บทที่ 12 พ่อแม่กลับมา
โชคดีที่สัตว์กลายพันธุ์ตัวที่สองที่ซูหยวนเจอก็คือ “โคเขาแหลมกลายพันธุ์” อีกครั้ง ดังนั้นเธอจึงสามารถเคลื่อนไหวเพื่อทดสอบสมมติฐานของตนเองเพื่อเพิ่มความแม่นยำในความถูกต้องของข้อมูลได้ และครั้งนี้...ซูหยวนไม่ได้จับพลั่วแบบส่งๆเหมือนกับครั้งแรก ทว่าเธอพยายามที่จะจำความรู้สึกในการโจมตีติดคริติคัลครั้งที่สอง แล้วพลิกฝ่ามือให้เป็ท่าโจมตีนั้น
“ฮูม!!” เหมือนกับภาพครั้งแรกที่ฉายอีกรอบ ซูหยวนตั้งสมาธิของเธอเพื่อพิสูจน์การเคลื่อนไหวโจมตีติดคริติคัลของตนเอง มือเล็กๆกระชับแน่น สังเกตการโจมตีของโคเขาแหลมที่เตรียมพุ่งออกมาก่อนจะขยับเท้า
ฟวับ!
ปึก!! วาบ!!!
การโจมตีที่รุนแรงของซูหยวนในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้โคเขาแหลมสับสนมึนงงเท่านั้น กลับสามารถสร้างรอยเืสีเขียวที่คอของศัตรูได้ อย่างไรก็ตาม...การโจมตีที่รุนแรงพร้อมกับสร้างาแลึกเช่นนี้ได้ ก็ทำให้ซูหยวนต้องเจอกับปัญหาใหม่ตามมา
แรงโจมตีทำให้สันพลั่วแทงลงเข้าไปในเนื้อของโคเขาแหลม เพราะร่างกายของมันแข็งแรงไม่น้อย ดังนั้นการโจมตีครั้งเดียวนี้จึงไม่สามารถปลิดชีพของมันได้ เ้าโคเขาแหลมสะบัดหัวของตนเองไปมา พร้อมกันนั้นก็ทำเอาพลั่วของซูหยวนติดไปด้วย ร่างเล็กๆของหญิงสาวต้องอาศัยความเร็วในการวิ่งไปทิศทางเดียวกับที่เ้าโคเขาแหลมสะบัดคอ ใช้เวลาสองวินาทีจึงกระชากพลั่วที่จมอยู่ในคอออกมาได้
ทั้งคนและสัตว์กลายพันธุ์เหนื่อยหอบ เ้าโคเขาแหลมดูท่าจะเืขึ้นตาเสียแล้ว มันส่งเสียงคำรามอีกครั้งด้วยความเ็ปและโกรธแค้น ้าจะฆ่ามนุษย์ตรงหน้าให้ตกตายไปตามกัน
แรงวิ่งของมันตกไปจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่หญิงสาวตั้งหลักให้มั่นก็สามารถหาช่องโจมตีได้แล้ว ซูหยวนยังคง้าเว้นระยะห่างและไม่ใช้อาวุธอย่างเคียวที่คมกว่าเพื่อปลิดชีพเ้าโคตัวโตนี้ มือทั้งสองจับแน่นก่อนจะฟาดเข้าที่สันคออีกที แม้จะไม่ใช่จุดเดิมที่สร้างาแทิ้งไว้ แต่ความเ็ปทั้งสองครั้งนี้ก็ได้พรากชีวิตของเ้าโค้ขาแหลมได้เช่นกัน
หลังจากที่ทดสอบสมมติฐานของตนเองเกี่ยวกับการโจมตีที่ติดคริติคัลครั้งนี้แล้ว เธอก็จัดรูปแบบในการต่อสู้ของตนเองใหม่ เพื่อความรวดเร็วและไม่ก่อให้เกิดปัญหา ซูหยวนจึงวางแผนโจมตีด้วยการฟาดพลั่วลงไปที่คอของเ้าโคเขาแหลมก่อน โดยไม่จำเป็ที่จะต้องสร้างคริติคัลในครั้งแรก
เน้นการโจมตีเพื่อสร้างความเ็ปที่คอของเ้าโคแล้วค่อยโจมตีปิดท้ายด้วยสันพลั่วซึ่งเป็การโจมตีแบบติดคริติคัล ด้วยวิธีนี้...เธอจะไม่ต้องเจอกับแรงเหวี่ยงของเ้าโคเขาแหลม ทั้งยังไม่ต้องเพ่งสมาธิโจมตีถึงสองครั้งสองครา
เมื่อตัดสินใจได้เช่นนั้น หญิงสาวก็ทำตามแผนการของตนเอง เสมือนกับชีวิตก่อนหน้านี้ของเธอ ซูหยวนยังคงทำงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเธอใส่ใจกับกระบวนการในการทำงานมากที่สุด การคิดอย่างเป็ระบบระเบียบนี้ช่วยให้ซูหยวนสามารถมั่นใจในการต่อสู้กับเ้าโคเขาแหลม ทว่า...ปัญหาที่สำคัญก็คือ หลายครั้งซูหยวนไม่สามารถเลือกที่จะต่อสู้กับพวกมันตัวต่อตัวได้
หญิงสาวต้องคอยซ่อนตัวหลายครั้งเพื่อให้ตนเองไม่เป็เป้าสายตาของเ้าโคเขาแหลมที่มีจำนวนมาก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้ซูหยวนเสียเวลาไปไม่น้อย แต่เพื่อความปลอดภัย...เธอ้าสร้างรากฐานในการต่อสู้ให้ตนเองไปก่อน หญิงสาวคาดการณ์ว่าเธอจะต้องยอมเสียเวลาเช่นนี้ไปตลอดทั้งเดือนเพื่อให้คุ้นเคยกับพื้นที่ล่าในเขต A ไม่อย่างนั้นอาจจะได้เจอกับอันตรายที่ถึงแก่ชีวิตได้
อันซูหยวนเข้าออกพื้นที่ล่าตามลำพัง ด้านหลังจะมีพลั่วขนาดใหญ่อยู่เสมอ ผู้คนมากมายที่ล่าอยู่ในเขต A เริ่มคุ้นเคยกับหญิงสาวร่างเล็กผู้นี้แล้ว โดยเฉพาะพวกนักล่าทั่วไปที่ไม่ได้มีการใช้แกนพลังงาน เดิมทีพวกเขายังพนันกันเล่นๆว่าหญิงสาวผู้นี้ที่กล้าเข้าไปในเขต A คนเดียวจะสามารถอยู่รอดได้สักกี่วัน แต่เมื่อเห็นเธอยังเข้าและออกพื้นที่ล่าได้เป็ปกติ พวกเขาจึงต้องประเมินเด็กสาวเสียใหม่
เพราะพวกเขาไม่กล้าใช้แกนพลังงานสุ่มสี่สุ่มห้า ดังนั้นร่างกายที่แข็งแรงนี้จึงมาจากการฝึกฝนล้วนๆ ในขณะที่อันซูหยวนมีรูปร่างบอบบาง แต่ถ้าสามารถเข้าออกในเขต A ได้ อย่างนั้นก็สมควรจะเป็ผู้ใช้แกนพลังงานคนหนึ่งใช่ไหม?
ทว่า...ผู้ใช้แกนพลังงาน ส่วนใหญ่มักจะมีสังกัดของตนเอง น้อยนักที่จะได้เห็นผู้ใช้แกนพลังงานมาล่าสัตว์ในเขต A อย่างสิ้นเปลืองแรงและพลังงานเช่นนี้ อย่าลืมว่าเมื่อพวกเขากลายเป็ผู้ใช้พลังงาน อย่างนั้นก็ต้องคอยเติมพลังงานเข้าร่างกายเช่นกัน น่าเสียดายที่แกนพลังงานเขต A นั้นมีระดับต่ำ ต่อให้ล่าได้สัก 4-5 ตัวต่อวันก็ยังไม่เพียงพอที่จะเสริมกำลังของพวกเขาได้
ดังนั้นพื้นที่ล่าเขต A จึงเป็พื้นที่ล่าที่ไม่เป็ที่นิยมนัก มีแค่นักเรียนจากสถาบันที่จะเข้ามาฝึกฝนชั่วพักชั่วครู่ก่อนจะย้ายไปล่าในเขตชั้นในต่อไป ยิ่งถ้าเรียนจบสถาบันแล้ว...พวกเขาจะอยู่ในเขต C หรือ D เสียเป็ส่วนใหญ่ บางคนแข็งแกร่งมากก็เข้าไปในพื้นที่ที่ลึกมากขึ้น และนั่นจะทำให้พวกเขาได้แกนพลังงานที่สมบูรณ์มากขึ้นนั่นเอง
ผู้หญิงคนนั้นคือใครกันแน่?
อาวุธบนหลังของเธอคืออะไรกัน? ทำไมจึงไม่มีร่องรอยการสึกหรอเลย?
หรือจะเป็คำถามที่ว่า...เหตุผลในการล่าของเธอคืออะไร? แล้วเธอล่าบริเวณไหน?
ผู้คนมากมายต่างก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันอยู่เสมอ โดยที่อันซูหยวนรับรู้บ้างไม่รับรู้บ้าง จุดมุ่งหมายของเธอไม่ได้้าทำให้คนอื่นสนใจ หรือต้องสนใจผู้อื่นอยู่แล้ว ไม่ใช่ชีวิตก่อนก็ต้องมาตายเพราะความหมันไส้ของเพื่อนร่วมงานหรอกหรอ? นั่นแหละ...นิสัยของเธอเพียงพอที่จะทำให้พวกเขารู้สึกเช่นนั้นได้จริงๆ
การล่าที่มีประสิทธิภาพใน่เวลา 7 วันที่ผ่านมาทำให้ซูหยวนได้รับเครดิตมา 6,650 เครดิตจากทั้งการขายแกนพลังงานและการขายชิ้นส่วนของพวกมัน เธอถือเป็คนน้อยคนนักที่จะลากเอา “ขยะ” กลับมาขายในตอนเย็นด้วย แต่ร้านของคุณสวี่นั้นคุ้นเคยกับซูหยวนเสียแล้ว ดังนั้นไม่ว่าเธอจะขายอะไร เขาก็รับซื้อพวกมันทั้งหมดอย่างใจกว้าง
แต่ก่อนที่ซูหยวนจะได้ทำอะไรมากขึ้น ในที่สุดคนของตระกูลหงก็มาพบเธออีกครั้ง โดยครั้งนี้..พวกเขาพาพ่อกับแม่ที่ไม่ได้สติในครั้งก่อนกลับมาด้วย สีหน้าของพวกเขาดูดีมากขึ้นในเื่ของการเจ็บป่วย กระนั้น...อารมณ์ที่ซึมเศร้าของพวกเขาก็เพียงพอที่จะทำให้ซูหยวนรู้สึกหดหู่ไปด้วย
เธอเห็นสายตาสงสารที่พวกเขามองมายังเธอ ในขณะที่มีสายตาสมเพชตนเองปรากฏอยู่ในนั้นด้วย มารดาของซูหยวนกลายเป็คนพิการ เหลือแขนเพียงหนึ่งข้างเท่านั้น ย่อมไม่สามารถทำงานเก็บขยะได้มีประสิทธิภาพอีก ในขณะที่บิดา...ยังต้องใช้การฟื้นตัวอีกพักใหญ่ๆ ถึงจะรักษาจนพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่าแใหญ่เหล่านี้ต้องรอเกือบสองสามเดือนจึงจะดีขึ้น
พวกหมอยังคงให้คำแนะนำว่าไม่ควรเคลื่อนไหวรุนแรงมากนักใน่นี้ ถ้าเป็ไปได้ก็ควรจะให้นอนพักอยู่ที่บ้านไปก่อน ตระกูลหงยังใจดี มอบอาหารสังเคราะห์และน้ำสำหรับทั้ง 3 คนเพิ่มให้อีก 3 เดือนเพื่อชดเชย ซึ่งสำหรับพวกเขาแล้ว...มันไม่ได้ดูมีมูลค่าอะไรเลย แต่สามารถตัดปัญหาที่ค้างคากับครอบครัวเล็กๆนี้ได้เสียที
แน่นอนว่าถึงจะมีอาหารเพียงพอแล้ว ทว่าซูหยวนรู้ดีว่าบิดาของเธอย่อมไม่สามารถหยุดอยู่เฉยๆได้ บางทีั้แ่คืนนี้เป็ต้นไป เขาน่าจะ้าออกไปเก็บขยะที่ข้างนอกนั่นแล้ว
“เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว พวกฉันขอตัวก่อน ขอให้พวกคุณอยู่กันอย่างดีที่เขตชั้นนอก”
“ขอบคุณมากครับ/ค่ะ” สองสามีภรรยารีบกล่าวขอบคุณ ทั้งยังก้มหัวให้พวกเขาด้วยความเกรงใจอีก ใน่ที่ผ่านมาที่พวกเขาได้รับการรักษา ค่าใช้จ่ายมากมายผ่านสายตาของทั้งสองไป พวกเขายิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น
นอกจากนี้...เพราะห่วงใยลูกสาวที่อาศัยข้างนอกเพียงคนเดียว กลัวว่าจะทำอะไรสิ้นคิดแม้ตระกูลหงจะมอบอาหารและน้ำไว้ให้แล้ว แต่ลูกสาวที่แสนดีก็อาจจะทำอะไรเสี่ยงอันตรายตามลำพังก็ได้ พวกเขาจึง้ารีบกลับมาให้เร็วที่สุด
“ดีจริงๆที่เห็นลูกยังปลอดภัย” หญิงวัยกลางคนกล่าวขึ้นมาทั้งน้ำตา เธอค่อยๆเดินเข้ามาใกล้แล้วสวมกอดร่างเล็กๆของบุตรีเอาไว้ รู้สึกเล็กน้อยว่าร่างกายที่ผอมแห้งของลูกนุ่มนิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้เอะใจอะไรนัก
ในขณะที่ชายวัยกลางคนตรวจสอบดูลูกสาวที่เปลี่ยนไปนี้ั้แ่หัวจรดเท้า เขามองเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ซึ่งได้ยินว่าลูกสาวขอเป็ของรางวัลที่ได้ช่วยเหลือคุณหนูน้อยตระกูลหง แม้ว่ามันจะดีสำหรับครอบครัวของพวกเขา ทว่ามันก็ค่อนข้างสิ้นเปลืองเหมือนกัน
เขารู้ว่าลูกสาวคงจะอึดอัดที่ต้องอยู่ในห้องเล็กๆนั่น ทว่าวาสนาของพวกเขาก็มีเพียงเท่านั้นไม่ใช่หรือ? วันนี้ได้บ้านหลังใหญ่มา วันข้างหน้าไม่มีเงินพอที่จะกิน อย่างนั้นก็ต้องขายบ้านออกแล้วเอาเครดิตไปซื้ออาหารสังเคราะห์อยู่ดี การที่ทำให้ตนเองได้คุ้นเคยกับการอยู่บ้านใหญ่จะทำให้เธอต้องเสียใจภายหลังแน่
ดวงตาของชายวัยกลางคนเปลี่ยนเป็เศร้าหมอง ถ้าเขาแข็งแกร่งกว่านี้แล้วกลายเป็นักล่า ถึงเวลานั้นคงจะทำให้ลูกและภรรยาอยู่กันอย่างสบายใจมากขึ้น น่าเสียดายที่เขาเป็เพียงคนไร้ค่าไร้พลังคนหนึ่ง...มีสิทธิคิดมีสิทธิฝัน แต่ไม่มีสิทธิเอื้อมไปถึงเป้าหมาย....
“หืม?” อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะละสายตากลับมา เขาก็มองเห็นบางอย่างที่แขวนเอาไว้กลางห้องกลางเสียก่อน
ดวงตาฉายแววประหลาดใจระคนตื่นเต้น เดินเข้าไปจับ “ชุดป้องกันใหม่” ที่แขวนอยู่ 2 ชุดกลางห้อง แม้ว่าชุดหนึ่งจะมีร่องรอยการใช้งานแล้ว แต่ก็ยังใหม่มากเมื่อเทียบกับชุดป้องกันที่พวกเขาเคยได้ใช้ระหว่างการออกไปเก็บขยะ
“สิ่งนี้...ได้มาจากตระกูลหง?” คนเป็บิดาหันมาถามลูกสาว รู้สึกเกรงใจตระกูลหงมากขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว กระนั้น...ด้วยชุดป้องกันใหม่นี้ จะต้องทำให้ครอบครัวของพวกเขามีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นแน่นอน
“ไม่ใช่ค่ะ” ซูหยวนรีบโบกมือปฏิเสธ
“หือ? ถ้าอย่างนั้น...”
“นี่เป็เงินเก็บที่หนูรวบรวมเอาไว้ระหว่างที่พ่อกับแม่รักษาตัวค่ะ”
“เงินเก็บ? เงินเก็บอะไร? ลูกจะบอกว่าเข้าไปในพื้นที่เขต A มางั้นหรอ” ผู้เป็บิดาขมวดคิ้ว ก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“ไม่สิ! ต่อให้จะทำงานหนักในเขต A ขนาดไหน ก็ไม่มีทางที่จะซื้อชุดป้องกันมาทั้งสองชุดนี้ได้หรอก มูลค่าของทั้งสองชุดน่ะมากกว่า 30,000 เครดิตเสียอีก”
ชายวัยกลางคนคำนวณอย่างรวดเร็ว การซื้อชุดป้องกันเพื่อครอบครัวนั้นเป็สิ่งที่เขาวาดฝันมาตลอด แต่จนแล้วจนรอด...คนอย่างพวกเขาที่ไม่ได้มีโชคดีอะไรสามารถสร้างรายได้ไม่กี่เหรียญต่อวันเท่านั้น แค่มีเงินพอสำหรับซื้ออาหารสังเคราะห์สำหรับสามคนก็ถือว่าเก่งแล้ว ไม่สามารถคาดหวังอะไรได้มากขึ้น
“หนูได้งานที่ดีค่ะ”
“งานที่ดี? งานที่ดีอะไร” ได้ยินคำตอบกำกวม ผู้เป็บิดาก็ยิ่งซักไซ้มากขึ้นไปอีก การแสดงออกเหมือนกับการข่มขู่นี้ทำให้หญิงวัยกลางคนผู้เป็มารดาต้องเข้ามาปรามสามีเอาไว้ กลัวว่าจะทำให้ลูกสาวกดดันจนร้องไห้ออกมาอีก
สามีของเธอก็เป็เช่นนี้ เนื้อแท้ของเขาไม่ได้เป็คนใจร้อนหรือเอาแต่ใจอะไร ทว่าการแสดงออกมานั้นทำให้ลูกสาวหวาดกลัวอยู่บ่อยๆ เธอจึงต้องคอยปรามไม่ให้เขาเสียงดังจนลูกใ
“ตอนนี้หนูได้เป็ผู้ช่วยนักล่าค่ะ ก่อนหน้านี้ได้ลาภก้อนโตมา ตระกูลจางและตระกูลเวินมีปัญหากัน พวกเขาจัดการแข่งขันของทั้งสองตระกูล ซึ่งหนูถูกเลือกให้ไปช่วยพวกเขาจัดการขยะ โดยที่ระหว่างการจัดการนั้นยังเก็บแกนพลังงานกลับออกมาขายได้ด้วย”
“ผู้ช่วยนักล่า? ตระกูลจางตระกูลเวิน?” ข้อมูลใหม่ที่ชายวัยกลางคนได้รับมานั้นทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว ตระกูลจางตระกูลเวินอะไรนี่ดูเหมือนจะเป็ชื่อของพวกตระกูลใหญ่ใช่ไหม? ระหว่างที่พวกเขาไม่อยู่ มีเื่วุ่นวายอะไรมากมายขนาดนี้เลยหรือ?
“พ่อกับแม่พักผ่อนก่อนเถอะค่ะ หลังจากนี้หนูจะเป็คนดูแลทั้งสองเอง ไม่ใช่ว่าคนตระกูลหงบอกว่าพ่อต้องพักอย่างน้อยอีก 3 เดือนหรอกหรอคะ ส่วนแม่...หนูจะลองสอบถามร้านค้าคุณสวี่ให้ว่า้ารับคนอยู่หรือเปล่า ครั้งก่อนที่ไปร้านค้าคุณสวี่ ได้ยินเถ้าแก่ร้านพูดว่าอยากจะรับคนงานมาเพิ่มอยู่ค่ะ”
“ร้านค้าคุณสวี่? ร้านที่รับซื้อขยะในราคาดีน่ะหรอ” หญิงวัยกลางคนประหลาดใจที่ลูกสาวของตนเองพูดถึงร้านค้าที่โด่งดังนั้นขึ้นมาด้วยท่าทางสบายใจ ราวกับว่าเธอและร้านค้าคุณสวี่นั้นมีความสนิทสนมกันดีอย่างไรอย่างนั้น
“ใช่ค่ะ ร้านค้าคุณสวี่....หนูไปทำหน้าที่ขายของแทนพวกตระกูลใหญ่อยู่บ่อยๆ ตอนนี้สนิทกับคุณสวี่เ้าของร้านบ้างแล้วค่ะ”
“...............” ทั้งสองมองหน้าลูกสาวที่ดูจะเปลี่ยนไปไม่น้อย บางทีการาเ็ของทั้งสองที่ผ่านมา คงจะผลักดันให้ลูกสาวตัวน้อยของพวกเขาต้องรีบเติบโตสินะ
หญิงวัยกลางคนเชื่อฟังลูกสาวอย่างง่ายดาย ในขณะที่ผู้เป็บิดาใช้ข้ออ้างว่า้ายืดเส้นยืดสายแล้วออกจากบ้านไป เขา้าออกไปสืบข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ใน่ที่เขายังรักษาตัวที่โรงพยาบาล เดินไปเดินมาก็มาถึงหน้าร้านค้าคุณสวี่ที่ยังปิดอยู่แทน
ผู้คนมากมายมองดูเขา และยังมีสายตารังเกียจอีกด้วย คนที่ตื่นขึ้นมาใน่เช้าของวันนั้นแต่งตัวดีกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็สังคมชนชั้นกลางและสูง ในขณะที่ผู้เก็บขยะถูกมองว่าเป็พวกระดับต่ำที่ไม่ควรเข้าใกล้ บางคนกลัวว่าผู้เก็บขยะเหล่านี้จะลงมือทำอันตรายตนเองด้วยซ้ำไป
………………………………………….