ตอนที่ 2 นี่ใช่นายหญิงหรือเปล่า?
หลังจากที่ฟ้าสาง สัตว์กลายพันธุ์ก็จะออกมาปรากฏตัวค่อนข้างน้อย ส่วนเวลาที่อันตรายมากที่สุดก็คือ่กลางคืน พวกหนูและแมวกลายพันธุ์มักจะจับกลุ่มเดินวนเวียนอยู่รอบๆ เขตมหาวิทยาลัย
ทั่วทั้งเขตมหาวิทยาลัยเงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงใดๆ ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยโครงกระดูกสีขาวที่ถูกแทะและเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ้ง แหล่งอาหารและน้ำดื่มที่อยู่ใกล้เคียง ก็ถูกค้นหามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เดิมทีคนที่มีชีวิตรอดมาได้ ไม่ได้มีเพียงแค่สามสิบคน แต่เพราะมีคนจำนวนมากที่ได้กลายเป็อาหารของสัตว์กลายพันธุ์ในระหว่างที่ออกไปหาเสบียง
ส่วนด้านนอกเขตวิทยาลัยจะมีสัตว์กลายพันธุ์เยอะกว่า เคยมีคนจำนวนมากที่พยายามลองหลบหนีออกไปนอกเขตมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่มีข่าวคราวอะไรกลับมาอีกเลย
ตอนนี้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดถูกตัดขาด ไม่มีใครรับรู้สถานการณ์ข้างนอกเลยว่าเป็อย่างไรบ้าง มหาวิทยาลัยไห่เหอที่ยิ่งใหญ่ ในยุคสมัยที่รุ่งเรืองมีอาจารย์และนักเรียนเป็พันๆ คน ตอนนี้หลงเหลือแค่เพียงสามสิบกว่าคน
ตงฟางไป๋พาทีมมาถึงที่หน้าอาคารสำนักงานวิชาการ แบ่งกำลังคนเป็สัดส่วน
สองคนต่อหนึ่งกลุ่มได้เริ่มทำการค้นหาเสบียงที่สามารถใช้ได้ และเธอก็พาตัวเองแยกไปอยู่ร่วมทีมเดียวกับฉีโย่วหลัน
เธอรู้สึกว่าอาการของฉีโย่วหลันดูไม่ค่อยสู้ดีนัก ด้วยเพราะกลัวว่าเขาจะเกิดเื่ ดังนั้นเธอจึงอยากพาเขาไปด้วยตัวเอง
เมื่อคนทั้งสองเดินอ้อมไปทางด้านข้างของอาคารงานวิชาการ ฝูงแมวป่ากลายพันธุ์จำนวนนับสิบกว่าตัวที่กำลังหาอาหารอยู่ก็เห็นพวกเขาสองคนเข้า
เมื่อเห็นอาหารสดๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ตรงหน้า แมวป่ากลายพันธุ์เ่าั้ก็พุ่งเข้ามาจู่โจมอย่างรวดเร็ว
นับเป็ความโชคร้ายของทั้งสองเช่นเดียวกัน ที่พบเจอแมวป่ากลายพันธุ์ั้แ่ตอนฟ้าสางเลย
ตงฟางไป๋ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้มาั้แ่เด็กก็ลงมืออย่างว่องไว แล้วคุ้มครองฉีโย่วหลันไว้ด้านหลัง ก่อนจะวางท่าพร้อมต่อสู้กับแมวป่าเ่าั้
แมวป่าที่ติดเชื้อไวรัส มีวิวัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด รูปร่างของพวกมันขยายใหญ่โตเท่ากับสุนัขสายพันธุ์อลาสกัน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตงฟางไป๋ต่อสู้กับแมวป่ากลายพันธุ์ แต่กลับเป็ครั้งแรกที่ได้เจอกับแมวป่าจำนวนมากขนาดนี้ ในตอนเริ่มต้นยังสู้ได้สบายๆ ทั้งหมัดทั้งเตะจนทำให้พวกแมวป่าพากันถอยร่นไป
แต่เพียงไม่นาน แมวป่าพวกนี้ก็ถูกกระตุ้นสัญชาตญาณดุร้ายออกมา แล้วส่งเสียงขู่ฟ่อ “แง่ว แง่ว” พร้อมกับพุ่งเข้าโจมตีด้วยกรงเล็บที่แหลมคม จนเกือบจะตะครุบตงฟางไป๋ไปได้หลายครั้งแล้ว
ตงฟางไป๋ต้องคอยต่อสู้กับแมวป่าทั้งยังต้องปกป้องฉีโย่วหลัน จนในบางครั้งก็แทบจะรับมือไว้ไม่ไหว ทว่าฝ่ามือที่เฉียบคมราวกับกระบี่ของเธอ ได้ฟาดลงบนตัวแมวป่าจนเป็รอยแผลลึกไปหลายตัว
กลิ่นคาวเืยิ่งไปกระตุ้นความดุดันของแมวป่าให้มีมากขึ้น แมวป่าที่เหลือเริ่มเดินหน้าเข้ามาล้อมทั้งสองคนไว้ ที่ไม่ไกลจากตรงนี้เหมือนจะได้ยินเสียงแมวป่าดังแว่วมา อีกทั้งยังมีแมวป่าที่ได้ยินความเคลื่อนไหวและเริ่มกรูกันเข้ามาที่นี่
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ย่ำแย่ ตงฟางไป๋ก็เริ่มเป็กังวลใจ แล้วแอบเหลือบมองฉีโย่วหลันที่ยังคงหลบอยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครองจากเธอ
อืม สมกับชื่อจริงๆ เลย เขาก็ยังคงรอรับการปกป้องจากเธอด้วยความสบายใจและไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
ถึงแม้ว่าตงฟางไป่จะรู้สึกรำคาญใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถทิ้งเขาไว้ลำพังแล้วหนีไปคนเดียวได้ จึงตัดสินใจเด็ดขาด กระทืบเท้าพร้อมกับชูมือขึ้น
เสียงดัง “ตูมมม” แมวป่าที่กำลังพุ่งเข้ามากลางอากาศ เหมือนจะชนเข้ากับะเิมือที่มองไม่เห็น จนถูกะเิแตกออกเป็สองส่วน เืและชิ้นเนื้อสาดกระจายเต็มอากาศ
ฉีโย่วหลันที่หลบอยู่ด้านหลังของเธอก็สะดุ้งใ แมวป่าสิบกว่าตัวนั้นก็ใเช่นกัน ทุกคนต่างก็สงสัยอย่างเดียวกันว่าเมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น?
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าไม่มีอะไรอยู่กลางอากาศเลย แล้วจะะเิได้ยังไง?
แมวป่าสิบกว่าตัวนั้นไม่กล้าเดินหน้า ได้แต่เดินวนรอบ ๆ สองคนนั้น
ถึงแม้ว่าฉีโย่วหลันจะงงงวยสงสัย แต่ก็รู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาตั้งคำถาม
ในเมื่อตงฟางไป๋ได้ตัดสินใจแล้ว จึงไม่ลังเลอีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรก็เปิดเผยออกไปแล้ว
เห็นเพียงแค่เธอยกมือขึ้น แมวป่าอีกตัวก็ถูกะเิกลางท้องจนเืพุ่งกระฉูดจนอวัยวะภายในแตกละเอียดเต็มพื้น
ส่วนแมวป่าที่เหลืออยู่เมื่อได้กลิ่นคาวเืกระตุ้นก็พุ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง
มีทั้งที่พุ่งเข้ามากัด มีทั้งที่ใช้กรงเล็บข่วน ดูดุร้ายผิดปกติ
แม้ตงฟางไป่จะมีทักษะการต่อสู้แบบระยะประชิดที่แข็งแกร่งมาก ประกอบกับะเิล่องหนที่ะเิอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แมวป่ามีจำนวนมากเกินไป อีกทั้งยังต้องคอยปกป้องฉีโย่วหลันที่หลบอยู่ด้านหลังของเธออย่างสบายใจอีก
ชั่วขณะหนึ่งที่เธอไม่ทันระวัง ก็มีแมวป่าตัวหนึ่งได้กระโจนเข้ามาจากทางด้านหลังของตงฟางไป๋
เมื่อตงฟางไป่เห็นแมวป่าตัวนี้ก็หลบเลี่ยงไม่ทันแล้ว และปัดป้องไม่ทันด้วยเช่นกัน
เธออดไม่ได้ที่จะใจเสียขึ้นมา หรือวันนี้ต้องตายคาเล็บแมวป่าอย่างนั้นเหรอ?
ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกขมขื่นในใจ
เพราะตัวเองเห็นว่าฉีโย่วหลันนั้นร่างกายอ่อนแอมีโรครุมเร้า จึงสงสารเขา แล้วพาเขามาร่วมทีมด้วย ทั้งยังปกป้องเขา แต่ผลสุดท้ายเธอกลับต้องมาตายต่อหน้าคนที่หลบอยู่ด้านหลังตัวเองแบบนี้
ในขณะที่เธอกำลังหมดหวังกับทุกสิ่ง ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียง “ซวบ” ดังขึ้นเบา ๆ ตามด้วยเสียง “ปึก” ดังขึ้นตามมา
แต่แผ่นหลังของเธอกลับไม่รู้สึกถึงกระโจนเข้าใส่ของแมวป่าเลยสักนิด เธอจึงรีบหันไปเตะกวาดแมวป่าหลายตัวออกไป
เมื่อหันหลังมองกลับไป เห็นแค่เพียงมือข้างซ้ายของฉีโย่วหลันถือโล่สีดำเลื่อมขนาดใหญ่ และกำลังยิ้มร่าด้วยสีหน้าสบายอกสบายใจ
โล่ใหญ่ใบนั้นเป็โล่โบราณแนวเดียวกับของอัศวินยุคกลางในทวีปยุโรป และมีลวดลายสลักที่แสนงดงาม
ตงฟางไป๋ยังไม่ทันได้ถามว่าได้โล่มาจากที่ไหน ก็มีแมวป่าอีกสองตัวกระโจนเข้าหาเธอจากทางด้านหลัง เธอกำลังจะหันกลับไปสู้
แต่ฉีโย่วหลันกลับยื่นมือซ้ายของเขาออกมาแล้วรวบตัวเธอเข้าไปในอ้อมแขน ก่อนจะใช้โล่ขนาดใหญ่ปกป้องตัวเธอไว้ได้ทั้งตัว
เขาโบกมือขวาขึ้น เหล็กหนามปฐีสีดำแหลมคมสองหนามได้พุ่งออกมาจากพื้นดิน ดัง “ซวบ” ก่อนจะพุ่งออกไปแทงทะลุแมวป่าสองตัวตายกลางอากาศ
ฉีโย่วหลันโอบตงฟางไป๋ไว้ในอ้อมแขน แล้วหมุนไปหนึ่งรอบ ก่อนจะใช้โล่ขนาดใหญ่กวาดแมวป่าออกไปจนหมด แล้วจึงค่อยปล่อยตัวตงฟางไป๋อย่างช้าๆ
เมื่อเห็นโล่ขนาดใหญ่และหนามปฐี ตงฟางไป๋เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
ฉีโย่วหลันน่าจะควบคุมทักษะการปลุกพลังได้แล้ว เพียงแต่เขาเองก็เหมือนกับฉันที่ยังไม่เคยแสดงมันออกมา
ฉีโย่วหลันถือโล่ด้วยมือข้างซ้าย แล้วปกป้องตงฟางไป๋ไว้ด้านหลังอีกครั้ง ก่อนจะถามว่า “ะเิของเธอเมื่อกี้ เป็การปลุกทักษะประเภทอากาศเหรอ?”
“ฉันตั้งชื่อมันว่าลูกะเิอากาศ”
“เป็ทักษะที่ไม่เลวเลย ทำไมฉันไม่เคยเธอใช้มาก่อน?”
“ถ้าไม่ใช่เพราะต้องคุ้มกันนาย ฉันจะต้องใช้ทักษะปลุกพลังด้วยเหรอ?”
ทั้งสองคนต่างก็มีทักษะการปลุกพลังในร่างกาย ในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็ต้องปิดบังกันและกัน จึงทำให้การต่อสู้ดูง่ายขึ้นมาก
มีแมวป่าตัวหนึ่งกระโจนเข้ามา ฉีโย่วหลันใช้โล่ใหญ่ปัดป้องแนวขวาง ตามด้วยลูกะเิกลางอากาศของตงฟางไป๋ที่ะเิแมวป่าจนเกือบตาย ก่อนที่ฉีโย่วหลันจะใช้หนามปฐีแทงแมวป่าจนตายสนิท
โล่ป้องกันและหนามปฐีพิฆาตของฉีโย่วหลัน
ตงฟางไป่ที่มีความสามารถการต่อสู้ระยะประชิดที่แข็งแกร่ง ประกอบกับลูกะเิอากาศล่องหน ด้วยความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมของทั้งสอง ก็สามารถทำให้ฝูงแมวป่าถึงกับต้องร้องครวญครางเืสาดกระเด็นลอยในอากาศอย่างต่อเนื่อง
กลิ่นคาวเืของมนุษย์ได้กระตุ้นความดุร้ายของแมวป่ากลุ่มนี้อีกครั้ง แล้วต่อสู้อย่างเอาเป็เอาตาย
ภายใต้ความร่วมมือกันเป็อย่างดีของทั้งสอง ไม่กี่นาทีก็สามารถกำจัดแมวสิบกว่าตัวได้อย่างราบคาบ
เศษซากศพและชิ้นเนื้อกระจายเกลื่อนเต็มพื้นส่งกลิ่นคาวฟุ้งชวนให้คลื่นไส้ และในขณะเดียวกันก็ดึงดูดสัตว์กลายพันธุ์อีกจำนวนมาก
ทั้งสองคนรีบออกจากพื้นที่ตรงนั้น จนไปเจอเข้ากับห้องทำงานที่สะอาดสะอ้าน จากนั้นก็ได้ทำความสะอาดร่างกายตัวเองอย่างง่ายๆ
ตงฟางไป๋เช็ดทำความสะอาดคราบเืบนใบหน้าพลางเอ่ยถาม “นายปลุกพลังได้ั้แ่เมื่อไหร่?”
“เมื่อสองสามวันก่อนฉันไม่ทันระวังก็เลยถูกกัดเข้า จนทำให้ติดเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า” ฉีโย่วหลันตอบแบบไม่จริงจังอะไร
“ไวรัสพิษสุนัขบ้าเหรอ? นั่นเป็ไวรัสที่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิตเลยนะ!” ตงฟางไป๋หยุดชะงักไปทันที แล้วมองดูฉีโย่วหลันด้วยความประหลาดใจ
“มันก็จริง ตอนที่อาการกำเริบมันทรมานมากเลยล่ะ ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันคงจะต้องตายแน่ ๆ ไม่น่ามีชีวิตรอดต่อไปได้” ฉีโย่วหลันก็ยังคงรู้สึกหวาดผวา[1]เมื่อนึกถึงความเ็ปในตอนที่อาการกำเริบ
ตงฟางไป๋เช็ดคราบเืบนร่างกายตัวเองต่อไป “นายนี่เก่งนะ ส่วนฉันนะตอนนั้นติดเชื้อจนปอดอักเสบ ไอเป็เืสองสามวันก็หายแล้ว”
เขาเหลือบมองตงฟางไป๋อย่างเงียบ ๆ สาวสวยคนนี้สามารถควบคุมทักษะการปลุกพลังได้ หรือเธอจะเป็นายหญิง?
ลักษณะดีความสามารถก็ไม่เลว
“หรือว่า เราลองออกจากเขตวิทยาลัยดูไหม?” ตงฟางไป๋ถามแบบอย่างเชิง
ข้อเสนอของตงฟางไป๋ทำให้ดวงตาของฉีโย่วหลันลุกวาว
จริงด้วย ตอนนี้พวกเขาต่างก็มีทักษะการปลุกพลัง ก็ไม่จำเป็ต้องกลัวสัตว์กลายพันธุ์พวกนั้นแล้วไม่ใช่เหรอ?
แต่อย่างน้อยฉันก็ยังมีทักษะการหลบหนีขั้นพื้นฐานอยู่ ให้ตายสิ เลิกคิดเื่นี้ไปได้เลย มันน่าอายเกินไป!
“หมายความว่าพวกเราจะลองเดินออกนอกเขตมหาวิทยาลัยเพื่อไปสำรวจสถานการณ์ด้านนอกอย่างนั้นเหรอ?” ฉีโย่วหลันคิดพิจารณาถึงความน่าจะเป็พลางเปิดก๊อกน้ำล้างมือ
“ใช่ ฉันหมายความอย่างนั้นแหละ ถ้ารออยู่ที่นี่จนเสบียงหมด ก็ต้องตายอยู่ดี ออกไปลองออกไปหาโอกาสรอดที่ด้านนอกไม่ดีกว่าเหรอ?”
“ตกลง ได้แน่นอน พวกเรารีบแยกย้าย แล้วไปตามทุกคนมารวมตัวกันดีกว่า” เมื่อสิ้นเสียง ฉีโย่วหลันก็เปิดประตูแล้วเดินออกไป
ตงฟางไป๋ถามด้วยความลังเลใจ “แล้วถ้ามีคนไม่ยอมออกไปด้วยล่ะ?”
ฉีโย่วหลันตอบด้วยท่าทีที่หนักแน่น “อย่างนั้นก็ปล่อยพวกเขาไว้ แล้วพวกเราสองคนก็ไปกันเอง!ขนาดตัวพวกเขาเองยังไม่อยากมีชีวิตรอด แล้วพวกเราจะทำอะไรได้?”
“ถึงยังไงก็พยายามพาทุกคนไปด้วยกันเถอะ พวกเขาเป็อาจารย์แล้วก็เพื่อนร่วมชั้น ยังไงความผูกพันกันอยู่บ้าง”
ฉีโย่วหลันไม่แสดงท่าทีอะไร เพราะสิ่งที่เรียกว่าอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นที่ว่านี้มักชอบหัวเราะเยาะเขา ที่มากกว่านั้นคือหนึ่งปีที่ผ่านมาก็จัดให้เขาต้องเฝ้าเวรยามตอนกลางคืนเพียงลำพัง
พอรู้ว่าตงฟางไป๋ก็มีทักษะการปลุกพลังเหมือนกัน ฉีโย่วหลันก็เลยมีความคิดใหม่
ฉันติดเชื้อพิษสุนัขบ้าที่ร้ายแรง สามารถปลุกพลังโล่และหนามปฐี
ส่วนตงฟางไป๋ติดเชื้อที่ปอด สามารถปลุกพลังกรงเล็บแหลมคมกับลูกะเิล่องหน
ไวรัสสองชนิด โรคทั้งสองรูปแบบ สามารถควบคุมทักษะการปลุกพลังทั้งสี่อย่างที่แตกต่างกันออกไป
หากติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นเพิ่มอีกล่ะ? ก็น่าจะมีทักษะปลูกพลังอย่างอื่นเพิ่มมากขึ้น
ในระบบบอกไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ยิ่งติดเชื้อไวรัสได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเพิ่มทักษะการปลุกพลังได้มากขึ้นเท่านั้น
หากเป็อย่างนี้ ก็จะน่าสนใจมาก ๆ
นี่เป็การกระตุ้นให้ฉันอยากติดเชื้อไวรัสให้มากขึ้น พูดง่าย ๆ เลยก็คือเป็กระตุ้นให้ฉันไปตาย?
กลุ่มคนสามสิบกว่าคนรวมตัวกันที่หน้าหอพักอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีของอะไรที่ต้องเก็บ เป้าหมายของพวกเขาคือ ซูเปอร์มาเก็ตอวี๋รุ่ยซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร
ทุกคนเดินออกจากประตูมหาวิทยาลัยพร้อมกับอาวุธที่ทำขึ้นเอง ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยเฝ้ามองสำรวจจากด้านในหลายครั้งและเห็นว่าถนนด้านนอกนั้นว่างเปล่า
โครงกระดูก เศษซากจากสิ่งของ ฝุ่นละออง ภายในระยะเวลาสั้น ๆ หนึ่งปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยที่เคยรุ่งเรืองเต็มไปด้วยสีสัน ได้กลายเป็เมืองร้างโดยสิ้นเชิง
มองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใด ๆ แม้แต่กลางถนนก็ยังมีวัชพืชขึ้นอยู่เต็มไปหมด มีรถยนต์ที่ถูกทิ้งร้างจอดเรียงรายทุกหนแห่ง
ทุกคนต้องเดินด้วยความหวาดระแวงเป็ระยะทางหนึ่งกิโลเมตรและต้องคอยสำรวจโดยรอบอย่างระมัดระวังตลอดเวลา
ทันใดนั้นมีคนะโออกมาเสียงดังด้วยความใ “บนหลังคา!”
แมวป่าขนาดตัวเท่าสุนัขอลาสกันหลายตัวบนหลังคากำลังจ้องมองลงมาที่พวกเขา
ปราศจากการควบคุมของมนุษย์ สัตว์ป่าจึงขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วเป็พิเศษ
ทุกคนต่างกรูกันเข้าไปหาตงฟางไป๋ ราวกับว่าเธอทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย
ฉีโย่วหลันรู้สึกพูดไม่ออก ลูกแมวตัวเล็กไม่กี่ตัวมีอะไรให้ต้องกลัว? เมื่อกี้พวกเขาสองคนเพิ่งฆ่าไปเป็ฝูง ถ้าพูดออกไปพวกเขาคงต้องใตายแน่นอน
ตงฟางไป๋กำแท่งเหล็กในมือไว้แน่น แล้วพูดเสียงต่ำว่า “กระจายตำแหน่ง ค่อย ๆ ถอยหลังช้า ๆ ในตอนที่ต่อสู้ก็ระวังหลังเอวไว้ด้วย”
ในเวลานี้เองทุกคนก็กวาดสายตามองดูรอบ ๆ ด้วยความตื่นตระหนก แต่โชคดีที่เจอแมวแค่ไม่กี่ตัว
“แง่ว” “แง่ว” แมวเ่าั้ส่งเสียงขู่ฟ่อ จากนั้นก็พากันะโลงมาจากชั้นสามและร่อนลงสู่พื้นอย่างง่ายดาย
ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นว่าแมวป่าหลายตัวนั้นที่มีลักษณะคล้ายกับเสือดาว ในใจของทุกคนก็ยิ่งรู้สึกตื่นตระหนกมากขึ้นไปอีก
ฝูงแมวค่อย ๆ ก้าวย่างเยื้องตรงหน้ากลุ่มคน ราวกับกำลังหาโอกาสที่จะลงมือ
ตงฟางไป๋นึกถึงลูกะเิกลางอากาศของตัวเอง แล้วนึกถึงโล่เหล็กดำของฉีโย่วหลันความมั่นใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเต็มเปี่ยม ก่อนจะคว้าแท่งเหล็กพุ่งเข้าไปทันที
ทุกคนถืออาวุธในมือไม่ว่าจะเป็มีดทำครัว แท่งเหล็ก ไม้กระดาน หรือไม้ถูพื้น บุกออกมาด้านนอกมหาวิทยาลัย ถ้าถูกทิ้งไว้คนเดียวก็ต้องตาย แต่ถ้าหนีไปคนเดียวก็จะยิ่งตายเร็วกว่า
เสียงท่อนเหล็กปะทะกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกรงเล็บแมวที่สู้ไม่ถอย นอกจากนี้ยังมีเสียงท่อนเหล็กฟาดลงบนตัวแมวดัง “ผลัวะ ผลัวะ” จากนั้นก็มีเสียงแมวกรีดร้องด้วยความเ็ป
สมรรถภาพทางกายของตงฟางไป๋ดีขึ้นอย่างมากหลังจากที่มีทักษะการปลุกพลัง อีกอย่างศิลปะการต่อสู้ที่เธอที่ฝึกฝนมานานหลายปีก็ไม่ได้สูญเปล่า
ฉีโย่วหลันเห็นว่าตงฟางไป่รับมือได้ดีพลังเหลือเฟือ จึงไม่ได้เข้าไปช่วย แล้วต่อสู้กับแมวป่าสองสามตัวที่อยู่อีกฝั่งพร้อมกับคนที่เหลือ
โชคดีที่ในหนึ่งปีผ่านมานี้ สมรรถภาพร่างกายของทุกคนดีขึ้นมากและนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องต่อสู้กับแมวป่าหรือหนู ดังนั้นทุกคนจึงมีประสบการณ์กันมาบ้างแล้ว
ตงฟางไป๋จัดการแมวป่าหลายตัวที่กำลังต่อสู้กับเธออย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หันกลับมาช่วยเหลือคนอื่น ไม่นานนั้นก็สามารถกำจัดแมวป่าไม่กี่ตัวนั้นจนหมด
ทุกคนต่างสำรวจซึ่งกันและกัน นอกจากคราบเืของแมวป่าแล้ว ก็ไม่มีใครได้รับาเ็เลยสักคน
ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีใครเผยขาเรียวสวยเพื่อโชว์ความสวยกันแล้ว
เกือบทั่วทั้งตัวของพวกเขาทั้งบนและล่างล้วนเต็มไปด้วยอาวุธอย่างแ่า สวมถุงมือผ้าเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกสัตว์กลายพันธุ์ข่วนทำร้าย
กลุ่มคนที่เพิ่งออกจากประตูใหญ่ก็เจอเข้ากับฝูงแมวป่า ดังนั้นจิตใจเลยเริ่มที่จะตึงเครียดและเปราะบางมากยิ่งขึ้น
ระยะทางสั้น ๆ เพียงหนึ่งกิโลเมตร กลุ่มคนใช้เวลาเดินทางไปเกือบครึ่งชั่วโมงกว่า ระหว่างทางก็ได้เจอกับสัตว์กลายพันธุ์บ้างประปราย แต่ก็สามารถกำจัดได้อย่างง่ายดาย
กว่าจะมาถึงหน้าที่ประตูซูเปอร์มาเก็ตไม่ใช่เื่ง่ายเลย กลุ่มคนผลักประตูกระจกที่หนักอึ้งของซูเปอร์มาร์เก็ตให้เปิดออก
[1] 心有余悸 สำนวนสุภาษิตจีน แปลว่า แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปแล้วแต่ในใจยังคงหวาดผวาอยู่