ชายาของข้าเป็นนางมารอันดับหนึ่ง

    บทที่ 159 ศึกแย่งชิงราชบังลังค์

            บทที่159

            ศึกแย่งชิงราชบังลังค์

            เมื่อเดินออกจากศาลาเมฆาโปรยพวกเขาก็เดินทอดน่องมาตามเส้นทางที่ปูด้วยหินเรียบสายหนึ่งเรื่อยไปจนถึงสวนเล็ก ๆซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งอ่าวเจินหู

            สวนแห่งนี้แม้จะไม่กว้างใหญ่ทว่ากลับได้รับการตกแต่งอย่างงดงามและประณีต ทุกมุมล้วนเปี่ยมด้วยความตั้งใจทั้งพุ่มไม้เตี้ยที่ถูกตัดแต่งเป็นรูปทรงกลมเรียงราย ต้นหลิวที่ใบปลิวไสวกับลมเบารวมถึงทางเดินที่ทอดไปถึงศาลาน้อยหลังหนึ่งซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมผาราวกับชักชวนให้ผู้คนหยุดยืนชมทัศนียภาพ

            จากจุดนี้สามารถมองเห็นอ่าวเจินหูได้อย่างชัดเจนท้องน้ำทอดยาวไปสุดสายตา คลื่นบางเบากระเพื่อมเล่นแสงตะวันยามเช้าเรือสินค้าแล่นตัดผ่านเส้นขอบน้ำเป็นระยะทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นและเสียงน้ำกระทบฝั่งแผ่วเบาเป็นภาพที่สงบและงดงามราวภาพวาด

            บริเวณลานใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มเงาเย็นสบายช่วยกลบแดดยามสายเหยียนไป๋เฉินและไป๋ซือเหนียงยืนอยู่เคียงกันตรงจุดนี้ ทอดสายตามองไปยังสนามหญ้าข้างหน้าที่ซึ่งเถาๆกำลังวิ่งเล่นด้วยท่าทีสนุกสนาน

            เด็กน้อยในชุดสีชมพูอ่อนวิ่งเหยาะ ๆไปมาระหว่างพุ่มไม้และต้นดอกไม้เล็ก ๆ มือหนึ่งถือกิ่งไม้ที่เก็บได้ส่วนอีกมือโบกสะบัดไปมาราวกับกำลังต่อสู้กับศัตรูในจินตนาการนางหัวเราะคิกคักด้วยความไร้เดียงสา แก้มกลมแดงระเรื่อเพราะแรงวิ่ง มือและเท้าเล็กๆ เต็มไปด้วยพลังร่าเริงของเด็กในวัยที่โลกยังสดใส

            สาวใช้สองคนที่ติดตามอยู่ห่าง ๆคอยวิ่งตามอย่างไม่ให้ห่างนัก แต่ก็ปล่อยให้เด็กหญิงได้สนุกเต็มที่เสียงหัวเราะของเถาๆลอยตามลมมาแตะหูผู้เป็นบิดาและมารดา คล้ายบทดนตรีอันแผ่วเบาที่บรรเลงบนฉากหลังของวันอันแสนอบอุ่น

            "ไม่ใช่เรื่องบังเอิญใช่หรือไม่..."ไป๋ซือเหนียงเอ่ยขึ้นช้า ๆพลางทอดสายตามองไปยังผืนน้ำกว้างเบื้องหน้าแม้คำถามของนางจะเปล่งออกด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งทว่าในแววตากลับฉายแววเฉียบคมที่จับสังเกตทุกสิ่งรอบตัว

            "อืม...ไม่ใช่เรื่องบังเอิญจริง ๆ" เหยียนไป๋เฉินตอบกลับเสียงเรียบใบหน้ายังคงราบเรียบดังเคย หากแต่นัยน์ตาภายใต้คิ้วดกกลับดูนิ่งลึกกว่าปกติ

            ไป๋ซือเหนียงหันหน้ากลับมามองเขาแผ่วเบาแต่ตรงไปตรงมา "ศึกแย่งชิงบัลลังก์หรือ?"

            เหยียนไป๋เฉินพยักหน้ารับโดยไม่ปิดบัง"ไม่ผิด"

            "ฮ่องเต้ประชวรแล้วหรือ?"นางยิงคำถามต่ออย่างไม่รีรอ

            "ไม่"เขาตอบในทันที "ฝ่าบาทแม้จะทรงชราแต่พระวรกายยังถือว่าแข็งแรงอยู่มาก"

            ไป๋ซือเหนียงขมวดคิ้วน้อย ๆสีหน้าไม่แสดงความตกใจ เพียงแต่เอ่ยอย่างมีน้ำหนัก "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น...เหล่าองค์ชายเหล่านั้นก็คงเริ่มสะสมอำนาจของตนเองแล้วกระมัง?"

            "ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกไม่ใช่หรือ"เหยียนไป๋เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบแต่มั่นคง 

            "ศึกแย่งชิงบัลลังก์ไม่จำเป็นต้องเริ่มหลังจากฝ่าบาทเสด็จสวรรคตเสมอไป ตรงกันข้ามบางครั้งมันเริ่มต้นตั้งแต่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ"

            เขาหยุดพูดไปชั่วครู่ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวต่อด้วยเสียงต่ำกว่าเดิม"องค์ชายทั้งหลายเมื่อเห็นว่าฝ่าบาทเข้าสู่วัยชราก็ย่อมต้องเริ่มเตรียมตัวสะสมพรรคพวก เสริมฐานอำนาจเอาไว้ก่อนหน้า หากปล่อยให้ผู้อื่นเดินนำหน้าก็มีแต่จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ"

            "ผู้ใดที่ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางมากที่สุด...ผู้นั้นก็จะมีสิทธิ์ยืนอยู่ใกล้บัลลังก์มากที่สุด" คำพูดของเขาเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            ไป๋ซือเหนียงยกยิ้มบาง ๆมุมปากขณะเอ่ยถามขึ้น "เพราะแบบนั้น... เจ้าก็เลยกลายเป็นเป้าหมาย?"

            เหยียนไป๋เฉินส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ"ไม่ผิด... แต่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว หากจะพูดให้ชัดกว่านั้นที่แท้พวกเขาไม่ได้ต้องการตัวข้า แต่เป็นการสนับสนุนจากจวนเหยียนหลงอ๋องต่างหาก"

            ไป๋ซือเหนียงพยักหน้ารับอย่างเงียบงันสีหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ ก่อนจะกล่าวเสียงเบา"นั่นก็สมเหตุสมผลแล้ว... จวนเหยียนหลงอ๋องแม้จะไม่ข้องเกี่ยวโดยตรงกับเหล่าขุนนางในราชสำนักแต่ว่ากำลังทหารแทบทั้งหมดของเมืองหลวง กลับอยู่ภายใต้การควบคุมของจวนนี้จะมีผู้ใดบ้างที่ไม่อยากได้พันธมิตรเช่นนี้ไว้ในครอบครอง"

            แววตาของนางทอดมองไปยังผืนน้ำของอ่าวเจินหูเบื้องหน้าเสียงเรือแล่นผ่านจากที่ไกลแว่วมาพร้อมสายลมยามเช้าก่อนนางจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่แฝงไว้ด้วยความชัดเจน

            "ศึกชิงบัลลังก์...คำคำนี้ย่อมปรากฏทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านของบัลลังก์ ไม่ว่าจะสมัยใดเมื่อฮ่องเต้มีพระโอรสหลายพระองค์... ทุกผู้ย่อมหมายตาที่นั่งสูงสุดเหนือใต้หล้า"

            ไป๋ซือเหนียงหยุดเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเบาๆ 

            องค์ชายรองผู้นั้น...ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่คาดคิดในวันนี้อาจไม่ใช่เพื่อทักทายเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเพื่อ...เข้าหาท่าน หรือจะให้พูดให้ตรงกว่านั้นเข้าหาจวนเหยียนหลงอ๋อง

            เหยียนไป๋เฉินเพียงแต่มองทอดไปยังสวนที่เถาๆยังคงวิ่งเล่นอยู่ไกล ๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็กน้อยที่ลอยมาตามลม

            ไป๋ซือเหนียงหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด

            สำหรับองค์ชาย...ผู้ที่ถือว่ายืนอยู่เหนือคนทั่วไปแล้วเหตุใดจึงต้องลงแรงเพื่อเข้าหาจวนเหยียนหลงอ๋องด้วยเล่า? คำตอบก็ง่ายดาย เพราะทหาร...เพราะกองกำลังทั้งหมดของเมืองหลวงอยู่ในมือของเหยียนหลงอ๋องเพียงแค่ได้รับการสนับสนุนจากจวนนี้พวกเขาก็อาจเพิ่มโอกาสในการครอบครองบัลลังก์ขึ้นอีกหลายส่วน

            จากนั้น นางถอนหายใจบางเบา สายตาเหม่อมองเรือที่ลอยอยู่กลางอ่าว

            นางรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก...เพียงแต่... ตัวนาง ไป๋ซือเหนียง หรือจะเรียกว่าฉือเยียนในอดีตนางไม่เคยข้องเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจของพวกขุนนาง หรือศึกในราชสำนักใด ๆมาก่อน... ในยุทธภพ นางเพียงแค่คุมอำนาจในเงามืด ไม่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์"

    คล้ายกับเรื่องชายาของข้าเป็นนางมารอันดับหนึ่ง ที่คุณอ่าน