวดเร็ว หวางเจาหวารีบวิ่งออกมาดูเมื่อได้ยินเสียงร้องของเธอ
“เป็นอะไรหรือ?”
“โดนลวกนิดหน่อยค่ะ”
หวางเจาหวาตักน้ำเย็นมาหนึ่งขันให้ฮั่วเสี่ยวเหวินนำนิ้วลงไปแช่ แต่นิ้วของเธอก็ยังคงแสบร้อนอยู่
“ครั้งหน้าระวังให้มากหน่อย อย่าสะเพร่าเช่นนี้” หวางเจาหวาบ่นแต่ก็บ่นเพราะความเป็นห่วง
หยางซวี่แช่มือลงในขันเช่นกันแต่ก็ต้องเอาออกมาทันที เขารีบยกมือขึ้นเป่าไอร้อนที่ปาก ท่าทางขบขันของเขาเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี
ฮั่วเสี่ยวเหวินมองออกไปนอกหน้าต่าง ‘ฟ้าใกล้มืดแล้ว ไม่รู้ว่าพี่เจียหมิงจะกลับอย่างไร’
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่รู้ว่าจางเจียหมิงกลับไปอย่างไร เพราะขนาดตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เช่นกัน หลังจากเดินมาได้ครึ่งทาง ฟ้าก็มืดจนมองไม่เห็นเสียแล้ว
เทียนไขในมือกำลังจะมอดดับ จางเจียหมิงเก็บใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง เขาก้าวพลาดจนเป็นเรื่องปกติ โชคดีที่ตลอดทางไม่มีน้ำ และดินโคลนแห้งเหือดไปหมดแล้ว ล้มแล้วก็สามารถลุกขึ้นปัดฝุ่นออกและเดินต่อได้
แม้แต่เขายังไม่เชื่อว่ากลับมาถึงบ้านแล้ว ภายในบ้านเย็นยะเยือก กระทั่งผ้าห่มยังเย็นจัด จางเจียหมิงรู้สึกหมดแรง หรือว่าถ้าไม่มีฮั่วเสี่ยวเหวินแล้วเขาจะไม่มีอะไรเลยจริงๆ?
ในทางกลับกันตอนนี้ที่บ้านหยางกำลังชื่นมื่นครื้นเครง ฟังจากที่หยางเสวียเหวินคุยกับหวางเจาหวา เหมือนว่าหยางเสวียเหวินจะทำผลงานได้
หยางเสวียเหวินมีความสุขมาก เขาดื่มสุราไปสองจอก หลังจากเก็บถ้วยชามเรียบร้อยแล้ว หวางเจาหวาก็ไล่เขาไปนอน “ดึกแล้ว คุณรีบไปนอนเถอะ!”
“อืม” หยางเสวียเหวินเดินโซเซออกไปประหนึ่งกำลังเต้นรำกับผี หวางเจาหวาจึงต้องช่วยประคองออกไป
ห้องที่หยางเสวียเหวินนอนตอนนี้คือห้องหอของทั้งสอง นับจากที่หวางเจาหวาอ้างว่าต้องดูแลหยางซวี่และย้ายออกไปนอนห้องติดกัน หยางเสวียเหวินก็นอนคนเดียวมาโดยตลอด
ฮั่วเสี่ยวเหวินไปเทน้ำร้อน เกลี้ยกล่อมให้หยางซวี่ล้างหน้าแล้วพาเขาเข้านอน
“ไม่ต้องเสแสร้งแล้ว มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ” เสียงของหวางเจาหวาดังมาก ฮั่วเสี่ยวเหวินที่นอนบนเตียงในห้องติดกันได้ยินชัดเจน