ท่ามกลางไอกรุ่นของเช้าฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งขับไล่เศษเสี้ยวสุดท้ายของฤดูหนาวออกไปจากรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคหมู่บ้านเล็กๆ ที่เคยเอาชีวิตรอดจากพายุหิมะและการล่มสลายของวิหารโบราณกำลังกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ควันสีขาวลอยขึ้นจากครัวส่วนกลางของเลโอน่าเสียงค้อนของเลโอดังมาจากเขตก่อสร้างใหม่ทางฝั่งตะวันตกเหล่าเอลฟ์ช่างทอกำลังตากผ้าไหมพฤกษาผืนใหม่ใต้ร่มเงาของต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุขขณะที่ใบสีทองอมเขียวของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์พลิ้วไหวอาบแสงเช้าอย่างอ่อนโยนปล่อยออร่าความสงบแผ่กระจายไปทั่วลานกลางเมือง
ไกลออกไปบนยอดต้นโอ๊กเหล็กยักษ์เผ่าปักษาของไคโรกำลังฝึกบินยามเช้าท่ามกลางกระแสลมอุ่นส่วนไลราและเผ่าเงือกก็เริ่มตรวจสอบคุณภาพน้ำจากแอ่งม่านไพลินที่กลับมาไหลสงบอีกครั้งหลังผ่านหายนะฤดูหนาว
ทุกอย่างดูเหมือนกำลังเข้าสู่คำว่า“ปกติ”ยกเว้นเพียงสถานที่แห่งเดียวบ้านหินแกนกลางความร้อนของอีไลอัส
ผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นแรกๆที่เด็กชายเคยภาคภูมิใจอย่างมาก บัดนี้กลับดูอึดอัด คับแคบ และแทบจะระเบิดออกจากกันเมื่อมี “ผู้อยู่อาศัยใหม่” ระดับมหันตภัยเข้ามาพำนักอยู่ภายใน
ออเรเลียสมังกรบรรพกาลระดับ Calamity+ในร่างจำแลงของชายหนุ่มผมทองผู้สง่างามกำลังนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้มีพนักพิงที่อีไลอัสออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์อย่างพิถีพิถัน
ตัวเก้าอี้บุด้วยนวมหนานุ่มสีขาวนวลที่ทอจากไหมพฤกษาผสมใยแมงมุมของสปินเนอร์และยัดไส้ด้วยปุยนุ่นเมฆาถือเป็นเฟอร์นิเจอร์ระดับพรีเมียมที่สุดของเฮเซลบรุคในเวลานี้และมันกำลังส่งเสียง เอี๊ยดอ๊าด อย่างน่าสงสารภายใต้น้ำหนักและแรงกดดันจากสิ่งมีชีวิตระดับตำนาน
ฟินน์นอนขดตัวอยู่หน้าเตาผิงแต่แอบลืมตาข้างหนึ่งขึ้นมามองด้วยความหวาดระแวงว่าเก้าอี้จะระเบิดต่อหน้าต่อตาหรือไม่
บาร์นีย์หยุดเคี้ยวน้ำผึ้งป่าแล้วขยับถอยห่างจากเก้าอี้ไปสองก้าวอย่างเงียบๆแม้แต่ไพเพอร์ยังเลือกไปเกาะคานหลังคาแทนที่จะอยู่ใกล้มังกรบรรพกาล
ออเรเลียสกวาดสายตาสีทองอำพันไปรอบห้องสี่เหลี่ยมขนาดเพียงยี่สิบสี่ตารางเมตรผนังหินแม่น้ำหนาหกสิบเซนติเมตรที่เคยช่วยปกป้องทุกคนจากพายุหิมะบัดนี้กลับดูเหมือน “กล่องหินขนาดเล็ก” ในสายตาของสิ่งมีชีวิตที่เคยถูกจองจำอยู่ในวิหารใต้ดินสูงหลายร้อยเมตร
เขาต้องก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อหลบคานไม้โอ๊กเหล็กด้านบนขาที่ยาวเกินมาตรฐานมนุษย์ของเขาแทบไม่มีที่เหยียดตรงและทุกครั้งที่เขาขยับตัวเสาไม้ทั้งหลังจะส่งเสียงครางเบาๆราวกับกำลังอ้อนวอนให้มังกรระดับภัยพิบัติช่วยนั่งนิ่งๆ
“ข้าถามจริงๆ เถอะ อีไลอัส...”
ออเรเลียสเอ่ยทำลายความเงียบน้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เจ้าเป็นเจ้าเมือง... หรือเป็นหนูสนามที่แอบสร้างรังอยู่หลังสวนผักกันแน่?”
เขาชี้ออกไปนอกหน้าต่าง
ซึ่งมองเห็นแปลงผักยกแคร่ของเดซี่อย่างชัดเจน
“เจ้าปกครองสิ่งมีชีวิตนับร้อย มีมังกรบรรพกาลเป็นประชากรแต่กลับอาศัยอยู่ในบ้านหลังเท่ารูหนู แถมยังซ่อนตัวอยู่หลังแปลงผักของยัยกระต่ายบ้าพลังนั่นอีก”
อีไลอัสที่กำลังชงชาสมุนไพรมินต์ป่าอยู่ตรงเคาน์เตอร์ครัวไม้โอ๊กเพียงยักไหล่อย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ฉันชอบบ้านหลังนี้ มวลความร้อนจากเตาผิงถูกคำนวณมาพอดีกับพื้นที่และฉันก็ชอบความสงบหลังแนวต้นมันเทศ”
ออเรเลียสถึงกับกุมขมับ“นั่นคือวิธีคิดของสถาปนิกสันโดษ... ไม่ใช่วิธีคิดของผู้สร้างอารยธรรม”
ดวงตาสีทองของมังกรบรรพกาลฉายแววจริงจังขึ้น“หากเจ้าต้องการสร้างเฮเซลบรุคให้กลายเป็นบ้านของผู้คนมากกว่านี้เจ้าต้องเริ่มคิดในระดับมหภาค”เขาชี้ออกไปยังทั้งเมืองที่กำลังเติบโต
ออเรเลียสมองออกไปนอกหน้าต่างยังลานกลางเมืองที่เริ่มขยายตัวขึ้นทุกวัน
“อารยธรรมทุกแห่งที่ข้าเคยเห็นล่มสลาย มีจุดร่วมเหมือนกัน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่น
“พวกมันเติบโตเร็วเกินกว่าที่ศูนย์กลางของมันจะรองรับได้”ดวงตาสีทองอำพันหันกลับมามองบ้านหินหลังเล็ก “บ้านหลังนี้เหมาะสมอย่างยิ่ง...สำหรับวันที่เจ้ามีเพียงตัวคนเดียว”เขาชี้ออกไปยังหมู่บ้านที่ขยายตัวรอบน้ำตกม่านไพลิน
“แต่ตอนนี้เจ้ามีมนุษย์ เอลฟ์ เงือก ปักษา อสูรและแม้แต่มังกรอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน วันหนึ่งจะมีผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่งจะมีพ่อค้า วันหนึ่งจะมีนักเดินทาง และวันหนึ่งเจ้าจะมีศัตรู”
ออเรเลียสหยุดเล็กน้อย
“และเมื่อวันนั้นมาถึง เมืองที่ไม่มีศูนย์กลางที่ชัดเจนจะเริ่มกลืนกินตัวเองจากภายใน”
เขามองบ้านหินอีกครั้ง
“ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าทำลายบ้านหลังแรกของเจ้า จงเก็บมันไว้ เพราะวันหนึ่งผู้คนควรรู้ว่าอาณาจักรนี้เริ่มต้นจากบ้านเล็กๆ หลังนี้”
จากนั้นเขาชี้ไปยังพื้นที่ตอนใต้ของบ้าน“แต่เจ้าควรสร้างสิ่งใหม่” “สิ่งที่ใหญ่พอจะรองรับอนาคตที่กำลังเดินมาหาเจ้า”
อีไลอัสค่อยๆ หยุดมือที่กำลังรินชาดวงตาสีฟ้าของเด็กชายเริ่มจริงจังขึ้นช้าๆ เพราะลึกๆ แล้วเขารู้ว่าออเรเลียสกำลังพูดความจริงที่เขาหลีกเลี่ยงมาตลอด
“ฉันมีสกิล [จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุค] นะ” อีไลอัสแย้งพลางยิ้ม และส่งแก้วมัคดินเผาให้มังกรหนุ่ม “ฉันรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเขตปกครองระบุพิกัดทุกคนได้ 60 ชีวิต... ไม่สิ ตอนนี้เกือบ 200ชีวิตแล้ว และสัมผัสได้ถึงชีพจรของทุกโครงสร้างตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่จำเป็นต้องออกไปยืนประกาศตัวที่ระเบียงเหมือนขุนนางในอาร์คิเดียหรอก”
ออเรเลียสแค่นหัวเราะพลางรับแก้วชาไปจิบ
“เจ้ามองเห็นพลเมืองของเจ้า... แต่พลเมืองของเจ้ากลับแทบไม่ได้พบเจ้า” “ผู้นำที่อยู่ห่างเกินไปสุดท้ายจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่า” “และอาณาจักรที่มีเพียงเรื่องเล่ามักแตกสลายเร็วกว่าอาณาจักรที่มีศูนย์กลาง”
“โฮก...บาร์นีย์... ก็อยากได้บ้านหลังใหญ่...” เสียงทุ้มต่ำเนิบนาบของบาร์นีย์หมียักษ์อสูรระดับ A ดังแทรกขึ้นมาจากประตูบ้านหินที่เขาพยายามมุดหัวเข้ามาจนเต็มช่องประตู“บาร์นีย์... ขากล้ามขึ้นแล้ว... ห้องน้ำบาร์นีย์ไกลมาก...ต้องเดินไปถึงชายป่าทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บาร์นีย์ปวดท้อง... เดินไม่ทัน...เกือบเหยียบระเบิดชีวภาพตัวเองแล้วด้วย...”
อีไลอัสชะงักไปครู่หนึ่งคำพูดของบาร์นีย์เรื่องระยะทางสัญจร และความแออัดของสาธารณูปโภคเริ่มทำให้สัญชาตญาณนักผังเมืองในตัวเขากระตุกแรงขึ้น
“ขนาดรถเครนของฉันยังบ่นเรื่อง Zoning แปลว่าเรามาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ สินะ” อีไลอัสพึมพำกับตัวเองเขาเริ่มคำนวณสัดส่วนประชากรใหม่ในหัว
ในตอนแรกเฮเซลบรุคถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแค่หนึ่งคน หนึ่งหมี และหนึ่งจิ้งจอก แต่ตอนนี้เขามีเอลฟ์ 72 ชีวิต มีเผ่าเงือกน้ำจืดอีก 29 ชีวิตในถ้ำลับ สองพี่น้องมนุษย์ เลโอและเลโอน่า และกองทัพมอนสเตอร์ที่เป็นฟันเฟืองผลิตสินค้าอีกเพียบ
อีไลอัสวางแก้วชาลงแววตาของเด็กชายเปลี่ยนไปเป็นความมุ่งมั่นที่เยือกเย็นเขาเดินออกมาที่ลานหน้าบ้านหินลานหินอเนกประสงค์ที่เขาเคยภาคภูมิใจว่าแห้งสนิทด้วยระบบระบายน้ำ French Drain แต่มันมีความกว้างเพียง 10 เมตรเท่านั้น
อีไลอัสหันกลับไปมองบ้านหินหลังแรกของตนเองบ้านหลังเล็กที่เคยปกป้องเขาจากคืนอันหนาวเหน็บที่สุด
บ้านที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งสายตาของเขาค่อยๆ เลื่อนไปยังต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุขทางฝั่งตะวันตก
ต้นไม้ยังคงยืนตระหง่านอย่างสง่างามใบสีส้มอมชมพูพลิ้วไหวรับแสงแดดยามเช้าพร้อมแผ่ออร่าแห่งความสงบสุขอ่อนโยนไปทั่วทั้งลานกลางเมืองราวกับมันกำลังเฝ้ามองการเติบโตของเฮเซลบรุคมาตั้งแต่วันแรกเช่นเดียวกัน
เขาสูดลมหายใจลึกๆ หลับตาลงและเปิดใช้งานสกิลเพื่อเชื่อมต่อกับพลเมืองทุกคนในอาณาเขต
“ ไพเพอร์ ส่งสัญญาณเรียกประชุมด่วน!”
ไพเพอร์บินออกไป และไม่นาน เสียงฝีเท้าและเสียงเคลื่อนไหวก็ดังระงมไปทั่วหุบเขา
เสียงฝีเท้าของประชากรกว่าสองร้อยชีวิตที่ย่ำลงบนพื้นดินดังกึกก้องราวกับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวขนาดย่อมคลื่นมวลชนหลั่งไหลมารวมตัวกันที่ลานกว้างหน้าบ้านหินแกนกลางความร้อนราวกับสายน้ำที่ทะลักล้นเขื่อน
เอลฟ์นักรบกว่ายี่สิบนายในชุดเกราะหนังสัตว์ที่ดูทะมัดทะแมงนำโดย 'คีแลน' วิ่งสับฝีเท้าเข้ามาตั้งแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ ธนูเวทในมือสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายตามมาติดๆ ตามด้วยเอลดรินกลุ่มเอลฟ์ช่างทอที่ยอมทิ้งกี่ทอผ้ากึ่งอัตโนมัติวิ่งมาสมทบเช่นเดียวกับเอลาริน่า และเรนวิน
ทางด้านลำธาร ไลราและเหล่าเงือกน้ำจืดนับสิบชีวิตพากันโผล่พรวดขึ้นมาเกาะขอบแอ่งน้ำตกด้วยแววตาตื่นตาตื่นใจ
ทว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นตามมากลับกลายเป็นภาพจำลองของ 'วิกฤตการณ์ผังเมือง'ที่ตอบคำถามและรอยยิ้มเย้ยหยันของออเรเลียสได้อย่างเจ็บแสบที่สุด!
พื้นที่ลานอเนกประสงค์หน้าบ้านที่มีรัศมีเพียงสิบเมตรบัดนี้ถูกอัดแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่านมันแน่นขนัดจนไม่มีที่แม้แต่จะขยับปลายเท้าเอลฟ์นักรบที่ควรจะยืนตั้งแถวอย่างสง่างาม กลับต้องยืนเบียดเสียดกับกลุ่มเอลฟ์ช่างปั้นดินเผาและช่างทอจนหน้าสัมผัสของชุดผ้าไหมพฤกษาเสียดสีกันดังซวบซาบวุ่นวายไปหมด
พลเมืองแรงงานบางคนที่ถูกเบียดจนเสียหลักลื่นไถลกลิ้งหลุนๆ ตกลงไปในแนวแปลงเกษตรจนผักกาดขาวอวบอ้วนของเดซี่หักกระจายใบช้ำไปหลายต้น กระต่ายอสูรสายพฤกษาถึงกับหูตั้งชันแผดเสียงร้องลั่นด้วยความหวงแหนพืชผลคลื่นมานาสีเขียวปะทุขึ้นมาคลุมแปลงผักเพื่อปกป้องลูกรักของเธออย่างเอาเป็นเอาตาย
ขณะเดียวกัน บาร์นีย์หมียักษ์อสูรระดับ A ที่พยายามจะทำตัวลีบเล็กและนั่งลงเพื่อลดความกดดันด้านพื้นที่กลับกลายเป็นการสร้างหายนะซ้ำซ้อนก้นขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยมวลกล้ามเนื้อและขนฟูฟ่องทรุดลงไปทับเอาแนวท่อประปาไม้ไผ่แรงโน้มถ่วงที่วางเลียบผิวดิน เสียงไม้ไผ่ลั่น กรอบแกรบดังก้องจนน้ำประปาแทบจะพุ่งปรี๊ด ดัสตี้ตุ่นวิศวกรที่เพิ่งโผล่พรวดขึ้นมาจากรูใต้ดินเพื่อมาร่วมชุมนุม ถึงกับเบิกตาโพลงรีบมุดหัวกลับลงรูแทบไม่ทันก่อนที่หมวกเซฟตี้เกล็ดแข็งของเขาจะโดนก้นหมียักษ์ทับแบนติดดิน
อีไลอัสยืนนิ่งกอดอกอยู่บนระเบียงบ้านหินมองลงมายังความโกลาหลเบื้องล่าง
สายตาของเขามองทะลุภาพความวุ่นวายผ่านการทำงานของสกิล [ดวงตาแห่งวัสดุ] ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นโครงข่ายพิมพ์เขียวที่มีแสงสีแดงกะพริบเตือนไปทั่วทุกตารางนิ้วมันคือสัญลักษณ์ของ 'จุดอ่อน' ของพื้นที่ที่กำลังรับภาระหนักเกินขีดจำกัดทั้งทางกายภาพและระบบสาธารณูปโภค
ผังเมืองแบบวงแหวนรัศมี ที่เขาวางแผนและภูมิใจนักหนาว่าเป็น'ทำเลทอง' ในช่วงก่อตั้ง บัดนี้มันได้กลายสภาพเป็น 'คอขวด'ที่ตีบตันและกำลังขัดขวางการเจริญเติบโตของอารยธรรมไปเสียแล้ว...เขาเคยวางผังเมืองนี้เพื่อรองรับ 'ครอบครัวเล็กๆ' ไม่ใช่เพื่อรองรับ 'กองทัพและประชากรนับร้อย'!
“ทุกคนฟังทางนี้!”
อีไลอัสตะโกนก้อง เสียงของเด็กชายวัยสิบสองปีที่ผสานด้วยพลังมานากังวานใสและทรงอำนาจจนกลบเสียงโวยวายทั้งหมด
ความเงียบเข้าปกคลุมลานกว้างทันทีราวกับถูกปิดสวิตช์ประชากรนับร้อยหยุดการเคลื่อนไหวแม้แต่บาร์นีย์ที่กำลังจะยกขาเกาหลังก็ยังแข็งค้างอยู่ในท่าทุลักทุเล
อีไลอัสหันขวับไปมองออเรเลียสมังกรบรรพกาลในร่างมนุษย์ที่กำลังยืนกอดอกพิงกรอบประตูบ้านหินอย่างสบายอารมณ์ในชุดสีดำสนิทที่ดูหรูหราและลึกลับนัยน์ตาสีทองอำพันคู่นั้นกำลังส่งรอยยิ้มมุมปากเยาะเย้ยมาให้ ราวกับจะบอกว่า... 'เห็นหรือยังล่ะ สถาปนิกตัวน้อย...เจ้าอ้างสิทธิ์เหนือข้า แต่แค่จะหาที่ยืนให้พลเมืองของเจ้าตอนนี้ยังแทบจะเหยียบกันตายเลย'
อีไลอัสไม่ได้โกรธเคืองรอยยิ้มนั้นกลับกัน มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดประกายวิญญาณแห่งผู้รังสรรค์ของเขาให้ลุกโชน!เด็กชายหันกลับมาหาพลเมืองทุกเผ่าพันธุ์ แววตาของเขาสว่างไสวไปด้วยไฟแห่งการรังสรรค์และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลทะลุขอบฟ้า
“ข้าขอโทษที่ปล่อยให้พวกเจ้าต้องมายืนเบียดเสียดกันอย่างแออัดเช่นนี้!” อีไลอัสเริ่มเอ่ยปาก น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความอับอายมีเพียงความรับผิดชอบอันหนักแน่นของผู้นำ “ความผิดพลาดในการคำนวณสเกลพื้นที่ใช้สอยและการคาดการณ์อัตราการเติบโตของประชากร ของข้า...ทำให้การขยายตัวของรัฐอิสระเฮเซลบรุคต้องติดขัด!”
เด็กชายก้าวออกมายืนที่ขอบระเบียงชูมือขวาขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบนราวกับจะคว้าจับก้อนเมฆ
“แต่จงฟังให้ดี!เฮเซลบรุค ไม่ใช่แค่แคมป์หลบภัย หรือหมู่บ้านของผู้ประสบภัยอีกต่อไป! แต่มันคือ 'รากฐานของอารยธรรมใหม่' ที่กำลังจะผงาดขึ้นบนผืนป่าแห่งนี้!”
เสียงของเขาสั่นสะท้านไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นคลื่นอารมณ์ของเขาส่งผ่านไปยังจิตวิญญาณของลูกบ้านทุกคน “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะก้าวเข้าสู่ 'เฟสใหม่' ของการพัฒนาเมือง! ข้าจะรื้อและปรับผังเมืองเฮเซลบรุคใหม่ทั้งหมด!เราจะตัดถนนสายหลักที่กว้างขวาง! เราจะสร้าง 'จัตุรัสศูนย์กลางเมือง'ที่กว้างใหญ่พอจะรองรับประชากรได้นับพันคนโดยไม่ต้องเหยียบเท้ากัน!เราจะสร้าง 'ศาลาว่าการเมือง' เพื่อเป็นศูนย์กลางของข้อมูลและสวัสดิการของทุกคน!”
ดวงตาของเหล่าเอลฟ์ สัตว์อสูรและมนุษย์ เบิกกว้างขึ้นหัวใจของพวกเขาเต้นรัวไปกับภาพอนาคตที่ถูกวาดขึ้นกลางอากาศ
“และที่สำคัญที่สุด...ข้าจะจัดโซนนิ่ง ระบบชลประทาน และวิศวกรรมสุขาภิบาลใหม่ทั้งหมดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเจ้า ให้เข้าถึงความปลอดภัยและสะดวกสบายยิ่งกว่าที่จักรวรรดิใดๆจะให้ได้! เฮเซลบรุคแห่งใหม่... จะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้!!”
สิ้นคำประกาศอันยิ่งใหญ่...ความเงียบงันก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงโห่ร้องยินดีที่ดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วทั้งหุบเขาน้ำตกม่านไพลิน!
คลื่นเสียงแห่งความหวังและความศรัทธาระเบิดออกฝูงนกกระจิบนับพันตัวที่เกาะอยู่ตามยอดไม้พากันสยายปีกบินวนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านราวกับริบบิ้นสีสันสดใสที่ร่วมเฉลิมฉลองเอลฟ์นักรบชูหอกและธนูขึ้นฟ้าพร้อมโห่ร้องสุดเสียง กลุ่มเอลฟ์นักบรรเลงไม่รอช้าพวกเขาหยิบเครื่องดนตรีเวทมนตร์ขึ้นมาบรรเลงเพลงมาร์ชที่ฮึกเหิมและเร้าใจจนเลือดในกายเดือดพล่าน
ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องที่ดังก้องฟ้าอีไลอัสกำหมัดขวาแน่น แววตาของเขาไม่ได้สะท้อนภาพกะต๊อบหินหลังเล็กๆหรือป่าที่รกทึบอีกต่อไป...
ในหัวใจและวิสัยทัศน์ของสถาปนิกน้อยบัดนี้มันปรากฏเป็นภาพของ ‘นครรัฐแห่งความสงบสุข’ ที่มีกำแพงปราการดาวล้อมรอบมีถนนปูหินตัดผ่านอย่างงดงาม และมีสิ่งปลูกสร้างตระหง่านฟ้า...พิมพ์เขียวแห่งความยิ่งใหญ่ ได้ถูกร่างลงบนแผ่นดินป่าต้องห้ามอย่างสมบูรณ์แล้ว!
[ ข้อมูลระบบ:รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค ]
[ สถานะผู้ใหญ่บ้าน] ชื่อ: อีไลอัสบรุค (ผู้ก่อตั้ง)
คลาส: ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข
เลเวลตัวละคร: Lv.30
[ สกิลประจำตัว]
สถาปนิกแห่งพงไพร Lv.MAX: สกิลพื้นฐานสำหรับการก่อสร้างและรังสรรค์โครงสร้างวัสดุธรรมชาติ
พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย: ขั้นเครือข่ายอารยะ: ระบบแปลภาษาครอบจักรวาลผ่านจิตสำนึก ทำลายกำแพงภาษาระหว่างประชากรทุกเผ่าพันธุ์(ยกเว้นสัตว์ธรรมดา)
จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุค Lv.3: การรับรู้พื้นที่เชิง 3D,ตรวจสอบชีพจรโครงสร้าง และระบุพิกัดประชากรในอาณาเขต
ดวงตาแห่งวัสดุ Lv.3: สแกนวิเคราะห์โครงสร้างภายใน, อุณหภูมิความร้อน และความเข้มข้นของกระแสมานา
[การแชร์ประสาทสัมผัส ]
วิสัยทัศน์เวหา: แชร์มุมมองภาพมุมสูงและการรับรู้ทางอากาศจาก ไพเพอร์
การจับสัมผัสความจริงใจ: แชร์ประสาทสัมผัสจากออเรเลียส เพื่อมองเห็น 'ออร่าแห่งเจตนา' (มิตร/ศัตรู) ของสิ่งมีชีวิตอื่น
[ รายงานประชากรรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค:รวม 203 ชีวิต + 3 โคโลนี ]
ลูกบ้านระดับตำนาน: 1 ชีวิต
ออเรเลียส(มังกรบรรพกาลจำแลงร่างมนุษย์)
ลูกบ้านอสูรแกนนำ: 9 ชีวิต
ฟินน์ (จิ้งจอกอสูร ระดับ C): หัวหน้าหน่วยสอดแนม/นักรบเวท
บาร์นีย์ (หมียักษ์อสูร ระดับ A):เครื่องจักรกลหนัก/รถเครนประจำไซต์งาน
เดซี่ (กระต่ายอสูร ระดับ C): หัวหน้าแผนกเกษตรกรรม
พุดดิ้ง (สไลม์สีรุ้ง ระดับ E): หัวหน้าแผนกจัดการของเสีย
ดัสตี้ (ตุ่นอสูรหมวกเซฟตี้ ระดับ C):หัวหน้าวิศวกรโยธา
ไพเพอร์ (นกอสูร): โดรนสำรวจเวหา
สปินเนอร์ (แมงมุมอสูร):ผู้รับเหมาผลิตเส้นใย/โครงสร้างแบบขึงตึง
ร็อกกี้ (คางคกศิลายักษ์):วาล์วน้ำมีชีวิต/แผนกชลประทาน
ไลรา (เงือกน้ำจืด):ผู้นำเผ่าเงือก/ผู้ดูแลระบบนิเวศทางน้ำ
พลเมืองเฉพาะทาง: 103 ชีวิต
เผ่ามนุษย์: 2 ชีวิต (เลโอน่า - แผนกเสบียง,เลโอ - แผนกวิศวกรรมโยธา)
เผ่าเอลฟ์: 72 ชีวิต (ช่างทอ, นักรบ, ช่างปั้น, นักบรรเลง,ผู้อาวุโส และเด็ก)
เผ่าเงือกน้ำจืด: 29 ชีวิต(แผนกควบคุมความดันน้ำและประปาบาดาล)
พลเมืองแรงงานและเครือข่ายเฝ้าระวัง:89 ชีวิต + 3 โคโลนี
กระต่ายป่าธรรมดา: 40 ตัว (สังกัดแผนกเกษตรกรรม)
สไลม์ปกติ: 10 ตัว(สังกัดแผนกจัดการของเสีย)
ตุ่นป่าปกติ: 4 ตัว(สังกัดบริษัทรับเหมาดัสตี้)
สัตว์ป่าธรรมดา: 30 ตัว (กระรอก, กวาง, แรคคูน, นกฮูก)
ผีเสื้อยักษ์: 5 ตัว (เครื่องประดับภูมิทัศน์)
หนูจี๊ดพงไพร: 1 โคโลนี (เซนเซอร์ภาคพื้นดิน รัศมี 500เมตร)
นกกระจิบพงไพร: 1 โคโลนี (เซนเซอร์ภาคอากาศ รัศมี 500เมตร)
ตัวไหมเวทมนตร์: 1 โคโลนี (โรงงานผลิตเส้นไหม)
