“เอาละทุกคนฟื้นพลังกันเสร็จแล้ว ถ้างั้นผมขอความร่วมมือให้แบ่งเป็กลุ่มๆกระจายกันไปหาทางออกจากถ้ำนี้แล้วกันนะครับ ในกลุ่มพวกเรามีใครมีทักษะหรือไอเทมที่ให้แสงสว่างได้บ้างครับ?”ผู้เล่นคนหนึ่งที่วิฬาร์พอจำได้ว่าเป็รองหัวหน้ากลุ่มที่พาลูกกิลด์มาฝึกโจมตีบอสลุกขึ้นยืนก่อนประกาศเสียงดังดูท่าคงให้แบ่งกลุ่มโดยอิงจำนวนคนที่ใช้ทักษะประเภทส่องสว่างได้เพื่อจะได้กระจายไปสำรวจกันรอบๆ
ห้าคนชูมือขึ้นรวมถึงวิฬาร์ด้วยจากนั้นสิบสามคนก็แบ่งออกเป็ห้ากลุ่ม กลุ่มละสองสามคน กระจายไปสำรวจพื้นที่โดยรอบโดยไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเพราะต่างก็รู้ดีว่าการช่วยเหลือกันน่าจะทำให้เจอทางออกได้เร็วที่สุด
ถ้ำใต้ดินนี้ค่อนข้างกว้างไม่น้อยแต่ละกลุ่มกระจายตัวเดินไปคนละทิศ ทาง ส่วนกลุ่มของวิฬาร์นั้นเดินไปได้ไม่ถึงอึดใจก็เจอกับผนังสูงยาวไปจนลับตาแม้จะส่องไฟขึ้นไปดูยังไงก็ไม่พบเจอทางไปต่อ จึงเดินเลียบไปเรื่อยๆพลางมองหารูเล็กซอกน้อยที่อาจจะเป็ทางออก แต่ก็ยังไม่เจอ
หลังจากสำรวจเวิ้งถ้ำได้ไม่นานผู้เล่นกลุ่มนึงก็เจอปากทางอยู่ไม่ไกล ทั้งหมดจึงเข้าไปดูพร้อมกัน
พอเดินเข้าไปได้ไม่นานมันก็กลายเป็ทางแยกจึงเริ่มแบ่งสมาชิกเข้าไปแต่ละทางแล้วนัดกันไว้ว่าถ้าเจออะไรยังไงก็ให้กลับมาบอกกัน อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามทำอะไร
ห้ากลุ่มเลือกเดินไปตามทางแยกที่กระจายอยู่รอบๆพลางเอาเศษหินที่เจอ ทำรอยตำหนิไว้ว่าเข้าไปทางไหนแล้วจากนั้นแต่ละกลุ่มก็เริ่มออกเดินห่างกันไปเรื่อยๆ จนไม่นานนัก ก็มีบางกลุ่มเดินย้อนกลับมาทางเดิมเพราะเดินไปเจอทางตันบ้างก็เดินวนมาเจอกัน แสดงว่าคงจะมากันตรงที่ไหนสักที บ้างก็ไปต่อไม่ได้เพราะภูมิประเทศแคบเกินไป สุดท้ายราวๆ ชั่วโมงต่อมา สี่กลุ่มก็เดินย้อนกลับมารวมกันที่เดิมรอคอยอีกกลุ่มที่ยังไม่กลับ
“เป็ทางตันกันหมดเลยหรอ?”
“ใช่”เสียงตอบดังขึ้นอย่างสิ้นหวัง
ถ้าเกิดเป็อย่างนี้จริงๆสุดท้ายทางออกทางเดียวที่มีก็คือการฆ่าตัวตาย และนั่นก็ไม่ใช่เื่น่ายินดีสักเท่าไหร่
ตุบๆๆๆ
เสียงวิ่งดังมาจากโพรงช่องหนึ่งที่อีกกลุ่มแยกเดินเข้าไปคนทั้งหมดหันไปมองอย่างลุ้นระทึก บ้างก็หยิบอาวุธออกมาเตรียมไว้
อย่าบอกนะว่าที่อย่างนี้ก็มีสัตว์อสูรด้วย?
อึดใจต่อมาสามคนที่เดินหายเข้าไปในนั้นก็วิ่งออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“เจอทางไปต่อแล้ว!”
ทั้งหมดหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าแช่มชื่นถึงแม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าไอ้ทางไปต่อที่ว่ามันนำไปที่ไหน แต่ในเมื่อยังมีความหวังก็นับเป็เื่น่ายินดีอย่างนึง
คนที่กลับมาเล่าว่าเขาเดินสำรวจไปจนเจอทางแปลกๆเลยลองเดินเข้าไปดู ก็พบว่าเป็ทางที่ดูเหมือนจะเกิดจากน้ำมืุ์สร้างขึ้นเพราะตรงนั้นมีประตูบานใหญ่สูงท่วมหัวปิดเอาไว้พวกเขากลัวว่าอาจจะมีกลไกหรืออะไรจึงยังไม่กล้าเปิด เลยกลับมาเรียกคนอื่นแล้วรอเข้าไปด้วยกันเพราะถือว่ามีคนมากดีกว่าคนน้อย
“โอเค งั้นเราไปด้วยกันเถอะแต่ก่อนอื่น มาตั้งกลุ่มกันก่อน เผื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจะได้ติดต่อกันได้ง่ายๆ” รองหัวหน้าคนเดิมที่ภายหลังวิฬาร์ทราบว่าเขาชื่อคาลอสนั้นตั้งตนเป็หัวหน้ากลุ่มแต่ก็ไม่มีใครโต้แย้ง เพราะดูเหมือนเขาจะเป็คนที่มีทั้งความสามารถและประสบการณ์สูงสุดในกลุ่มนู้บทั้งหมดแล้วทั้งหมดแบ่งออกเป็สองปาร์ตี้แล้วกดตอบรับเข้ากลุ่มอย่างรวดเร็วจากนั้นก็เริ่มออกเดินทางทันที
ไม่นานทั้งหมดก็เดินมาถึงบริเวณประตูตามที่ผู้เล่นคนนั้นบอกไว้
ประตูบานนั้นใหญ่โตจริงๆเท่าที่วิฬาร์เห็น ประตูหินบานนี้สูงอย่างน้อยสี่เมตร ถ้ามันเปิดจนสุด ต่อให้เอารถเมล์เข้าไปก็วิ่งได้สบายๆ
ทุกคนเดินเข้าไปสำรวจดูอย่างตื่นเต้น บนบานประตูแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงลากไปลากมาซ้อนทับกันอย่างงดงาม ขนาดพวกเขาที่ไม่รู้เื่ราวศิลปะอะไรยังดูออกว่าประตูบานนี้ไม่ธรรมดา
‘เอ๊ะ อะไรกัน’ วิฬาร์ก็มีความสนใจไม่ต่างจากคนอื่น เขายืนมองประตูอย่างสงสัยว่าทำไมมันถึงมาตั้งอยู่ที่นี่ได้หัวสมองคิดหาเหตุผลต่างๆ แต่ยังไม่ทันนึกอะไรออก ลายสลักบนบานประตูก็ดึงดูดความสนใจของเขาไป
บนบานประตูนั่นเหมือนจะจารึกอักษรพิลึกที่อ่านไม่ออกเอาไว้ เพียงแต่ถ้าตั้งใจมองจะเห็นว่าเป็เพียงลายสลักหนาหนักที่วนทับซ้อนกันไปมา ดูไม่รู้เื่แต่ถ้าถอยมามองภาพกว้างๆ แบบเหมารวม ตัวอักษรก็จะปรากฏออกมาเพียงแต่เขายังปรับสายตาไม่ได้ มันจึงเลือนไปเลือนมาอยู่อย่างนั้น
คนอื่นๆเข้าไปลูบคลำบานประตูนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่พอไม่เห็นการตอบสนองหรือกลไกอะไรก็เข้าไปสำรวจกันอย่างตื่นเต้น
วิฬาร์เองต้องปรับสายตาอยู่พักหนึ่งถึงเริ่มเห็นตัวอักษรนั่นได้อย่างชัดเจนในที่สุดแต่เขากลับรู้สึกเหมือนรู้จักอักษรพวกนี้มาก่อน ทว่าหลังจากยืนอ่านอยู่นานก็ยังนึกไม่ออกว่าไปรู้จักมันตอนไหน
‘คำนี้อ่านว่า ด่าวดิ้น?’ อะไรกัน นี่แค่คำแรกก็ฟังดูไม่เป็มงคลชีวิตแล้ว
“ผู้เล่นวิฬาร์เลื่อนระดับทักษะแปลภาษาโบราณเป็ระดับ2”
เสียงของระบบดังขึ้นในหัวเมื่อเขาลองอ่านข้อความนั้นออกมาคำหนึ่ง จู่ๆความหมายของมันก็เด้งเข้ามาในหัวแบบไร้ที่มา ทำให้เขานึกได้ว่าเมื่อตอนเข้าเกมเขาได้ทักษะระดับ Aนี้มา ทีแรกเขานึกว่ามันจะเป็ทักษะที่ต้องใช้ในงานอื่นหรือพวกภารกิจลับแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะมีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง
หลังจากนั้นก็เหมือนว่าเขาจะอ่านมันเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยเมื่อวิฬาร์เจอวิธีเพิ่มระดับทักษะ ก็พยายามอ่านมันอีกอย่างรวดเร็ว
เขากวาดสายตามองกลุ่มตัวอักษรบนนั้นแล้วค่อยๆ อ่านออกในหัวราวกับกำลังเล่นจิ๊กซอว์อยู่แต่ยิ่งอ่านเข้าใจความหมายของแต่ละคำ เหงื่อที่หน้าผากก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาเม็ดแล้วเม็ดเล่า
‘บรรลัย’
‘มรณะ’
‘ทัณฑ์’
‘วายปราณ’
ฉิบหายยยนี่มันประตูนรกหรือไงวะเนี่ย!
วิฬาร์หน้าซีดเป็ไก่ต้มแต่ด้วยความมืดภายในถ้ำ ก็ทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของเขา
ทักษะแปลภาษาโบราณของเขาเลื่อนระดับจนมาถึงระดับสามจากนั้นก็ไม่ขยับอีกเลย แต่เหงื่อบนหน้าผากวิฬาร์กลับผุดขึ้นมาเรื่อยๆเพราะความหมายแต่ละส่วนที่เขาอ่านออกเริ่มประกอบกันขึ้นมาเป็โคลงสั้นๆ สองบท
โคลงที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งทำให้เขาเริ่มรู้ว่า เื้ัประตูบานนี้ซ่อนเก็บเื่ราวอะไรเอาไว้
นรชาติจงยับยั้ง ชั่งใจ
หลบห่างเว้นว่างไกล หลีกหน้า
มรรคาแห่งบรรลัย มรณะ ด่าวดิ้น
ดุจดั่งทัณฑ์จากฟ้า ผ่าสิ้นวายปราณ
ฤๅหากหมายเนตรตั้ง จิตแน่
พิสูจน์หทัยเที่ยงแท้ มุ่งหมั้น
คือความศรัทธาแม้ แพ้พ่าย ล้มเหลว
หากแต่ยังอดกลั้น เชื่อหมั้นในตน
[นรชาติ = คน/หมู่คน, มรรคา = เส้นทาง]
“ช่างมันเถอะพวกดูให้ตายก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก ไปเร็ว”
ผู้เล่นคนนึงตบหลังเรียกสติวิฬาร์ที่ยืนเหงื่อแตกพลั่กให้รู้ตัวจนเขาถึงกับสะดุ้งเฮือกเพราะเพ่งสมาธิไปที่ประตูนั้นจนไม่ทันระวัง
ผู้เล่นคนนั้นหัวเราะนิดหน่อยที่เห็นเขาเป็คนขวัญอ่อนขนาดนี้จึงไม่ทันสังเกตว่าวิฬาร์แอบกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ที่นี่มีแค่เขาคนเดียวที่พอจะอ่านไอ้ตัวอักษรยึกยือบนนี้รู้เื่และความหมายที่เขารู้มันทั้งแย่และดีในเวลาเดียวกัน
‘จะบอกพวกนั้นดีมั้ยนะ’
ทักษะระดับAเป็ทักษะที่นับว่าหายากแม้กระทั่งในหมู่ผู้เล่นระดับสูงวิฬาร์จึงรู้ดีว่าถ้าเกิดบอกเื่ความหมายของประตูไป อาจถูกขุดคุ้ยว่าทำไมถึงอ่านอักษรพวกนี้ออกหรือดีไม่ดีก็ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่เขาพูดเพราะในกลุ่มก็มีแต่เขาที่อ่านได้อยู่คนเดียว
นอกจากนี้หากพวกเขารู้ว่าความหมายของทางข้างหน้าหมายถึงอะไรดีไม่ดีจะรีบพุ่งเข้าไปโดยไม่คิดชีวิตด้วยซ้ำ จากนั้น ความร่วมมือที่ทุกคนกำลังปรองดองกันอยู่จะต้องพังพินาศลงทันที
เพราะคำใบ้พวกนี้เป็ตัวบ่งชี้ว่าด้านหลังควรจะมีภารกิจลับหรืออะไรก็ตามซ่อนอยู่และภารกิจแรกที่เขานึกถึงก็คือ
ภารกิจพิชิตร่างอวตาร!
ภารกิจที่ผู้เล่นทุกคนใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะทำมันสำเร็จ และได้พลังอันทรงอำนาจ ก้าวขึ้นไปยังจุดสูงสุดของเกมเงินทอง พลัง อำนาจ และผู้คน ทว่าก่อนจะก้าวขึ้นไปถึงบนนั้นก็ต้องผ่านการทดสอบอันโหดหินไปซะก่อน
ไม่นานวิฬาร์ที่ได้สติก็ปิดปากเงียบ ข่มความคิดพลุ่งพล่านนั้นลงคอไป เดินตามคนอื่นที่ตอนนี้กำลังพยายามดันประตูสุดฤทธิ์เพื่อเปิดทางเข้าไปด้านใน
บานประตูส่งเสียงครืดคราดระคายหูแต่น่าแปลกที่มันค่อยๆ เปิดอย่างเชื่องช้า แถมไม่ได้มีกลไกอะไรต่อต้านเลยแม้แต่น้อยทำเอาทุกคนงุนงงสงสัย
จากนั้นประตูก็เปิดอ้าจนสุด เผยเส้นทางมืดมิดทอดตัวยาวเข้าไป
ผู้เล่นคนหนึ่งส่องไฟเวทในมือเข้าไปดูก็เห็นว่าเป็ทางสี่เหลี่ยมโล่งๆ ทึบทึมดูน่ากลัวไม่น้อย ไม่รู้ว่าในนั้นจะมีตัวอะไรหรือกลไกลึกลับซ่อนอยู่หรือเปล่า
หากรู้ว่าทางข้างหน้าน่ากลัวแล้วจะทำอะไรได้อีก? ไม่ไปต่อทางนี้?
งั้นก็ต้องฆ่าตัวตายเพื่อให้กลับไปเกิดที่สุริยาวลัยแล้วกันแต่ถ้าในเมื่อจะตายแล้ว ยังไงก็ลองเสี่ยงกันไปเลยดีกว่า
เพราะโทษตายโดยปกติของเกมนี้คือการถูกลดเลเวลถอยหลังลงไป5 ระดับ รวมถึงสุ่มดรอปไอเทมในตัว 1 ชิ้น และเงิน 20% ของเงินทั้งหมดที่พกติดตัว ถึงแม้การตายจะช่วยให้กลับเมืองได้ง่ายขึ้นแต่การเสียไอเทมและระดับเยอะขนาดนี้ ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าทำถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ
สุดท้ายทุกคนจึงเดินตามกลุ่มข้างหน้าไปอย่างหนักใจก่อนจะเปิดหน้าต่างระบบ หยิบอาวุธประจำกายออกมาถือไว้แล้วตั้งสมาธิให้นิ่งที่สุดเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
……………….
ห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวางมีไฟส่องสว่างไสวไปทั่วห้องแตกต่างจากความมืดมิดใต้ดินของพวกวิฬาร์โดยสิ้นเชิง ภายในห้องมีหน้าจอสี่เหลี่ยมขนาดมหึมาติดอยู่บนฝาผนังจนแน่นขนัดบนจอั์ผืนนั้น แบ่งเป็จอย่อยหลายๆ จอแสดงภาพแต่ละมุมของเกมเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆ
เบื้องล่างเป็กลุ่มคนนับสิบคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สวมอุปกรณ์แปลกประหลาดไว้ข้างหู บ้างดูเหตุการณ์บนจอ บ้างพูดใส่ไมค์ บ้างกดปุ่มบ้างฟังคำสั่ง แล้วดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยมีชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่กลางห้อง คอยเลื่อนสายตาดูตัวเลขและรายงานส่วนต่างๆบนหน้าจอส่วนตัวที่โต๊ะด้วยท่าทีเรียบเฉย
นี่เป็หนึ่งในห้องดูแลระบบของดิเอจ ออฟ อโพคาลิปส์ ที่แยกตัวอยู่ในพื้นที่พิเศษของเกม และพวกเขาคือจีเอ็มที่มีหน้าที่ดูแลภารกิจและพื้นที่ในรับผิดชอบเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยและดำเนินการแก้ไขหากมีเื่ผิดปกติ
การทำงานของพวกเขามีประสิทธิภาพมากจึงไม่เกิดเื่วุ่นวายอะไรมานานแล้ว บางคนจึงออกอาการเฉื่อยแฉะอย่างเห็นได้ชัดแม้แต่หัวหน้าจีเอ็มเองก็รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ เหมือนกัน แต่จะทำไงได้พวกเขามีหน้าที่แก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหาจึงต้องทำหน้าที่อันจืดชืดอย่างนี้เรื่อยไป
“หัวหน้า! พื้นที่ DS6528 มีภารกิจร่างอวตารครับ” แต่จู่ๆลูกน้องหน้าใหม่คนหนึ่งก็แหกปากขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นที่ปิดไว้ไม่มิด
เขาเรียกภาพจากพื้นที่นั้นขึ้นจอใหญ่ทันที
ในนั้นฉายภาพผู้เล่นในชุดเริ่มต้นกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้าประตูหินไปด้านใน
เสียงถอนหายใจน่าเบื่อดังระงมขึ้นทันที
“เห้อปิดไปเหอะ เสียเวลาดู”
“เอาน่าเปิดๆ ดูสักหน่อย ดีกว่าไม่มีไรทำ”
สิบกว่าคนในห้องเถียงกันงึมงำบางคนที่เห็นประตูหินบานนั้นแล้วรู้ว่าเ้าของร่างอวตารนี้เป็ใครก็หันกลับไปทำงานต่ออย่างเซ็งจิต
นี่เป็หนึ่งในร่างอวตารที่ขยันหาผู้ครองร่างที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
ตลอดหลายปีในเกมร่างอวตารร่างนี้จะสุ่มเปิดทางเข้าให้กับผู้เล่นเพื่อเข้ามาทำภารกิจร่างอวตารแต่แม้จะผ่านไปนานขนาดนี้ มีผู้เล่นนับพันผ่านเข้ามาทดสอบแต่ยังไม่มีใครผ่านด่านเ้านี่ไปได้สักที
่แรกๆเ้าหน้าที่ในห้องนี้ต่างก็ติดตามสถานการณ์อย่างตื่นเต้นเพราะบางครั้งก็เจอผู้เล่นที่มีฝีมือผ่านเข้ามาเหมือนกัน
แต่แล้วจนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครผ่านบททดสอบทั้งหมดได้สักที ไปๆ มาๆทั้งหมดจึงออกอาการเบื่อหน่ายอย่างที่เห็นเพราะคิดว่าครั้งนี้คงเกิดเื่เหมือนเดิม จึงละความสนใจไป
มีก็แต่เ้าเด็กใหม่คนนี้ที่ยังแสดงท่าทีกระตือรือร้นอยู่เท่านั้นพวกรุ่นพี่ที่เห็นดังนั้นจึงส่ายหัวเบาๆ ปล่อยให้เด็กมันตื่นเต้นไปพวกเขามั่นใจว่าถ้าให้มันเจอเื่น่าเบื่อแบบนี้ไปอีกห้ารอบสิบรอบเดี๋ยวก็ชาชินไปเอง
“เปิดทิ้งไว้แล้วกันเผื่อมีอะไรเกิดขึ้น จะได้แก้ปัญหาทัน” หัวหน้าจีเอ็ม D029 ก็รู้เื่นี้ดี จึงสั่งทิ้งท้ายเอาไว้หน่อยตามความรอบคอบของตนก่อนจะหันไปอ่านรายงานบนจอตัวเองต่อ