“ก็เพราะไม่อยากแต่งนี้แหละ” จู่ๆ แพรวาก็เปรยขึ้น แม้ว่าทิศทางสายตายังคงมองดูภาวิณีกับดาวอยู่ แต่ว่าสายตากลับคล้ายมองลงเข้าไปในความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเสียมากกว่า “เลยต้องทำโปรเจ็คนี้นะ”
“ค่ะ…” ปอยเหลียวขวับไปยังแพรวาในทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่ทว่ากลับเป็คุนที่เป็ฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน
“คุณพรวา….หมายความว่า….”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” แพรวาสะบัดศีรษะเร็วๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะปั้นยิ้มสดใสเช่นเดิม “ว่าแต่ว่า วันพรุ่งนี้คุณปอยช่วยพาฉันไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยนะคะ ฉันอยากเห็นเชียงใหม่ในมุมของคนที่เกิดที่นี่นะคะ”
“ได้เลยค่ะ” ปอยยิ้มรับ “ถ้างั้นก่อนอื่น ก็ต้องไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพก่อนค่ะ ถือเป็การเสริมสิริมงคลและเอาฤกษ์เอาชัยดีไหมคะ”
“ดีค่ะ” แพรวารับคำ “ว่าแค่พวกพวกเราจะไปดูบ้านก่อนหรือหลังดีค่ะ”
“ไปดูบ้านทีหลังก็ได้ครับ” วิษณุเอ่ยเสริมขึ้น “อยู่ใกล้ๆ กันแค่นั้นเอง”
“จากนั้นก็ไปเที่ยวกันต่อ” คุนกล่าวเสริม ขณะที่ยิ้มให้กับแพรวา “พวกเราไปปีนเขากันดีไหมครับ”
“ไป่นี้ก็ตกดอยตายกันพอดี” ปอยแทรกด้วยรอยยิ้ม “ใครเขาขึ้นดอยกัน่หน้าฝน ถ้าไม่ใช่ชาวบ้านชาวจองนะ นักท่องเที่ยวอย่างพวกคุณนะ รอขึ้นดอยหลังจากนี้สักเดือนสองเดือนจะดีกว่า ดอยคงหายลื่นแล้ว”
“แหม…แสนรู้จริงนะ” คุนเปรยเบาๆ
“แน่นอน…!” ปอยยืดอกขานรับ แต่ทว่าทันใดนั้นเอง เธอก็รับรู้ว่าวลีที่เธอได้ใช้มันเหน็บแนมรุ่นพี่ร่วมงานมาตลอดได้ย้อนกลับคืนมาสู้ตัวแล้ว “เฮ้ย!.....หลอกด่ากันนี่หว่า”
“ฮา….” คุนปล่อยกากออกมาทันที “ไงล่ะ โดนกับตัวซะบ้าง”
ขณะที่ปอยตั้งท่าจะเถียงกลับนั้นเอง วิษณุก็ต้องเป็ฝ่ายห้ามศึกอีกครั้ง
“สต๊อบบบบบ!” วิษณุกางแขนขนานลำตัวไปยังทิศทางของปอยและคุน “สองคนนี้มันยังไงกันนะ ทะเลาะกันเป็เด็กๆ ไปได้ ไม่อายฉันก็อายคุณแพรวาบ้างเถอะ!” ว่าพลางก็ส่ายหัวอย่างเอือมระอา แต่ทว่าแพรวากลับหัวเราะออกมาอย่างไม่เหนียมอาย ขณะที่มองดูอากัปกิริยาของทั้งสอง
“ดูสนิทกันดีนะคะ” แพรวาบอก ขณะพยายามกลั้นหัวเราะ “แม่เคยบอกไว้ ว่าหนุ่มสาวที่ชอบทะเลาะกันบ่อยๆ แบบนี้นะ ที่จริงแล้วลึกๆ นะแอบชอบกันอยู่นะรู้ไหม”
“หา…….!”
“หา…….!”
ทั้งปอยและคุนแทบจะอุทานขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ปอยเป็ฝ่ายชิงพูดได้ก่อน
“ใครจะไปชอบคนขี้แอคขี้อวดแบบนี้ได้กันละค่ะคุณแพรวา”
“โถว…แม่คุณ” คุนสวนกลับทันควันเช่นกัน “ทั้งอวดเก่งทั้งอวดดี ใครได้เป็แฟนถือว่าซวยไปสิบชาติ”
“โหว…แรง!” ปอยตวัดศีรษะค้อนขวับ “ขี้แอ็คขี้อวดยังไม่พอ นี้ยังปากหมาด้วยเหรอนี่”
“ปากหมาแล้วไง” คุนตอบกลับ “ก็ยังดีกว่าปากพล่อยพูดไปเรื่อยฮวงจุ้ยฮวงเจ้อละหว้า….”
“นี่นาย…!” ปอยทำท่าจะลุกขึ้น
“ทำไม…!” คุนตั้งท่าเตรียมพร้อมรอรับ
ตรงกันข้ามกับแพรวาที่หัวเราะคิกคักเสียงดังกว่าเดิมเพราะกลั้นไม่อยู่แล้ว ส่วนวิษณุนั้นทำหน้าเอือมระอาเหม็นเบื่อแบบขั้นสุด
ทว่า ขณะนั้นเองก็มีเด็กหญิงอายุราวๆ สี่-ห้าขวบคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในวงสนทนา ก่อนที่เด็กน้อยจะมองหน้าปอยและคุนสลับกันก่อนจะเอ่ยขึ้น
“มีก๋รรมร่วมกันมาหนา ระวังเ้าก๋รรมนายเวรหนา่นี้”
“ลูกพริม!” หญิงสาวที่ถือถาดอาหารตามมาเอ่ยขึ้น “อู้อะหยังนะ มานี่ อย่าไปกวนแขกเปิ่น”
“เื่แต้หนาแม่” เด็กหญิงหันกลับไปมองผู้เป็มารดาขณะที่ชี้มือไปทางปอยและคุน “แม่จามวีสอนน้องมาเลยหนาวิชานี้นะ”
“อู้อะหยังแบบนี้อีกละ” หญิงสาววางอาหารและเครื่องดื่มลงยังโต๊ะ ก่อนจะย่อตัวอุ้มเด็กน้อยคนนั้นขึ้นมา “ต้องขอโทษแทนลูกฉันด้วยนะคะ เด็กก็พูดไปเรื่อยตามประสาเด็กนะคะ อย่าถือสาว่าความเลยนะคะ”
“บ่อว่าหรอกจ้าว” ปอยส่ายศีรษะพร้อมกับคลี่ยิ้ม “เข๋าใจจ้าว ตอนน้อยๆ น้องก็เป็” ว่าพลางภาพในอดีตสมัยที่เธอยังเด็กก็ผุดวาปขึ้นมาในใจ เพราะในตอนนั้นเธอก็ไล่ทำนายทายทักเื่โหงเฮ้งแบบนี้จนโดนพ่อและแม่ดุเป็ประจำ หลังจากที่เรียนรู้วิชาเหล่านี้มาจากน้าดาว “ถ้าจำบ่ผิด ปี่สาวคือปี่ภัทรวี เ้าของรีสอร์ตนี้แม่นก่อจ้าว”
“จ้าว” ภัทรวียิ้มรับ “คนเมืองก่านี่ ถ้าบ่ออู้นึกว่าน้องเป็คนกรุงเทพหนานี่…น้องคนที่ไหนจ้าว”
“คนเจียงใหม่นี้ละจ้าว” ปอยตอบ
แต่ทว่าขณะนั้นเองคุนก็เอ่ยแทรกขึ้น
“พี่ครับ” คุนยกมือขึ้น “เื่ที่ตัวเล็กว่ามาผมเองไม่ติดใจหรอกครับ แต่ติดใจเื่เดียว ที่บอกว่ามีกรรมร่วมกันมานี้มันหมายความว่ายังไงหรือครับ”
เกิดเสียงปัก!หนักๆ ขึ้นครั้งหนึ่ง อันเกิดจากที่วิษณุฟาดฝ่ามือของเขาลงไปที่กลางหลังของลูกน้องและรุ่นน้องแสนรักของตน จนคุนต้องแอ่นหลังประหนึ่งไก่ที่เสียบอยู่บนไม้ย่างกลางไฟ
“เด็กก็คือเด็กจะติดใจเอาความอะไรอีกวะไอ้นี้” วิษณุเอ่ยขึ้น
“นั้นซิคะ” แพรวาเห็นด้วย “น้องคงจำคำคนเขามาพูดนะ”
“ค่ะ” ภัทรวียิ้มให้กับบรรดาลูกค้าของตน “ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ ถ้ามีอะไรก็เรียกได้เสมอเลยนะคะ”
ทั้งหมดยิ้มรับ แม้ว่าคุนจะยังคงแอ่นหลังน้อยๆ อยู่ก็ตาม
ขณะที่หญิงสาวผู้เป็เ้าของหันหลังจะเดินจากไป เ้าตัวน้อยที่ถูกอุ้มก็หันกลับมามองปอยและคุนสลับกันอีกครั้ง พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม
“สองคนเป็คู่กัน เป็มาหลายชาติแล้ว!”