ภายในห้องอาหารศิลายังคงเอ็นจอยกับการกินของหวานที่แม่บ้านยกมาเสิร์ฟ คินน์มองแล้วก็หัวเราะ
"นี่นายไปตายอดตายอยากมาจากไหนกัน"
ศิลามองค้อนเบาๆก่อนจะรีบเคี้ยวแล้วตอบ "โถ่ บอสั้แ่เมื่อวานเย็นผมยังไม่ได้กินอะไรเลยนะครับ ไอ้พวกเวรนั่นก็ดันบุกเข้ามาซะก่อน... ผมหมดแรงเลยครับตอนนี้"
"แล้วพ่อนายว่ายังไงบ้างคงโดนสวดมาชุดใหญ่เลยสิ" คินน์ถามยิ้มๆ
"อ้าวก็รู้นี่ครับ พ่อบอกว่าบอสทำอะไรแผลงๆ อีกแล้ว" ศิลาตอบพร้อมทำหน้าเหนื่อยหน่ายคินน์ได้แต่หัวเราะหึๆ ในลำคอ นึกหน้าเ้าสัวสมพงษ์ออกทันที เ้าสัวเคยดูแลเขามานานหลายสิบปีก่อนจะส่งหน้าที่นี้ต่อให้ศิลา
คินน์รอจนศิลาจัดการของหวานหมด ออกจากห้องอาหารเตรียมจะเดินกลับขึ้นไปบนชั้น2แต่หมอวิชัยเดินเข้ามาเสียก่อน ศิลาที่ง่วงเต็มทีอยากจะขอตัวไปนอนแต่หมอวิชัยกลับเอ่ยชวนสองหนุ่มให้ดื่มกาแฟด้วยกัน คินน์ตอบรับคำเชิญศิลาก็เลยจำใจต้องเลยตามเลยเดินตามไปนั่งคุยกันต่อที่ห้องนั่งเล่น
หลังจากแม่บ้านยกกาแฟมาเสิร์ฟเรียบร้อยหมอวิชัยก็เอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้ากังวล "คุณคินน์ครับ คือผมก็ใจร้อนตอนที่ชวนคุณสองคนมาที่นี่... พวกที่ทำร้ายคุณ มันจะตามมาถึงที่นี่ไหมครับผมเป็ห่วงพิมมี่"
ศิลารีบวางแก้วกาแฟแล้วตอบทันที"ไม่ต้องห่วงครับ พ่อผมให้คนมาคอยดูแลรอบบ้านคุณหมอเรียบร้อยแล้ว อีกอย่างพวกมันไม่รู้หรอกครับว่าพวกเราอยู่ที่นี่"
คุณหมอได้ฟังดังนั้นก็ค่อยรู้สึกอุ่นใจขึ้นมองหน้าคินน์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้"ถ้าคุณคินน์ไม่ว่าอะไร... ผมอยากจะรู้เื่ของคุณให้มากกว่านี้จะได้มั้ยครับ"
"ครับ คุณหมอถามมาได้เลยอยากรู้เื่อะไรล่ะครับ" คินน์ตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ผมจำได้ว่าคุณเคยบอกว่ามีคนที่เป็แบบเดียวกับคุณอยู่ 2 คนใช่ไหมครับ"หมอวิชัยถาม
คินน์สบตากับศิลานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า"ใช่ครับ"
"แล้วคนนั้นเขาเป็ใครครับตอนนี้อยู่ที่ไหน" หมอวิชัยถามต่อด้วยความสนใจ
คินน์ยกมือขึ้นเสยผมที่ยาวลงมาปรกหน้าผากก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเริ่มเล่าเื่ราวในอดีต
"ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องย้อนกลับไปเล่าั้แ่ต้นล่ะครับ จุดเริ่มต้นที่ผมเป็แบบนี้... ผมเคยมีเพื่อนสนิทอยู่คนนึง เราสนิทกันมาั้แ่เด็ก วันนึงผมกับเพื่อนขึ้นไปบนเขาแล้วเกิดหลงป่าพวกเราเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนไปเจอซากเมืองเก่า เราเลยเข้าไปสำรวจข้างใน เจอโครงกระดูกทั้งของคนและสัตว์เกลื่อนอยู่เต็มพื้น”
คินน์เว้น่ไปนิดดวงตาคมทอดมองไปยังเบื้องหน้าเหมือนกำลังดึงภาพในอดีตกลับมา "พอเดินลึกเข้าไปก็เจอช่องที่ทำเป็ขั้นบันไดลงไปใต้ดิน ในนั้นเหมือนเป็ห้องโถง มีโครงกระดูกกับพวกหีบโบราณวางอยู่เต็มไปหมดพวกผมช่วยกันเปิดดูอยู่หลายใบ จนไปสะดุดตากับหีบใบหนึ่ง..."
คินน์เงียบไปครู่นึงคล้ายกับกำลังนึกย้อนภาพความทรงจำอันยาวนานหีบไม้เก่าที่มีสลักโลหะและลวดลายอักขระโบราณที่เขาไม่รู้จักอยู่บนตัวหีบทั้งสี่ด้าน!
ในขณะที่หมอวิชัยนั่งฟังด้วยความรู้สึกระทึกราวกับกำลังฟังเื่เล่าลึกลับที่น่ากลัวชวนขนหัวลุก
คินน์เริ่มเล่าต่อด้วยน้ำเสียงแ่ต่ำ"มันไม่เหมือนอันอื่น ขนาดมันเล็กเท่ากล่องข้าว มีสลักโลหะกับอักขระที่พวกผมไม่รู้จักอยู่บนตัวหีบเราพยายามช่วยกันเปิดอยู่นานมากแต่ก็เปิดไม่ออก สุดท้ายเลยตัดสินใจเอามันกลับมาด้วย...พวกผมหลงอยู่บนนั้นประมาณ 3 วันถึงหาทางลงมาได้ แล้วผมก็เก็บหีบใบนั้นไว้ที่บ้านนานจนผมลืมมันไปแล้ว"
“จนวันนึงมีอุบัติเหตุ หีบใบนั้นมันตกลงมา แล้วอยู่ๆมันก็เปิดออกเองได้ ข้างในมีทับทิมเม็ดใหญ่อยู่เม็ดนึงสวยมากครับ แดงเหมือนสีเื ผมรู้สึกเหมือนมันดึงดูดผม ผมรีบเอาไปให้เพื่อนดู หลังจากนั้นทั้งผมและเพื่อนก็เปลี่ยนไป..."
เล่ามาถึงตรงนี้คินน์ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือเรียวเสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้นสีหน้าฉายแววอึดอัดและเ็ปอยู่แวบหนึ่งเมื่อต้องนึกถึงอดีต ก่อนจะเล่าต่อ
"เราทั้งคู่ต่างก็อยากได้มันอย่างที่ผมบอก... เราทั้งคู่เปลี่ยนไป จนวันนึงเราสู้กัน...สู้แบบเอาเป็เอาตายเพื่อแย่งชิงไอ้ทับทิมสีแดงเม็ดนั้นสู้กันจนต่างคนต่างได้เื ผมจำได้แค่ว่าเราแย่งกันจนทับทิมเม็ดนั้นเปื้อนเืเต็มไปหมด...พอรู้สึกตัวอีกที ทั้งผมและเขาก็นอนกันอยู่บนพื้นแล้ว เืท่วมตัวผมทิ้งเขาไว้ตรงนั้น แล้วเอาทับทิมเม็ดนั้นกลับบ้าน..."
คินน์เว้น่หายใจครู่หนึ่ง"ผมกลับบ้านในสภาพปางตาย แล้วอยู่ๆก็เกิดเื่ประหลาดขึ้น... เหมือนกับที่คุณหมอเคยเห็น แผลตามตัวผมมันสมานและหายไปเองไม่เหลือแม้แต่ความเ็ปหรือรอยแผลเป็ตอนนั้นแหละครับที่ผมเริ่มรู้ตัวว่ามันผิดปกติแล้ว ผมรีบกลับไปที่เดิมเพื่อหาเขาแต่เขาหายตัวไปแล้ว..."
ชายหนุ่มขบกรามแน่น"ผมรีบกลับมาบ้าน พาแม่กับน้องหนีทันที แล้วเอาหีบทับทิมเม็ดนั้นติดตัวมาด้วย...กว่าที่เขาจะตามหาผมเจอ ก็ใช้เวลาหลายปี เขายัง้าทับทิมเม็ดนั้นอยู่ผมก็เหมือนกัน... เราเลยได้สู้กันอีกครั้ง แล้วตอนนั้นแหละครับที่ผมได้รู้ว่าเค้าก็เป็เหมือนผม”
หมอวิชัยนั่งฟังเื่ราวทั้งหมดด้วยความรู้สึกทึ่งแกมหวาดหวั่นถ้าเขาไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเองมาก่อนว่าแผลของคินน์สามารถหายเองได้และรอดตายทั้งๆที่อาการสาหัสขนาดนั้นเค้าคงไม่เชื่อเื่ทั้งหมดนี้แน่ๆ
"แล้วยังไงต่อครับ..."หมอวิชัยเอ่ยถามด้วยความระทึก
"หนีสิครับ..." คินน์ตอบเสียงเครียด"หนีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมต้องไปคนเดียว ทิ้งแม่กับน้องไว้เพื่อให้พวกเขาปลอดภัย แต่เขาก็ตามผมจนเจอปะทะกันอีกรอบ... แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม ทับทิมเม็ดนั้นหายไป"
"อะไรนะครับ?" หมอวิชัยทวนคำด้วยความงุนงง "หายไป? หายไปได้ยังไงครับ"
คินน์ถอนหายใจยาวพร้อมกับยกมือขึ้นเสยผมอีกครั้ง"ก็นั่นแหละครับ... ปริศนาที่ผมตามหาคำตอบมาหลายร้อยปี"
"ไม่ใช่ว่ามันอยู่กับเพื่อนคุณเหรอครับ?" หมอวิชัยตั้งข้อสังเกต
"ไม่อยู่หรอกครับ"คินน์ตอบเสียงเรียบ "ทั้งเขาและผมต่างก็พยายามตามหามันเหมือนกันแต่เป้าหมายและความ้าของเราไปกันคนละทาง"
"ยังไงหรือครับ?"หมอวิชัยสงสัย
คินน์แค่นยิ้มหยันให้กับตัวเองน้ำเสียงเต็มไปด้วยความแน่วแน่ " สำหรับผม... ไอ้หินทับทิมเม็ดนั้นมันคือ 'คำสาป' แต่สำหรับเขา...มันคือ 'พร' จากพระเ้า " ชายหนุ่มเหยียดยิ้ม"ผม้าทำลายมันให้สิ้นซาก แต่เขา... อยากจะเก็บรักษามันไว้ตลอดกาล"
พูดจบ บรรยากาศรอบโต๊ะก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะหมอวิชัยฟังแล้วรู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูกขนลุกเกรียวขึ้นมาโดยอัตโนมัติก่อนจะตัดสินใจถามคำถามคาใจออกไป
"แล้วเพื่อนของคุณ... เขาเป็ใคร ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนเหรอครับ?"
"วิเชนทร์ครับ... เขาชื่อวิเชนทร์ ตอนนี้เขาอยู่ที่ฮ่องกง" ศิลาที่นั่งเงียบมานานเป็ฝ่ายชิงตอบแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง